‘หมู ไบโอสโคป’กับทางรอดของค่ายหนัง ในยุคที่อุตสาหกรรมถูกกัดกร่อน

4.05.17 | 08:30 น.

“จริงๆ แล้วดีที่สุดคือดูในโรงหนัง เพราะผู้กำกับ ผู้อำนวยการสร้างคิดว่าหนังจะฟุลฟีลได้ยังไงในโรงภาพยนตร์ แต่ในเมื่อโรงภาพยนตร์มีพื้นที่ค่อนข้างจำกัด เราก็ต้องหาวิธีที่ทำให้คนดูมีทางเลือกในการรับชม เสพคอนเทนต์เหล่านี้ได้มากกว่าที่เขาจะเป็นฝ่ายเฝ้ารอ” กฤตวิทย์ หริมเทพาธิป หรือที่คุ้นเคยกันในชื่อ หมู ไบโอสโคป รองผู้อำนวยการ ฝ่ายจัดจำหน่ายภาพยนตร์ บริษัท โมโนฟิล์ม จำกัด บอกถึงทางรอดของการทำค่ายหนังในสถานการณ์ตอนนี้

สถานการณ์ที่วัฒนธรรมการดูหนังในโรงไม่ได้รับความนิยมเท่าแต่ก่อน แถมหนังแต่ละเรื่องใช่ว่าจะประสบความสำเร็จกันง่ายๆ

“ช่องทางไหนมันเอื้อกับเรา ก็ใช้ช่องทางนั้นในการผลักหนังไปหาคนดู” นักสื่อสารมวลชน ผู้คลุกคลีในแวดวงหนังมาร่วม 20 ปีบอกยิ้มๆ

ก่อนเล่าว่า 2 ปีที่ได้นั่งตำแหน่งนี้ ผู้ชมอาจเห็นความเปลี่ยนแปลงของหนังโมโนฟิล์มมากขึ้น เพราะใช้วิธีหยิบคอนเทนต์มาเป็นจุดขาย มากกว่าใช้กระบวนการทางการตลาดดึงดูดความสนใจ แล้วก็นับว่าได้ผล

อย่างที่เขาบอก “ภาพรวมธุรกิจปี 2559 โอเคเลย โดยเฉพาะเรามีช่อง โมโน 29 เป็นปลายทาง”

Advertisement

“หนังหนึ่งเรื่องฉายโรงเป็นอันดับแรก จากนั้นอีก 3 เดือนคุณจะได้ดูมันในรูปแบบวิดีโอ จากนั้น 3 เดือนได้ดูรูปแบบเพย์ทีวี ในโทรทัศน์จะเป็นวินโดว์สุดท้าย ซึ่ง 2 ปีที่ผ่านมาเราก็มีคือ โมโน 29 ซึ่งเป็นวินโดว์สุดท้ายที่เราเก็บได้ครบทั้งหมด”

โดยนอกจากช่องโทรทัศน์ โมโนกรุ๊ป ยังมีเว็บไซต์หนังออนไลน์ Monomaxxx และ Mthai คอยรองรับอีกด้วย

“การที่มีครบ ทำให้เราต้องมองว่าคนดูหนังของเราอยู่ที่ไหน เป็นคนแบบไหน อย่างไร วิธีการต่อมาคือหนังแบบไหนบ้างที่จะไปถึงเขา หนังบางเรื่องอาจจะไม่เหมาะกับกลุ่มตลาดคนดูที่ดูหนังในโรง เราต้องหาทางสื่อสารอื่นกับเขาเพื่อให้ได้ดูหนังของเรา เพราะฉะนั้นหนังที่เข้ามาแต่ละเรื่องอาจจะมีวินโดว์ความสำเร็จที่หลากหลายกันไป”

อย่างบางเรื่องซื้อมาแล้วคาดว่าจะไม่ทำเงินเลยไม่นำเข้าโรง แต่พอไปฉายในโมโน 29 กลับทำเรตติ้งสูงมากก็มี

แถมยิ่งกำหนดไม่ได้ว่าหนังแต่ละเรื่องที่ซื้อไว้จะเสร็จสมบูรณ์เมื่อไหร่ เพราะต้องขึ้นอยู่กับผู้ผลิตต่างประเทศ คนทำยิ่งต้องตั้งใจจัดสรรคอนเทนต์ให้ออกมาดีที่สุด

“มันมีความไม่แน่นอนของคอนเทนต์ที่เราซื้อมาจากต่างประเทศ เขาก็ต้องการทำคอนเทนต์ให้สมบูรณ์ เขาก็ยังไม่อยากฉาย พอมาถึงเรา เราก็กำหนดกันภายในว่ามีหนังเรื่องนี้นะ แต่พอเขาเลื่อนเราก็ต้องเลื่อนตาม เราคงไม่สามารถเอาหนังที่ไม่เสร็จมาฉาย แต่สิ่งที่กำหนดได้คือกำหนดการทำงานของเราภาพใหญ่ว่าจะทำยังไงให้คอนเทนต์ที่มีอยู่ในมือมันดีที่สุดสำหรับคนดูของเรา”

และแม้หลายครั้งจะต้องทำงานร่วมกับส่วนอื่นๆ เพื่อเสนอความคิดเห็นเกี่ยวกับคอนเทนต์ในภาพรวมที่ซื้อมา แต่หลักๆ เขาจะดูแลซื้อหนังสำหรับเข้าฉายในโรงภาพยนตร์ ซึ่งส่วนใหญ่หนีไม่พ้นหนังกระแสหลักที่ยังทำเงินให้ค่ายมากที่สุด ถึงอย่างนั้นก็ไม่ได้มองข้ามหนังทางเลือกทั้งหลาย ไม่ว่าจะ Maps to the Stars มายาวิปลาส, Attraction มหาวิบัติเอเลี่ยนถล่มโลก ฯลฯ

“เรามองว่ามันยังมีโอกาสที่จะสร้างกลุ่มคนดูได้ ก็น่าลอง เพื่อไม่ให้หนังจำกัดตัวเองเกินไป” หมูให้เหตุผล

พร้อมกับยอมรับ “มันมีความเสี่ยง แต่บางทีเราจะสร้างกลุ่มคนดูขึ้นมา เราก็ต้องค่อยๆ ทำให้มันเกิดขึ้น เราไม่เชื่อว่าอยู่ๆ คนดูแก่ๆ จะหายไปจากโรงหนัง เพียงแต่ว่ามันไม่มีหนังที่สอดคล้องกับความต้องการของเขา เขาก็ค่อยๆ รู้สึกว่าโรงหนังไม่ใช่ที่ของเขา เขาก็หายไป”

“ขณะที่กลุ่มคนรุ่นใหม่ถึงแม้ว่าเขาจะเสพคอนเทนต์แบบใดแบบหนึ่ง แต่เราก็คิดว่าคอนเทนต์ที่เรามีแบบนี้น่าจะสื่อสารกับเขาได้ ทำให้เขาได้รับความบันเทิง ได้รับความสนุกสนาน เราก็ลองกับกลุ่มคนดูเหล่านี้ ไม่มากมายหรอก มันต้องทำอย่างต่อเนื่อง แต่ว่าเราจะทำยังไงให้หนังอย่างนี้มันประคับประคองตัวเองได้ในทางธุรกิจ และทำได้อย่างต่อเนื่องอย่างที่เราต้องการ”

หรือบางเรื่องเสี่ยงมากหน่อยก็จัดการให้ผู้ชมดูผ่านเว็บไซต์ เช่นเรื่อง “Desierto” หนังเม็กซิโกที่เข้าชิงออสการ์ ซึ่งนอกจากจะลดทอนความเสี่ยง ยังเป็นการขยายตลาดออนไลน์ ความหวังแห่งอนาคตให้กว้างขึ้น

ถึงอย่างนั้นถ้าอยากให้อุตสาหกรรมหนังเติบโตอย่างยั่งยืน หมูว่า สิ่งสำคัญคือต้องร่วมมือกันทำให้ “วัฒนธรรมการดูหนัง” กลับมา ไม่ว่าจะเป็นส่วนของผู้ประกอบการโรงหนัง ผู้ผลิตหนังไทย หรือค่ายหนังต่างประเทศ เพราะหากทำได้สำเร็จ ทุกฝ่ายล้วนได้ประโยชน์ทั้งนั้น

“เอาง่ายๆ ปลายทางของคนดูบอกว่า ฉันคือคนดูหนังต้องหาทางรอดของฉัน เมื่อโรงหนังไม่ตอบโจทย์ฉัน เมื่อค่ายหนังไม่ตอบโจทย์ฉัน ฉันก็ไปโหลดบิทดู ถ้าเป็นอย่างนี้แสดงว่าเรามีปัญหาถูกละเมิดสิทธิ ต้องไปร้องเรียนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เกิดภาพไปร้อง กสทช.ให้ช่วยเหลือ นั่นคือปลายทางที่ไม่ตอบสนองซึ่งกันและกัน เพียงแต่ว่ามันมองไม่เห็นว่ามันคือปัญหาเดียวกัน จะทำยังไงให้มองเห็นเป็นปัญหาเดียวกัน การที่หนังไม่สามารถไปเจอคนดูได้ในโรงหนัง ในเวลาและจำนวนที่เหมาะสม การที่คนดูมองว่าโรงหนังไม่ให้พื้นที่ของเขา นี่อาจจะเป็นปัญหาในภาพใหญ่ จะทำยังไงให้เขากลับมา”

“และถ้าภาพรวมทั้งอุตสาหกรรมคือคนดูหนังเฉพาะกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง แสดงว่าตลาดจะแคบลง แล้วก็น่าห่วงว่ารายได้ของหนังในรอบ 3-4 ปีที่ผ่านมาไม่เห็นการเติบโตอย่างมีนัยสำคัญ จาก 4,200 ล้านบาท เป็น 4,300 เป็น 4,500 ตลาดมันวนเวียนอยู่ตรงนี้ แสดงว่าตลาดมันหดตัวหรือมีแนวโน้มจะหดตัว อันนี้เป็นเรื่องน่าห่วง”

โดย “เรื่องวัฒนธรรมการดูหนังมันถูกกัดกร่อนมาประมาณ 20 ปี ถ้าจะให้มันกลับมาก็อาจต้องใช้เวลา 20 ปี ถ้าโชคดีก็อาจเร็วกว่านั้น แต่ถ้าไม่ร่วมมือกัน มองว่าฉันคือหนัง ฉันต้องหาทางรอด ฉันคือโรง ฉันต้องหาทางรอด มันก็อาจถูกกัดกร่อนไปเรื่อยๆ”

ซึ่งไม่ว่าในฐานะผู้บริหารค่ายหนัง หรือนักสื่อสารมวลชนด้านภาพยนตร์ย่อมไม่อยากให้สิ่งนั้นเกิดขึ้น