หน้าแรก บันเทิง อาศรมมิวสิก ศ...

อาศรมมิวสิก ศิลปะส่องทางกัน สุชาติ วงษ์ทอง ศิลปินนอกสายสิญจน์ โดย:สุกรี เจริญสุข

7.05.17 | 15:57 น.
เขียนภาพร่วมกับการแสดงดนตรี ณ เกรท ฮอลล์ คิงส์ คอลเลจ ประเทศนิวซีแลนด์

Version:1.0 StartHTML:0000000167 EndHTML:0000017169 StartFragment:0000000634 EndFragment:0000017153


เขียนภาพร่วมกับการแสดงดนตรี ณ ประเทศญี่ปุ่น
สุชาติ วงษ์ทอง เป็นศิลปินแต้มสี วาดภาพสีน้ำ เป็นศิลปินชาวบ้านที่มีหัวใจที่ยิ่งใหญ่ มีชื่อเสียงโด่งดังมายาวนาน มีความรักชอบพอถูกคอกันมานาน ร่วมมือกันวาดภาพและเล่นดนตรีด้วยกัน ตั้งวงบางกอกแซกโซโฟนควอเตต (Bangkok Saxophone Quartet) เล่นดนตรีข้างถนนเปิดหมวก หารายได้สร้างพิพิธภัณฑ์เด็ก ต่อมาเมื่อใช้วงดนตรีที่มีขนาดใหญ่ขึ้น เป็นวงแชมเบอร์ออร์เคสตรา (Dr.Sax Chamber Orchestra) เมื่อไปเล่นที่ไหนก็จะชวนสุชาติ วงษ์ทอง ไปเขียนภาพด้วย

เมื่อก่อตั้งวงดุริยางค์ฟีลฮาร์โมนิกแห่งประเทศไทย (Thailand Philharmonic Orchestra, TPO) มีนักดนตรีกว่า 90 ชีวิต ก็ยังชักชวนสุชาติ วงษ์ทอง ไปเขียนภาพร่วมกับเสียงเพลงบรรเลงโดยวงใหญ่ ไปลาวด้วยกันในงานคอนเสิร์ตมนต์เวียงจันทน์ (2 มีนาคม 2556) ไปนิวซีแลนด์ด้วยกันในงานฉลองความสัมพันธ์ 50 ปีที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 เสด็จพระราชดำเนินเยือนประเทศนิวซีแลนด์ (30 สิงหาคม 2555) และไปญี่ปุ่นด้วยกันในงานขอบคุณที่ญี่ปุ่นได้ช่วยเหลือเมื่อคราวน้ำท่วม (Kizuna Concert, 10 พฤษภาคม 2555) 
ศิลปะนั้นส่องทางกัน ศิลปะทุกชนิดส่องทางให้แก่กัน ไม่ว่าจะเป็น ภาพวาด ภาพเขียน รูปปั้น รูปแกะสลัก ภาพยนตร์ สถาปัตยกรรม นาฏศิลป์ ระบำ บัลเลต์ ดนตรี ศิลปะในทุกๆ สาขามีความสวยงาม มีความไพเราะ และสนับสนุนให้แก่กัน สมัยเมื่อยังเล่นดนตรีอยู่ ก็พยายามจะชักชวนพรรคพวกคนเขียนภาพ ไปวาดภาพระหว่างที่เล่นดนตรี ซึ่งได้สร้างปรากฏการณ์และสร้างอารมณ์แบบตาดูหูฟังให้แก่ผู้ชมอย่างมาก ยิ่งเป็นการเล่นดนตรีข้างถนนด้วยแล้ว จะเห็นผู้คนที่หลากหลาย 
เขาเหล่านั้นมีความสุข เป็นความสุขที่ต้นทุนต่ำ ซึ่งได้สร้างความเพลิดเพลินแบบสุขกายสบายใจให้ผู้ฟังได้พอสมควรเลยทีเดียว

เมื่อหมดเวลาที่จะเล่นดนตรีข้างถนน ไปมีบทบาทเล่นดนตรีในหอแสดงดนตรี ซึ่งก็เป็นบทบาทอีกรูปแบบหนึ่ง เมื่อนำดนตรีและการวาดภาพที่เป็นการแสดงสด ก็สามารถสร้างบรรยากาศให้ผู้ชมมีส่วนร่วมได้มาก สุชาติ วงษ์ทอง เป็นศิลปินแต้มสีที่ไม่มีภาระ ชักชวนไปไหนต่อไหนด้วยก็สะดวก ง่าย ไม่มีปัญหา และไม่เคยสร้างปัญหา กลับเป็นผู้สร้างความบันเทิง สร้างความเพลิดเพลินและแปลก ทำให้การเดินทางไปแสดงมีแต่ความประทับใจ

สุชาติ วงษ์ทอง เกิดเมื่อปี พ.ศ.2493 เป็นคนบางระจัน สิงห์บุรี ต่อมาได้เข้าศึกษาที่โรงเรียนจ่าทหารเรือ (พ.ศ.2507-2510) และรับราชการเป็นทหารเรือ กรมการสื่อสารทหารเรือ (พ.ศ.2510-2515) เหตุที่ลาออกจากราชการก็เพราะรักศิลปะ รักที่จะมีอิสรภาพ มีเสรีภาพในชีวิต มากกว่าที่จะอยู่อย่างมีเงื่อนไขกฎเกณฑ์และมีข้อบังคับ

สุชาติ วงษ์ทอง พยายามที่จะพัฒนาตัวเองด้วยการเรียนภาคค่ำ วิชาเอกภาษาอังกฤษ วิชาเอกศิลปะ ไปศึกษาเพิ่มเติมที่ประเทศฟิลิปปินส์ ส่วนใหญ่จะเรียนไม่จบเพราะทะเลาะกับครู มีฝีมือมากกว่าครู ในที่สุดก็ต้องศึกษาเอาเอง ใช้ชีวิตเป็นฤๅษี (ฤๅษีนั้นสอนไม่ได้) ต้องค้นหาด้วยตนเอง แก้ปัญหาด้วยตนเอง เนื่องจากการศึกษาไทยไม่มีพื้นที่สำหรับคนที่แหกคอกและนอกคอก

ช่วงชีวิตวัยเรียน สุชาติ วงษ์ทอง ไปเรียนเป็นทหารเรือ รับราชการเป็นทหารเรือ แต่อยู่กับกฎเกณฑ์ข้อบังคับของทหารเรือไม่ได้ ก็ต้องออกไปศึกษาในสิ่งที่ชอบด้วยตนเอง ซึ่งก็หมดโอกาสที่จะเรียนทางศิลปะในสถาบันการศึกษาที่มีวิชาศิลปะ อย่างช่างศิลป์ เพาะช่าง หรือมหาวิทยาลัยศิลปากร ที่มีครูบาอาจารย์สอน "สายศิลป์" ในวิชาศิลปะสมัยใหม่นั้น อาจารย์ศิลป์ พีระศรี ถือเป็นบิดาของศิลปะไทยสมัยใหม่ สร้างลูกศิษย์ที่อยู่ในตระกูล "ศิษย์อาจารย์ศิลป์" ถือเป็นใบปริญญาที่ยิ่งใหญ่สำหรับศิลปินไทย 

เมื่อสุชาติ วงษ์ทอง เป็นศิษย์ไม่มีครู ต้องค้นหาตัวเอง กว่าจะเจอว่าตัวเองชอบศิลปะก็หมดเวลาเรียนเสียแล้ว หมดโอกาสศึกษาเล่าเรียนศิลปะซึ่งเป็นสิ่งที่ชอบ ก็ต้องค้นหาสิ่งที่ชอบในชีวิตเอาเอง ชอบอะไรก็ไปทำในสิ่งที่ชอบๆ เมื่อชอบศิลปะก็ไปทำงานศิลปะ

โรงเรียนช่างศิลป์ของไทยก็มีครูสอน สอนพื้นฐานของการสร้างงานศิลปะ ส่วนพวกที่ไม่มีครูก็จะค้นหาจาก "ครูพักลักจำ" ตั้งแต่ครูข้างถนนไปจนครูในราชสำนัก เจอใครที่ไหนเจองานของใครก็ศึกษาเอามาเป็นครูหมด นักศึกษาอย่างสุชาติ วงษ์ทอง เป็นพวกความจำดี สมองเป็นเยี่ยม ฝีมือเป็นเลิศ ปากเสียและความอดทนต่ำ ไม่ชอบก็จากไป ไปฝึกทำเอาเองยังดีกว่า อดทนต่อความรุ่มร่ามได้ไม่นาน จึงไม่ค่อยมีสำนักไหนรับเป็นศิษย์อย่างจริงจัง และไม่ค่อยจะรับใครเป็นอาจารย์นัก

เมื่อชักชวนให้ทำงานศิลปะร่วมกับดนตรีครั้งใด "เมื่อเอยเมื่อนั้น" ก็จะทุ่มเทลงทุนทำเองทุกอย่าง เพราะเมื่อชอบแล้วก็สมัครใจทำสุดใจขาดดิ้น หากไม่ชอบก็เดินหันหลังให้โดยไม่แยแส เมื่อก่อนนั้นยังไม่มีพื้นที่ในสถาบันการศึกษาที่จะรองรับพวกแหกคอกพวกขบถเหล่านี้ ทั้งๆ ที่คนเหล่านี้มีความคิดสร้างสรรค์และมีจินตนาการเป็นเลิศ

จากพวกแหกคอก พวกขบถ กระทั่งสุชาติ วงษ์ทอง กลายเป็นศิลปินพวกที่ "ก่อกวนทางวิชาการ" เป็นศิลปินที่ไม่มีใบปริญญา จนกระทั่งมหาวิทยาลัยต้องมอบปริญญาเอกสาขาศิลปะให้ สุชาติ วงษ์ทอง ได้กลายเป็น ดร.สุชาติ วงษ์ทอง ผู้ที่ไม่เคยเรียนจบมหาวิทยาลัย แต่กลับไปสอนนักศึกษาในมหาวิทยาลัยที่มีวิชาศิลปะเรียนทุกมหาวิทยาลัย เป็นครูศิลปะนอกห้องเรียน สอนเด็กข้างถนน สอนนายธนาคาร สอนหมอ สอนนักเรียนแพทย์ สอนเทวดาและนางฟ้าของการบินไทย 
ถึงปัจจุบัน สุชาติ วงษ์ทอง มีลูกศิษย์ลูกหาจำนวนมาก เดินทางไปวาดภาพในงานต่างๆ ทั่วภูมิภาคอาเซียน

สิ่งที่สุชาติ วงษ์ทอง มีและดำรงอยู่อย่างสูงส่งและสง่างามก็คือ ความมีหัวใจเป็นอิสระ สามารถที่จะบันดาลชีวิตในสิ่งที่ตนต้องการได้ ไม่ยอมให้ชีวิตอยู่ใต้ข้อบังคับและเงื่อนไขใดๆ ทำให้สุชาติ วงษ์ทอง สามารถสร้างงานศิลปะไร้เงื่อนไขและข้อจำกัด ไม่ได้ทำเพราะได้เงิน ไม่ได้ทำเพื่อขาย ไม่ได้ทำงานศิลปะเพราะมีคนว่าจ้างหรือมีผลประโยชน์ต่างตอบแทน มีอย่างเดียวก็คือ ทำเพราะชอบที่จะทำ

หัวใจที่มีเสรีภาพไร้ข้อจำกัดอย่างสุชาติ วงษ์ทอง ทำให้สุชาติ วงษ์ทอง สามารถทำงานอย่างมีความสุข สุขที่ได้ทำ และทำให้คนอื่นๆ ที่อยู่รอบพลอยมีความสุขไปด้วย สุชาติ วงษ์ทอง เป็นศิลปินที่ไม่อยู่ในสารบบศิลปินที่มีชื่อเสียงทั้งหลาย ไม่ได้เป็นศิลปินแห่งชาติเพราะเป็นศิลปินที่อยู่นอกสายสิญจน์ ไม่มีพวก ไม่มีสังกัด แต่มีเสรีภาพเป็นหัวใจของชีวิต ได้สร้างงานศิลปะที่ตนชอบโดยไม่มีเงื่อนไข

ปลายเดือนสิงหาคมต้นกันยายนปี 2560 นี้ วงดุริยางค์ฟีลฮาร์โมนิกแห่งประเทศไทยจะเดินทางไปแสดงที่กรุงกาฐมาณฑุ ประเทศเนปาล เพื่อหารายได้ช่วยมหาวิทยาลัยกาฐมาณฑุ ก่อสร้างภาควิชาดนตรี เพราะอาคารเดิมถูกถล่มด้วยแผ่นดินไหวและน้ำท่วมในเวลาต่อมา 

ตั้งใจว่าจะชวน ดร.สุชาติ วงษ์ทอง ไปวาดภาพประกอบดนตรีในเมืองโบราณ "The Sound I Saw" เปลือยเสียงดนตรีให้เป็นภาพสีน้ำ แล้วมอบให้แก่มหาวิทยาลัยกาฐมาณฑุ เพื่อใช้ประโยชน์ในลำดับต่อไป