ลิซ่า อลิซา รับตื่นเต้นกับบทสาวไทยข้ามมิติ ในมินิซีรีส์ไทย-จีน เล่าการทำงานสุดท้าทาย
กลายเป็นกระแสไวรัลชั่วข้ามคืน หลังจากมีการปล่อยภาพโปรโมตโปรเจกต์มินิซีรีส์ไทย-จีน ‘สาวไทยข้ามภพป่วนใจแม่ทัพ‘ ซึ่งเป็นการร่วมมือระหว่างบริษัท Love Drama จากประเทศไทย และ Ethnic Relics Culture จากประเทศจีน ซึ่งมีทีมงานมืออาชีพจากทั้งสองประเทศร่วมกันสร้างสรรค์ผลงาน โดยมีสาวไทยร่วมแสดงด้วย อย่าง ลิซ่า-อลิซา แอน ไฮนส์ นักแสดงสังกัดช่อง 3 และสมาชิกเกิร์ลกรุ๊ป BLYSS ที่มารับบทนำเป็น ‘ปรียา’ หรือ ‘บัว’ สาวไทยยุคปัจจุบันที่บังเอิญหลุดข้ามมิติเวลาไปยังยุคจีนโบราณ ต้องเผชิญทั้งความแตกต่าง ด้านภาษา วัฒนธรรม และสถานการณ์อันคับขันในยุทธภพ พร้อมความสัมพันธ์ที่ค่อยๆ ก่อตัวกับแม่ทัพหนุ่มผู้เย็นชา ที่รับบทโดย จินเสวียอวี่ เรื่องราวผสมผสานครบทั้งดราม่า โรแมนติก แอ็กชัน และอารมณ์ขัน ซึ่งการได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของโปรเจกต์ซีรีส์เรื่องนี้ ลิซ่า ก็เผยว่า
“รู้สึกดีใจและเป็นเกียรติมาก เพราะต้องออดิชันหลายขั้นตอน ทีมงานให้ความสำคัญกับคาแรกเตอร์และความเหมาะสมของนักแสดงจริงๆ การได้เป็นส่วนหนึ่งของโปรเจกต์นี้เหมือนเป็นโอกาสครั้งสำคัญในชีวิต การทำงานร่วมกับทีมจีนทำให้ลิซ่าได้เรียนรู้ระบบการผลิตที่มีมาตรฐานสูง ทั้งในแง่ของการวางแผน การควบคุมคุณภาพ และความละเอียดในทุกขั้นตอน ตั้งแต่บท การถ่ายทำ ไปจนถึงงานโปรดักชัน”
นอกจากนี้ ลิซ่ายังเล่าว่า เธอเป็นคนที่ชื่นชอบการดูซีรีส์แนวตั้งอยู่แล้ว การได้มาร่วมงานในโปรเจกต์ลักษณะนี้จึงถือเป็นประสบการณ์ใหม่ที่ท้าทาย โดยเฉพาะการร่วมงานกับทีมจากประเทศจีนเป็นครั้งแรก “ตอนแรกก็ตื่นเต้นและกังวลนิดหน่อยค่ะ เพราะต้องปรับตัวหลายอย่าง แต่พอได้ทำงานจริงๆ ทีมงานฝั่งจีนดูแลดีมาก น่ารักมาก ทำให้รู้สึกเหมือนเป็นทีมเดียวกันมานานแล้ว อบอุ่นมากๆ เลย”

ในด้านการแสดง ซีรีส์แนวตั้งมีความแตกต่างจากซีรีส์ทั่วไป เพราะกรอบภาพแคบกว่า นักแสดงจึงต้องควบคุมการเคลื่อนไหวให้พอดี และใช้การสื่อสารทางสีหน้าและสายตาให้ชัดเจนมากขึ้น “มันไม่ง่าย แต่ก็ไม่ยากเกินไป เป็นอะไรใหม่ๆ ที่ต้องปรับตัว ถือเป็นโอกาสและประสบการณ์ที่ดีและสนุกด้วย”
อีกหนึ่งความท้าทายคือระยะเวลาการถ่ายทำที่กระชับ โดยใช้เวลาเพียง 6 วัน แต่เน้นคุณภาพของงานเป็นหลัก ลิซ่าบอกว่าการได้ร่วมงานกับทีมจีนเปิดโลกการแสดงให้เธอมากขึ้น เพราะนักแสดงจีนมีพลังการแสดงสูง ทั้งสายตา น้ำเสียง และอารมณ์ ทำให้เธอได้เรียนรู้และนำมาปรับใช้กับตัวเอง
ทั้งนี้ลิซ่ายังยอมรับว่าการถ่ายทำในประเทศจีนเป็นประสบการณ์ที่หนักที่สุดครั้งหนึ่งในชีวิตการทำงาน แม้จะเหน็ดเหนื่อย แต่ก็มองว่านี่คือบทเรียนล้ำค่า ที่ช่วยยกระดับทั้งวินัยการทำงานและมาตรฐานการแสดงของเธอให้ก้าวไปอีกขั้น โดยในบางวันใช้เวลาถ่ายทำยาวนานกว่า 18 ชั่วโมงต่อวัน
“ที่นี่เป็นสไตล์ Work hard, Play harder ทุกคนตั้งใจมากและให้ความสำคัญกับคุณภาพงานจริงๆ ต่อให้ถ่ายเกินเวลา ทุกคนก็พร้อมจะทำต่อเพื่อให้งานออกมาดีที่สุด สำหรับอุปสรรคหลักคือเรื่องของเวลา เพราะตารางการทำงานค่อนข้างยาวนาน ทำให้เวลาพักผ่อนมีน้อยมาก เนื่องจากทีมงานให้ความสำคัญกับคุณภาพงานมากเพื่อให้ผลงานออกมาดีที่สุดจริงๆ การเตรียมตัวด้านภาษาและการปรับบท ส่วนตัวลิซ่าพอมีพื้นฐานภาษาจีนอยู่บ้าง สามารถพูดคุยทั่วไปได้ ซึ่งตอนแรกทีมงานวางบทให้บัวต้องพูดภาษาจีนด้วยตัวเองเลย ลิซ่าจึงเริ่มเรียนและจำบทล่วงหน้ามา 2-3 เดือน แต่ในช่วงใกล้ถ่ายทำมีการปรับบทเพื่อให้เนื้อเรื่องเข้มข้นและสนุกขึ้น เมื่อปรึกษากับผู้กำกับและทีมงาน จึงได้ข้อสรุปว่าให้พูดเป็น ภาษาไทย แทน เพื่อให้เราสามารถเข้าถึงอารมณ์อินเนอร์ และแสดงออกมาได้อย่างเต็มที่ที่สุด รวมถึงระยะเวลาที่จำกัดไม่เพียงพอต่อการจำบทภาษาจีนที่ยาวขึ้นด้วย”

“พี่ๆ ทีมงานน่ารักและคอยช่วยเหลือเต็มที่มากๆ ในส่วนเทคนิคการสื่อสารในสนามรบ หรือหน้าเซ็ตในการถ่ายทำ ลิซ่าจะพูดภาษาไทยทั้งหมด ซึ่งตามวัฒนธรรมกองถ่ายจีนเขาจะใช้วิธีการพากย์เสียงทับอยู่แล้ว ตอนถ่ายทำจึงไม่มีการติดไมค์ที่ตัวนักแสดง แต่จะใช้ไมค์จากกล้องแทน ทำให้ระหว่างที่เข้าฉากกับพระเอกที่พูดภาษาจีน ก็จะมีพี่ล่ามคอยแปลสิ่งที่พระเอกพูดให้เราฟังสดๆ ในฉากเลย ทำให้เราสามารถรับส่งอารมณ์และสื่อสารทางสายตากับพระเอกได้อย่างเป็นธรรมชาติและเข้าใจกันมากขึ้น”
อีกทั้งลิซ่ายังเล่าถึงบรรยากาศกองถ่ายที่เต็มไปด้วยความอบอุ่นอีกว่า “คนไทยจะมีความร่าเริง เป็นกันเอง เวลาอยู่กองถ่ายก็จะมีความเมาท์มอย ความลั้ลลาอยู่เสมอ ส่วนทีมงานจีน เวลาทำงานเขาจะมีความตั้งใจและจริงจังมาก แต่พอเราได้ทำงานร่วมกันประมาณ 2–3 วัน ทีมงานจีนก็เริ่มปรับตัวได้ เริ่มพูดคุย หยอกล้อกันมากขึ้น แม้ว่าเขาจะพูดภาษาอังกฤษได้ไม่มาก และฝั่งทีมงานไทยก็พูดภาษาจีนได้นิดหน่อย แต่พวกเราก็สื่อสารกันด้วยใจ ใช้ภาษากายเข้าช่วย เป็นการพูดคุยที่น่ารักมากๆ ทำให้บรรยากาศในกองถ่ายเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะตลอดเวลา”
ในส่วนกระแสตอบรับจากแฟนๆ ที่ไทยก็ค่อนข้างฮือฮาไม่น้อย หลังมีการเปิดตัวโปรเจกต์มินิซีรีส์ดังกล่าว ทำให้ลิซ่าทั้งตื่นเต้นและกดดัน “หนูส่งไปให้จินเสวียอวี่ที่รับบทแม่ทัพเหวินซู่ดูด้วย แล้วพวกเราก็พูดเป็นเสียงเดียวกันว่า กดดันเหมือนกัน แต่ก็ดีใจมากที่มีคนรอชมเยอะขนาดนี้ รู้สึกอยากขอบคุณแฟนๆ ทุกคนเลยที่มาคอยให้กำลังใจ ถึงแม้จะรู้สึกว่ากดดันนิดนึง แต่พอได้รับกำลังใจก็รู้สึกใจฟู และอยากให้ทุกคนได้ดูเรื่องนี้ หนูเชื่อว่าเรื่องนี้สนุก และทุกคนต้องชอบมากแน่ๆ”

ไม่เพียงแต่ในตัวซีรีส์เท่านั้น แต่ตัวลิซ่าเองก็กำลังเป็นที่จับตามองในฐานะนักแสดงหญิงดาวรุ่งของยุคอีกด้วย ซึ่งลิซ่าก็รู้สึกตื่นเต้นและดีใจที่มีคนมาติดตามตัวเธอมากขึ้น “ทุกคนน่ารักมากๆ แล้วความเป็นวัฒนธรรมไทย คนไทยซัพพอร์ตคนไทย เราซัพพอร์ตกันสุดหัวใจจริงๆ แล้วทุกคน ส่งกำลังใจส่งความรักมาให้ตลอด ทำให้หนุรู้สึกใจฟู อิ่มใจ และอยากขอบคุณแฟนๆ เรื่องนี้ทุกคน หนูหวังว่าทุกคนจะชอบและสนุกไปกับเรื่องนี้”
ส่วนเรื่องของ ชุดไทย ที่ถูกหยิบมาผสมผสานในโลกจีนโบราณ ลิซ่า ก็ขอสปอยล์ให้ฟังเบาๆ ว่าในเรื่อง ปรียาเป็นสาวยุคปัจจุบัน แต่ตอนที่หลุดเข้าไปในอีกโลกหนึ่งเธอกำลังสวมชุดไทยอยู่ แล้วพอหลุดไปในยุคจีนโบราณ จึงมีการนำผ้าจีนมาดัดแปลงเป็นชุดไทย นอกจากนี้ยังมีการถ่ายทอดวัฒนธรรมไทยไปให้ฝั่งจีนด้วย รวมถึงความรู้จากโลกปัจจุบัน เพราะตัวละครหลักเป็นคนยุคปัจจุบัน ก็จะมีความรู้หลายด้านที่สามารถนำไปช่วยเหลือตัวละครอื่นๆ ในการแก้ปัญหาต่างๆ ในช่วงเวลานั้นได้ด้วย
ทั้งนี้ลิซ่ามองว่ากระแสของซีรีส์แนวตั้งในปัจจุบันนี้จะเติบโตมากยิ่งขึ้นเนื่องจากมีความเข้าถึงง่าย ดูได้ทุกที่ ทุกเวลา และมีเนื้อเรื่องหลากหลาย ตอบโจทย์คนรุ่นใหม่ที่ปัจจุบันจะต้องใช้ชีวิตเร่งรีบ ในด้านเทรนด์ซีรีส์แนวตั้งในประเทศไทยตอนนี้ ลิซ่ามองว่า ก็เป็นที่นิยมในระดับนึง แต่ในอนาคตจะมีความนิยมมากขึ้นยิ่งกว่าเดิม “พอเป็นซีรีส์แนวตั้งขอบเขตมันกว้างมากเลย มันสามารถเป็นทั้งแนวแฟนตาซี ดราม่า หรือไซไฟอะไรก็ได้ที่เราอยากดู อย่างในเรื่อง”สาวไทยข้ามภพป่วนใจแม่ทัพ” ที่นอกจากจะเป็นการจับมือระหว่างไทย-จีนแล้ว ยังเป็นการร่วมแบ่งปันวัฒนธรรม เป็นอะไรใหม่ๆ ที่ไม่เคยมีใครเห็นมาก่อน ซึ่งเป็นเนื้อเรื่องที่ใหม่ แล้วหนูคิดว่าพอมันเป็นกระแส เป็นที่นิยมมากขึ้น ก็จะมีแนวใหม่ๆ มากกว่านี้ขึ้นไปอีก”
สุดท้ายนี้ลิซ่าอยากให้ทุกคนรอชมว่าเรื่องราวจะเป็นยังไง ปรียาจะไปทำอะไร ทำไมถึงข้ามมิติไปเจอแม่ทัพ แล้วจะรักกันตอนไหน ตอนจบจะสมหวังหรือไม่ เชื่อว่าทุกคนจะต้องหลงรักตัวละครทุกตัวแน่นอน โดยซีรีส์ “สาวไทยข้ามภพป่วนใจแม่ทัพ” เตรียมรับชมได้ช่วงกลางเดือนมกราคม ซึ่งลิซ่าเชื่อว่า ซีรีส์เรื่องนี้จะตอบโจทย์ผู้ชมมากๆ จะเป็นการสานฝันแฟนๆ ไทยที่ชอบดูซีรีส์จีนโบราณแล้วอยากทะลุมิติไปเจอแม่ทัพหล่อๆ สักคน
“ใครที่ชอบดูแนวแฟนตาซี โรแมนติก ภาพสวยๆ หนูว่าเรื่องนี้ตอบโจทย์มากๆ”


