เส้นทางของ“กบ พิมลรัตน์” ในวันที่ได้เติบโตและเรียนรู้ ทั้งเรื่องงานและความรัก
หากพูดถึงชื่อ กบ-พิมลรัตน์ พิศลยบุตร ภาพจำของหลายคนก็อาจจะยังเป็นเด็กสาวในชุดไทยงดงามจากภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์ ‘สุริโยไท’ ที่แม้เวลาจะผ่านมานานแค่ไหนแต่ก็ยังอยู่ในใจของผู้ชมและแฟนๆ เสมอ โดยเจ้าตัวได้เล่าถึงเส้นทางการทำงานในวงการบันเทิงที่โลดแล่นมาอย่างยาวนานให้ฟังว่า
“เข้าวงการตั้งแต่อายุ 14 ค่ะ แล้วก็ออกไปช่วงอายุประมาณ 32 ตอนนี้ก็กลับเข้ามาใหม่”
ก่อนจะเป็นที่รู้จัก กบเคยผ่านการทดสอบโฆษณานับสิบชิ้นโดยไม่เคยได้รับเลือกเลย ซึ่งก็ทำให้เกิดความท้อขึ้นมาในใจ ก่อนที่โอกาสสำคัญมาถึงในวัย 18 กับภาพยนตร์ที่ทำให้ทุกคนรู้จัก
“จริงๆ สุริโยไทก็ไม่ง่ายนะคะ จำได้ว่ามาแคสตอนอายุ 14 แล้วทิ้งช่วงไปเกือบ 3 เดือนเลย แล้วก็มาแคสอีกทีนึง รอบ 2 จำได้ว่าท่านมุ้ย (หม่อมเจ้าชาตรีเฉลิม ยุคล) บอกว่าได้เล่น วันนั้นท่านถึงบอกว่าเรามีบทอยู่สองบทนะ ‘พระสวัสดิราช’ ซึ่งเป็นลูกพระสุริโยไท และ ‘สุริโยไทวัยเด็ก’ ที่จะให้เล่น จะดูว่าเหมาะสมไหมที่จะเล่นเป็นลูก เพราะในเรื่องมันจะมีการเข้าใจผิดระหว่างคนรักเก่าของสุริโยไท คือขุนพิชเรนทร์ ที่กลับมาพบแม่เรา แต่มาเจอเราแต่เขาคิดว่าเป็นแม่”
ซึ่งความคิดของเด็ก ณ ตอนนั้นก็รู้สึกเพียงสนุก ไม่ต้องไปโรงเรียน แต่ได้ไปเรียนฟันดาบ เรียนขี่ช้าง เรียนมารยาท ได้ทำในสิ่งที่เคยไม่เคยทำมาก่อน
“สนุกมาก คุณพ่อคุณแม่ก็พาไปกองถ่าย ไม่ต้องรับผิดชอบอะไร ตื่นมาก็ไปกองถ่าย เหนื่อยก็กลับบ้านนอน อีกวันไปเรียนหนังสือ อีกวันมาใหม่ถ่ายหนัง ไม่มีอะไรที่ต้องรับผิดชอบ สิ่งเดียวที่ต้องรับผิดชอบคือเรื่องเรียนอย่างเดียว เพราะต้องหยุดเรียนเยอะ ก็ต้องตามส่งงานให้ทัน”
จากความสำเร็จของภาพยนตร์ สุริโยไท ก็ได้สานต่อความปังในละครเรื่อง ‘ปลายเทียน’ ละครแนวพีเรียดผสมปัจจุบัน ที่ยิ่งทำให้กบถูกจดจำในภาพของสาวไทยเรียบร้อยอย่างชัดเจน
“หลังจากนั้นก็มาเล่น ‘ปูลม’, ‘ยอดคุณตูบ’ ก็เป็นการหลุดออกมาจากพีเรียดแล้ว ชอบนะที่มาเล่นอะไรที่เป็นปัจจุบันตามวัยของเรา แต่เชื่อไหมไม่มีใครจำได้ ทุกวันนี้กบอายุ 42 คนยังจำสุริโยไทกับปลายเทียนอยู่เลย ”
ซึ่งในบรรดาผลงานทั้งหมด มีเรื่องหนึ่งที่กบพูดถึงด้วยแววตาเป็นประกาย นั่นคือ ‘ขุนพันธ์’ บทโจรหญิงที่มีความก้ำกึ่งทางเพศ ดิบ เทา และแตกต่างจากทุกภาพจำที่ผ่านมา ทำให้เธอได้เห็นตัวเองในอีกมุมหนึ่ง
“มันเป็นคาแร็กเตอร์ที่พี่โขม (ก้องเกียรติ โขมศิริ : ผู้กำกับ) ดีไซน์ให้เราใหม่แล้วไม่มีใครมองเห็นเราตรงนี้ เพราะทุกคนเวลามองเราก็จะมองว่า หญิงไทย พอแกเอาเราไปจับแบบนี้ เราไม่รู้หรอกคนดูชอบหรือเปล่า แต่เราชอบตัวเรา”
กับภาพลักษณ์หญิงไทยสวยหวาน เมื่อถาม กบ พิมลรัตน์ ว่าแล้วตัวตนจริงๆ ของเธอเป็นอย่างไร เจ้าตัวก็เล่าพร้อมรอยยิ้มว่า ในตอนเด็กๆ ก็เคยคิดว่าตัวเองเป็นคนเรียบร้อย ด้วยเพราะการถูกปลูกฝัง การเลี้ยงดูที่ได้รับมาตั้งแต่เด็ก
“แต่ว่าจริงๆ บอกไม่ถูกมันก็ไม่ได้เรียบร้อย ไม่รู้ว่าจะอธิบายยังไง แล้วก็เป็นคนที่มีโลกส่วนตัวสูงตั้งแต่เด็ก ชอบอยู่ในห้อง ทำงานศิลปะ ประดิษฐ์ของเล่นเองทำอะไรเองแล้วแต่มีจินตนาการอยากทำอะไร”
“ตอนเด็กๆ แต่งตัวแทบจะไม่รู้เลยว่าชอบอะไร คุณแม่เป็นคนเลือกให้ทุกอย่างว่าให้แต่งแบบนี้ทำแบบนี้ เป็นไข่ในหิน ถูกเลี้ยงมาอย่างนั้นแหละ เผอิญโชคดีที่คุณแม่เป็นผู้หญิงที่แบบรสนิยมดี เธอต้องแต่งอย่างนี้แต่งอย่างนั้น”

“มีช่วงที่เรียนมหาลัยมาอยู่กับคุณพ่อ อันนี้ก็เริ่มได้ค้นหาตัวเอง ได้ถามตัวเองว่าชอบอะไร จนถึงตอนนี้รู้ว่าตัวเองชอบอะไร ก็จะเป็นแบบที่เห็นทุกวันนี้ มันก็คงเป็นอินเนอร์ของเรา ไม่ใช่คนหวาน”
ทั้งนี้เมื่อถามเรื่องความรัก เจ้าตัวก็เล่าแบบเปิดใจว่า มีความรักแบบปั๊บปี้เลิฟตั้งแต่ อายุ 14 แต่เป็นสไตล์ชอบที่จะรู้สึกชอบเขาฝ่ายเดียว ไม่ต้องการให้มีการสานต่อ พอเข้าวงการก็มีความรัก จนกระทั่งอกหักเป็นครั้งแรก
“ก็เสียผู้เสียคนเลยนะ คือมันเสียศูนย์ มันรู้สึกไม่อยากอยู่ในวงการแล้ว เพราะว่าเราคบคนในวงการ ตอนรักมันก็ดี แต่พอไม่รักมันก็จะมีคำถามมากมาย มันไม่ได้จบแค่เรา 2 เหมือนกับถูกแทงอยู่เรื่อยๆ เลี่ยงไม่ได้ทำอะไรไม่ได้ แล้วมันก็เจ็บอยู่อย่างนี้ไม่จบ ก็เลยรู้สึกว่าจะไม่ชอบคนในวงการอีกแล้ว”
จนกระทั่งมาถึงความรักครั้งที่ตัดสินใจหันหลังให้วงการตอนอายุ 32 เพื่อแต่งงาน
“พี่เขาใช้เวลาจีบ 3 ปี ด้วยความที่เขาอายุมาก ผ่านประสบการณ์ชีวิตอะไรมาพอสมควร เราต้องใช้เวลาดูเยอะ มีแต่เขาโทรคุย เราไม่ค่อยได้ใช้เวลาออกไปเจอ เพราะว่าไม่มั่นใจ แล้วเราเป็นคนเซฟตัวเอง”
“ในช่วงเวลา 3 ปี ไม่ได้เจอแต่แกก็แบบว่าห่วงใย ดูแลเอาใจใส่ แล้วเราก็รู้สึกอบอุ่น ด้วยความที่อายุห่างกันเกือบ 19 ปี มันจะอบอุ่นแตกต่างกว่าคนในวัยเดียวกัน มันก็ค่อยๆ ซึมลึก ก็เริ่มคุยกันเอายังไง ลองคบกันไหม คบกัน 1 ปี คบเสร็จก็เเต่งงาน ด้วยอายุที่เขามากกว่าเรา ประสบการณ์ชีวิตก็มาก เราก็จะมีความรู้สึกว่ามั่นใจ”
แต่ความเป็นตัวของตัวเอง ที่แตกต่างจากภาพที่คนภายนอกมองว่าเป็นคนเรียบร้อยมากๆ ก็อาจจะทำให้อีกฝ่ายรู้สึกผิดหวัง ในขณะที่เราก็เรียนรู้เขาและพบว่าสิ่งหนึ่งที่มันยากก็คือการเป็นตัวของตัวเองทั้งคู่ แล้วเป็นคนมั่นใจกันทั้งคู่
“ยากมากเพราะเราป็นคนชอบคนเก่ง ยิ่งเป็นผู้ชายที่แบบว่าสร้างเนื้อสร้างตัวด้วยตัวเอง เราปลื้มมากเลย เรารู้สึกอยากเรียนรู้ทัศนคติเขา อยากเก่งเหมือนเขา ต้องรับให้ได้ ก็เราเลือกคนเก่งมันไม่ง่ายหรอก แต่สิ่งหนึ่งที่เราได้เปลี่ยนให้เขา 100% เพราะเราเป็นแม่บ้าน แม่บ้านก็ต้องเคารพสามี อายุที่มากกว่ามันก็เลยต้องจากที่ตรงกลางกลายเป็นเอียง”
จนถึงจุดที่เราตัดสินใจต้องกลับมาใช้ชีวิตของตัวเองอีกครั้ง หลังจากแต่งงานไปนานถึง 8 ปี เมื่อถามว่าตัดสินใจยากไหม กบ ก็ว่า
“พอทำอะไรสุดแล้ว ไม่เลยค่ะ ความรักของกบก็คือทำให้สุด แล้วถ้าถึงวันนึงเขาจะไปก็ไม่เป็นไร เพราะเราได้ทำสิ่งนั้นแล้ว ส่วนเขาจะมีภาพเราเหมือนที่เราเคยเป็นอันนั้นก็เรื่องของเขา แต่เรื่องของเราคือเราทำดีสุดแล้ว ถ้ามันไม่ดีต้องปล่อย”
“เสียดาย แต่มันก็คือประสบการณ์ชีวิต ไม่ว่าเรื่องดี ความรัก เรื่องงาน มันคือประสบการณ์หมด”
ความรักหลังจากนี้ กบ พิมลรัตน์ ก็ตอบชัดว่าชีวิตยังขับเคลื่อนด้วยความรัก แต่คงไม่เลือกคนที่อายุมากกว่าขนาดนี้แล้ว รู้ซึ้งถึงความยากในการปรับตัวของคนที่ต่างเจนเนอเรชั่น
“ชีวิตสำหรับกบนับจากตรงนี้มันมีอะไรให้เรียนรู้อีกเยอะ ไม่อยากเอาสิ่งเหล่านั้นมาหนัก อยากให้ตรงนั้นเป็นสิ่งที่รู้กันอยู่แล้ว แล้วเดินไปข้างหน้าในการทำงาน เรื่องการใช้ชีวิตดีกว่า”
“ความรักมันก็ทำให้คนทำได้หลายอย่าง มันเป็นพลังงานดีๆ มันเป็นสิ่งที่ตอบไม่ได้ แต่มันเเรงขับอย่างนึงที่ทำให้เราทำอะไรออกมาดีๆ ได้ค่ะ”


