หน้าแรก บันเทิง อเล็กซ์ เรนเด...

อเล็กซ์ เรนเดลล์ จากเด็กชายรักป่า สู่ผู้นำค่ายสิ่งแวดล้อมแห่งยุค

22.01.26 | 09:43 น.

‘อเล็กซ์ เรนเดลล์’ จากเด็กชายรักป่า สู่ผู้นำค่ายสิ่งแวดล้อมแห่งยุค

จากนักแสดงวัยเด็กสู่ผู้ก่อตั้งองค์กรอนุรักษ์ชื่อดัง EEC Thailand (Environmental Education Centre Thailand) การเดินทางของ อเล็กซ์ เรนเดลล์ ไม่ใช่เพียงเรื่องของธรรมชาติ แต่คือเรื่องของ คน, สิทธิ และความเท่าเทียม ที่ผูกติดอยู่กับคุณภาพสิ่งแวดล้อม เขาเล่าถึงแรงบันดาลใจ ความท้าทาย และความหวังที่ยังไม่เคยหมดไป

อเล็กซ์เปิดไทม์ไลน์แห่งความผูกพันระหว่างตนเองกับธรรมชาติ ที่เริ่มต้นตั้งแต่วัยเยาว์ จากที่เพียงแค่ชอบท่องเที่ยวในธรรมชาติ ชอบเอาต์ดอร์ ชอบกีฬา จนมีโอกาสได้ไปช่วยช้างตอนอายุประมาณ 10 ขวบ

“แต่ว่าตอนนั้นอาจจะไม่ได้มองในเชิงอนุรักษ์อะไรขนาดนั้น จนกระทั่งเราเรียนจบอายุประมาณ 22 เราก็ได้เข้าไปหาอะไรใหม่ๆ ทำ แล้วก็ได้ไปอยู่ในแวดวงของการอนุรักษ์เลยเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เราเข้าใจ จนกระทั่งประมาณปี 2015 เราเปิดองค์กรแล้วหลังจากนั้นมาก็ยาวเลยครับ”

“จริงๆ ตอนนั้นอยากจะทำอะไรที่เราสบายใจนอกเหนือจากวงการบันเทิง พอเราทำเรื่องการอนุรักษ์ก็เห็นว่ามันเป็นประโยชน์ให้กับหลายๆ อย่าง แล้วมันก็ทำได้เงียบๆ ไม่ต้องอยู่ในวงการ แต่พอเราทำจริงๆ แล้วเราเข้าใจมากขึ้น เราอินขึ้นเรื่อยๆ เรามองในเชิงของการเรียนที่เราให้ความสำคัญเรื่อง Outdoor Education อยู่แล้ว แล้วไปเจอเด็กกลุ่มนึง ซึ่งเด็กกลุ่มนี้ทำให้เราก่อตั้งองค์กรเพื่อจะจัดทริปพาเขาไปศึกษาธรรมชาติในมิติใหม่ๆ แล้วตั้งแต่นั้นมาก็เนี่ย…ถ้าจะถามว่าใครเป็นแรงบันดาลใจ ก็เด็กกลุ่มแรกที่ได้จัดให้กับเขาเลยครับ”

Advertisement

จากเด็กกลุ่มแรกในวันนั้น อเล็กซ์ยอมรับว่าไม่ได้คิดว่าสิ่งนี้จะทำยาวนานมาเป็น 10 ปีขนาดนี้ “มันเหมือนอย่างหนึ่งค่อยลีดไปสู่อีกอย่างหนึ่ง อีกอย่างหนึ่ง แล้วมันเป็นงานที่เหมือนเราอยู่ในวงการไปด้วยแล้วเราทำไปด้วย แต่ไม่ได้คิดว่าจะมาถึงระดับนี้ จะมาถึงขั้นเป็นองค์กรที่รู้จักในทางด้านนี้ ได้ทำงานระหว่างประเทศ ได้ทำงานกับองค์กรใหญ่ๆ ไม่คิดว่ามันจะมาถึงสเกลนี้ ไม่ได้คาดหวังไว้เลย คิดแต่อยากทำให้มันดีแค่นั้นเอง”

ช่วง 8 ปีแรก อเล็กซ์บอกว่าคือช่วงเวลาของการ ‘ก้มหน้าแล้วทำให้ดีที่สุด’ เหตุเพราะมีทั้งคนที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วยในสิ่งที่ทำ แต่กระนั้นก็ทุ่มทั้งแรงกายและแรงใจใส่ไปเต็มที่ จนในช่วง 2-3 ปีหลังมานี้ที่รู้สึกได้ว่า
สิ่งที่ทำนั้นเติบโตขยับขยายขึ้นได้อย่างมั่นคง จนวันนี้ EEC มีหลักสูตรถึง 7 แบบ ที่ครอบคลุมทั้งป่า ทะเล กิจกรรมเพื่อสังคม และคนท้องถิ่นรวมถึงมีโปรแกรมระยะยาว มีพาร์ตเนอร์จากองค์กรใหญ่ๆ และนักเรียนจากรุ่นสู่รุ่น

หนึ่งในประเด็นที่คนมักสงสัยคือความเป็น อเล็กซ์ เรนเดลล์ นักแสดงที่มีชื่อเสียงส่งผลต่อการทำงานอนุรักษ์แค่ไหน เจ้าตัวก็ตอบตรงๆ ว่า

“ผมว่ามีผลนะ เรามีทักษะการพูด การสื่อสาร โซเชียลก็ช่วย และมันเปิดประตูให้เราเข้าถึงผู้ใหญ่หลายคนที่คนทั่วไปเข้าถึงยาก ผมว่าก็เป็นความได้เปรียบอย่างหนึ่งในการเป็นนักแสดงของผม คืออาจจะไม่ได้แปลออกมาเป็นในรูปแบบของงานได้สักทีเดียว แต่อย่างน้อยๆก็ลดขั้นตอนอะไรบางอย่างได้”

การทำงานด้านสิ่งแวดล้อมกว่า 10 ปี ทำให้อเล็กซ์มองเห็นภาพใหญ่ของการเปลี่ยนแปลงในประเทศชัดขึ้น โดยเล่าว่า แม้วันนี้คำว่า ความยั่งยืน (Sustainability) จะกลายเป็นสิ่งที่ถูกให้ความสำคัญระดับชาติ ทั้ง ภาครัฐ-เอกชน-การศึกษา-ท่องเที่ยว ต่างพูดเรื่องนี้กันทั่วหน้าแต่ก็ยอมรับอย่างจริงจังว่า

“มีทั้งสิ่งที่ดีกับสิ่งที่ไม่ดีเหมือนกัน อย่างธรรมชาติบางที่มันก็แย่ลงตามเวลา ทั้งเรื่องการใช้เกินความจำเป็น ใช้โดยที่ไม่มีระบบการจัดการแต่ในเวลาเดียวกันมันก็มีบางที่ที่มันดีขึ้น แต่โดยรวมแล้วผมคิดว่า 60% คือแย่ลง และ 40% คือดีขึ้น ถ้าเอาในเชิงของทั้งหมดมารวมกันนะ ผมว่ากราฟมันตกมากกว่าขึ้น”

“แต่มันก็ไม่ได้แย่ซะทีเดียว ยังมีบางอย่างที่ผมเห็น ผมได้ยิน หรือสัมผัสด้วยตัวผมเองว่าเป็นบวกก็มี”

ประเทศไทยในสายตาอเล็กซ์ เจ้าตัวก็ว่า มีทุกอย่างพร้อมจะเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ด้านสิ่งแวดล้อม มีธรรมชาติครบทุกแบบ ทั้งจากทะเลสองฝั่ง อ่าวไทย และอันดามัน ภูเขาในทุกภาค ป่าใหญ่ รวมถึงชุมชนพื้นถิ่น ทำให้มองว่าไทยคือห้องเรียนกลางแจ้งที่สมบูรณ์แบบที่สุด

“ถ้าพูดถึงธรรมชาติที่สวยงามมาก และเป็นธรรมชาติที่เล่าได้ชัดว่า คุณภาพชีวิตของประชาชนของเราขึ้นอยู่กับคุณภาพของธรรมชาติของเราเช่นกัน ผมมองว่าประเทศไทยถ้าสามารถที่จะผลักดันเรื่องการเป็นการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ผมว่าทำได้แล้วถ้าเรากล้าที่จะทำโมเดลเหมือนที่มาหยา ที่มีการเปลี่ยนแปลงช่วงโควิดแล้วก็ทำให้ระบบฟื้นตัวขึ้นมา ถ้ามีโมเดลแบบนี้หลายๆ ที่ ผมมองว่าประเทศไทยสามารถที่จะเป็น Case Study ได้”

“มองได้ 2 ทาง ถ้าเราดันไปในทางที่ถูกต้อง เราสามารถใช้ประโยชน์กับธรรมชาติได้ในระยะยาว เพราะว่าที่ผ่านมาไม่มีการลงทุนที่เราจะเก็บเกี่ยวได้ยาวๆ เหมือนใช้ให้มันหมดๆ แต่ถ้าเรามีระบบมีกฎกติกาเพิ่มขึ้น ทำให้เรามีประเทศที่สวยงามและทุกคนได้รับประโยชน์ในระยะยาวได้”

มองว่าสิ่งแวดล้อมไทยยังกลับมาผลิบานได้อีกครั้ง? “ได้นะทุกอย่างแก้ได้ถ้ามีระบบจริงจัง”

ยกตัวอย่างประเทศจีนที่ใช้เวลาร่วมสิบปีแก้ปัญหาฝุ่น PM2.5 หรือการควบคุมไฟป่าที่ต้องหาสาเหตุเชิงลึกจริงๆ รวมถึงภัยพิบัติที่เกิดถี่ขึ้นในไทย ซึ่งมองว่าเป็นทั้งเรื่องของธรรมชาติ และการกระตุ้นจากการใช้ทรัพยากรเกินพอดีของมนุษย์

“เราต้องไม่ใช่แค่อนุรักษ์อย่างเดียว เราต้องปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ปัจจุบันได้เหมือนกัน เพราะว่าภัยพิบัติยังมาเรื่อยๆ เลย ถ้าเกิดว่าไม่มีการเปลี่ยนแปลงที่มันเร็วและคมกว่านี้”

“สิ่งแวดล้อมคือเรื่องของสิทธิของคน…คุณภาพชีวิตเราขึ้นอยู่กับธรรมชาติ เด็กๆ ออกไปเล่นไม่ได้เพราะ PM2.5 นั่นคือสิทธิของเขาที่ถูกพรากไป”

การอนุรักษ์ไม่ใช่แค่การรักป่า รักทะเล แต่คือการยืนหยัดปกป้องสิทธิของประชาชนทุกคนที่จะได้หายใจ ได้ออกไปข้างนอกและใช้ชีวิตอย่างปกติ ซึ่งนี่คือเหตุผลที่อเล็กซ์ยังทำงานตรงนี้ ไม่ใช่เพื่อภาพลักษณ์ ไม่ใช่เพราะโลกสวย แต่เพราะมันคือการทำเพื่อมนุษย์ด้วยกัน