หน้าแรก บันเทิง ตั้ม พุฒิพงศ์...

ตั้ม พุฒิพงศ์-เฌอปราง-มาร์ค ศิวัช บอกเล่าการกลับมาของ พนอ 2 การันตีความสยองกว่าเดิม

22.01.26 | 10:39 น.

ตั้ม พุฒิพงศ์-เฌอปราง-มาร์ค ศิวัช บอกเล่าการกลับมาของ ‘พนอ 2’ การันตีความสยองกว่าเดิม

หลังจากประสบความสำเร็จอย่างมากในภาคแรก พนอ กลับมาสร้างความสยองขวัญอีกครั้งในภาค 2 โดยครั้งนี้ไม่ใช่แค่การเล่าเรื่องต่อ แต่เป็นการอัพเลเวลในทุกมิติ ทั้งความโหด และความซับซ้อนของตัวละครจากมัธยมสู่มหาวิทยาลัย โดยมิติของเรื่องจะเข้มข้นขึ้นตามวัยของตัวละคร เพื่อตอบโจทย์แฟนหนังที่ต้องการความสะใจมากขึ้น อีกทั้งภาคนี้ยังมีกลิ่นอายและจุดเชื่อมโยงที่ขยับเข้าใกล้จักรวาล ลองของ เมื่อ 20 ปีที่แล้วมากขึ้น เพื่อให้เห็นเส้นทางว่า พนอ กลายเป็น ครูพนอ ที่น่าเกรงขามได้อย่างไร

ล่าสุด ตั้ม พุฒิพงศ์ สายศรีแก้ว ผู้กำกับ ‘พนอ’ พร้อมด้วย 2 นักแสดงนำ เฌอปราง อารีย์กุล และ มาร์ค ศิวัช จำลองกุล มาพูดคุยกับมติชนออนไลน์ถึงความสนุก เข้มข้นของพนอ 2 ที่การันตีว่าภาคนี้ตอบโจทย์แฟนหนังอย่างแน่นอน พร้อมบอกเล่าเบื้องหลังสุดดุเดือดที่กว่าจะเป็นพนอ 2 ให้แฟนๆ ได้ชมกัน

การกลับมาของพนออีกครั้งหนึ่ง คราวนี้เป็นยังไงบ้าง?

ตั้ม: จริงๆ เราก็เตรียมตัวตั้งแต่ตอนที่หนังภาคแรกมันกำลังฉายอยู่ในโรงตั้งแต่ปีที่แล้ว พอมันประสบความสำเร็จในเรื่องของกระแส ความชอบของคนดู และเรื่องรายได้ด้วย ก็เลยประกาศตั้งแต่ตอนนั้นว่าจะทำพนอภาค 2 ก็เริ่มเตรียมบทเตรียมอะไรตั้งแต่แรกครับ เรารู้ว่าคนดูคาดหวัง จากคอมเมนต์ จากฟีดแบ็กของภาคแรก เราก็พยายามปรับ และให้ภาคนี้มันตอบโจทย์ให้มากที่สุด พอรู้ว่าต้องทำ เราก็คิดอยู่แล้วว่าเราจะเล่าเรื่องอะไรต่อ มันจะเป็นไทม์ไลน์ต่อเนื่องจากภาคแรก ที่ตอนภาคแรกเป็นมัธยม พอภาคนี้จะเป็นมหาวิทยาลัย โตขึ้นแล้วก็บวกกับสิ่งที่คนดูต้องการ มาผสมผสานกับไอเดียของทีมบท ก็ถูกบาลานซ์กันอีกทีหนึ่ง ทำมันอีกรอบหนึ่งให้มันเข้มข้นขึ้นกว่าเดิม ให้มันสยองขึ้น ให้มันโหดขึ้น เพราะด้วยตัวละครโตขึ้น และมีความสนุกมากขึ้น เข้มข้นมากขึ้น คราวนี้มันก็เลยออกมาเป็นสิ่งที่เชื่อว่าทุกคนน่าจะชอบและคาดหวัง ก็น่าจะเป็นที่ชื่นชอบของคนดูอย่างแน่นอน”

Advertisement

อะไรที่พี่ตั้มไปอ่านแล้วเราหยิบนำมาใช้ในภาคนี้บ้าง?

ตั้ม: “จริงๆ มันเป็นสิ่งที่เราคิดไว้ตั้งแต่แรก ส่วนใหญ่ที่เห็นตรงกันคือเขารู้สึกว่ามันยังดูไม่ค่อยสะใจ ยังโหดน้อยไปไหม รวมถึงเรื่องการเล่าเรื่อง จริงๆ เรารู้กันอยู่แล้วตั้งแต่แรกว่าเราตั้งใจตั้งแต่ภาคแรกว่ามันเป็นปฐมบท เราก็เลยเล่าเรื่องตั้งแต่เขาเกิดจนถึงเป็นมัธยมในเลเวลนั้น เพราะว่าจะให้แรงเลย แบบโตมาก็ร้ายกาจเลย มันก็จะแปลกๆ กับตัวละคร พอไปเห็นคอมเมนต์มันก็ตรงกับสิ่งที่เราคิดตั้งใจอยู่แล้ว ก็เลยรู้สึกว่าโอเค งั้นภาค 2 มันก็จะทิศทางเดียวกับที่ทุกคนต้องการอยู่แล้ว ก็น่าจะตอบโจทย์ทุกคนได้รวมถึงคอมเมนต์ต่างๆ จากภาคแรกที่เราเห็น มันสามารถจะตอบโจทย์อันนั้นได้ และตรงกับสิ่งที่เราต้องการจะเล่าอยู่แล้ว”

พออัพเลเวลมาเป็นระดับมหาวิทยาลัย มันยังไงขึ้นบ้าง?

ตั้ม: “ถามว่าฉากเซอร์วิสมันก็เยอะขึ้นแหละ รวมถึงเรื่องของพิธีกรรม หรือเรื่องของการดีไซน์ฉาก ฉากที่มันน่ากลัว สยองขวัญ มันจะเพิ่มขึ้น และจำนวนเยอะขึ้น รวมถึงเรื่องคาถาอาคม เพราะมันเป็นหนังไสยศาสตร์ที่เราทำร้ายกันด้วยของ เรื่องวิธีการ เรื่องบทสวด เรื่องคาถาอาคมต่างๆ มันก็เยอะขึ้น รวมถึงความเข้มข้นของตัวแสดงที่จะมีชุดใหม่เพิ่มเข้ามาเพื่อที่จะมาเล่นงานพนอ หรือโดนพนอกระทำกลับ มันก็จะมีความเข้มข้น และรุนแรงขึ้น และสตอรี่มันจะไม่ได้เป็นแบบหนังสยองขวัญอย่างเดียวที่มันจะทำมาทำร้ายเรา เราไปเอาคืน มันจะไม่ได้มีแค่เส้นตรงเส้นเดียว มันจะมีเส้นเรื่อง มีมิติของตัวละครที่มันเพิ่มขึ้น ทุกคนไม่ว่าใครก็ตามที่อยู่ในภาค 2 นี้ ตัวละครใหม่หรือตัวละครเดิมที่ต่อเนื่องมาจากภาคแรก มันก็จะมีมิติของตัวเองเพิ่มขึ้น ทุกคนจะมีเส้นของตัวเองมากน้อยต่างกันไป แต่ก็จะมีความสำคัญกับตัวเรื่องทุกคน ที่เราเพิ่มขึ้นมาในภาคนี้”

อย่างที่บอกว่า ฉากเซอร์วิส ในความหมายของพนอนี่คือต้องเป็นความโหด?

ตั้ม: “ความโหด ความแรง ความสยอง ที่ทุกคนเรียกร้องกัน และมีกลิ่นอายของความเป็น “ลองของ” มากขึ้นในภาคนี้ มันจะมีกลิ่นบางอย่างที่ผสมกันระหว่างจักรวาลของพนอกับจักรวาลของลองของ มันจะค่อยๆ เข้ามาเชื่อมกัน เข้ามาใกล้กัน มันมีกลิ่นอายของทั้งสองเรื่องที่มันผสมกัน แล้วรู้สึกว่ามันได้อรรถรสมากขึ้น และมีความรู้สึกเดิมๆ จากการที่คนเคยดูหนังเป็นแฟนคลับของลองของเมื่อ 20 ปีที่แล้ว คราวนี้มันจะขยับเข้ามาใกล้ และนึกถึงบรรยากาศแบบนั้นอีกครั้งหนึ่ง”

ทำให้คนรู้สึกถึง “ครูพนอ” ในลองของมากขึ้น?

ตั้ม: “ใช่ครับ เพราะพอเขาโตขึ้นเหมือนกับเราก็พยายามให้เขาขยับเข้าไปใกล้กับครูคนนั้นที่เรารู้อยู่แล้วว่าปลายทางเป็นยังไง ภาคนี้เขาจะเข้าไปใกล้มากขึ้น”

ถามถึงคุณพนอในเลเวลมหาวิทยาลัยหน่อย เป็นยังไงบ้างคราวนี้?

เฌอปราง: “เหนื่อยจังเลยค่ะ (ยิ้ม) ในฐานะคนแสดงเป็นพนอนะคะ ก็ดีที่ได้เล่าเรื่องของเขาต่อ เพราะทุกคนยังสงสัยว่าเขากลายเป็นแบบนั้นได้ยังไง เขาไม่ได้อยากจะเป็นแบบนั้น เขาไม่ได้ต้องการพลังเลยในภาค 1 แล้วเฌอก็ยังรู้สึกว่ามันยังมีมุมให้เล่าอีกเยอะมากๆ ว่าจริงๆ เขาก็ไม่ได้อยากได้สิ่งนี้ ตัวเฌอที่เล่นภาค 1 ก็คือรู้สึกว่าพอแล้ว ฉันคืน ฉันยอมตาย ฉันไม่เอาสิ่งนี้ แต่ดันไม่ตาย แต่ดันทุกอย่างยังคงอยู่ตรงนั้น แค่เอาความทรงจำไป เอาพลังไป แต่พลังก็ยังแฝงอยู่ในตัวอยู่เสมอ มันรวมกันไปแล้ว เขากินหัวใจของพลังสิ่งนั้นไป สรุปเขาก็คืนได้ไม่หมดอยู่ดี และความยากมันอยู่ที่ว่าเขาที่ไม่มีความทรงจำแต่ยังหลุดไม่พ้นจากสิ่งที่เขาเป็นสิ่งที่เขาทำ มันจะเป็นยังไง เขาที่ได้เติบโตมาแบบปกติช่วงหนึ่ง และก็ต้องกลับมาจำได้ หรือกลายเป็นได้รู้ตัวว่าจริงๆ ฉันไม่ใช่คนดีอย่างที่ฉันคิด ก็จะมีความยากและความต่าง และก็หนีไม่พ้น และก็โดนตามล่า”

การต้องเป็นพนอในเวอร์ชันที่จำไม่ได้ กับเวอร์ชันที่ความทรงจำกลับมา มันยากไหมกับสองเวอร์ชันนี้?

เฌอปราง: “ยากในการหาตัวฝั่งที่จำไม่ได้มากกว่า เพราะว่าเราก็ไม่รู้ว่าเราโตมากับพนอที่โตมาแบบไหน เราเล่นเป็นเขาแบบนั้นมา แล้วเขาโตมาปกติจะเป็นคนยังไง ซึ่งก็ตามหาเยอะในห้องเวิร์กช็อป และก็ได้ความเป็นครูพนอ อย่างที่เห็นในภาค 2 ถ้าใครอยากรับชมก็ไปรับชมกันได้ แนะนำเลยแหละ เพราะหลังจากนั้นกลายเป็นว่าเขาก็พยายามมีชีวิตปกติ แต่ว่าเหตุการณ์หลายๆ อย่างก็ยังทำให้เขารีมายด์ หรือว่าความเป็นตัวเขาที่ไม่รู้ทำไมคนก็ยังหมั่นไส้ และคนก็ยังบูลลี่เขา เขาหน้าแกล้งมั้ง และยิ่งบวกกับการที่มีคนต้องการปลุกพลังเขากลับขึ้นมาเพื่ออะไรบางอย่าง หรือตามล่าเขาอีก สุดท้ายก็จำได้อยู่ดี พลังก็ตื่นขึ้นมาอยู่ดี ไปกระตุ้นความทรงจำเขามามากมายอยู่ดี ความต่างมันก็เป็นความทรมาทรกรรมนั่นแหละว่า ฉันหลุดไม่พ้นจากสิ่งนี้จริงๆ เหรอ และฉันจะเอาชีวิตรอดยังไงโดยที่ไม่ถูกคนรู้เรื่องราวไปมากกว่านี้ ก็เลยเป็นพาร์ตหลังๆ ที่เป็นการกลับมาของพนออย่างเต็มตัว และเลือกและจำเป็นต้องอยู่กับพลังนี้และเลือกจะใช้มันด้วยเจตจำนงของตัวเองจริงๆ แล้ว”

ในฐานะนักแสดง การกลับมารับบทพนอในครั้งนี้ที่ตัวละครโตขึ้น เราเองก็โตขึ้นด้วย มันต่างจากเดิมยังไงบ้าง?

เฌอปราง: “สำหรับเฌอไม่ต่าง เพราะเฌออายุเกินเขามาไกลแล้ว (ยิ้ม) แต่มันต้องลงไปเป็นเขาในวัยนั้นมากกว่า ที่ทำให้มันเป็นความยากของเฌอตรงนั้นที่ว่าต้องกลายเป็นรุ่นน้องของเด็กๆ อีกทีหนึ่ง มันยากตรงการหาเวทว่าเราต้องเล่นเป็นเด็กนะ ให้ทุกคนเชื่อได้ว่าเราเป็นเด็กจริงๆ และเพิ่งเข้าปี 1 ใหม่ๆ เรายังไม่รู้เรื่องรู้ราว พอกลับมาจำได้ก็รู้สึกว่าทำไมโลกไม่ยุติธรรมกับคนบางคนอยู่เลย ก็รู้สึกว่ายากตรงที่ทำให้ชัดแหละว่าเราเทิร์นกลับมาแล้ว กับยากตรงที่ว่าทำยังไงให้คนเข้าใจได้ว่าพนอจริงๆ ก็ไม่ได้อยากทำ แต่เขาแค่หนีมันไม่พ้น และพอหนีไม่พ้นกับสิ่งเหตุการณ์ที่ต้องเจอ และต้องเอาตัวรอด ก็เลยกลายเป็นสิ่งที่เขากลายเป็นในอนาคต หรือกลายเป็นทางเลือกที่เขาเลือกแบบนั้นไป”

ในภาพรวมของหนังมันก็มีความโหดขึ้น สยองขึ้นกับตัวพนอ?

เฌอปราง: “สุดๆ เลยค่ะ หน้าตาเฌอน่ากลัวมากในเรื่อง น่ากลัวมาก เฌอยังกลัวตัวเองเลย”

ตอนการแสดง หน้าเซตเป็นยังไงบ้างค?

เฌอปราง: “หน้าเซตหนูก็จำอะไรไม่ค่อยได้เท่าไหร่ค่ะ เพราะว่าก็อินอยู่ตรงนั้น และบางทีพออินมากๆ เอเนอร์จี้มันใช้ไปเยอะ แล้วอารมณ์มันเยอะมาก ถ้าไปเห็นหนูกรีดร้องแบบเยอะสุดๆ ไปเลย จนบางวันเอ๋อไปเลยค่ะ เอ๋อแบบต้องให้คนจูงเดินไปนู่นไปนี่แล้ว หมดพลังแล้ว ขอนอนก่อนนะ แล้วเดี๋ยวค่อยกลับมา อารมณ์มันหนักกว่าภาคแรกเยอะ แต่ก็ยังมีแบบ พี่ตั้มทำไมไม่ขยี้ให้อีกหน่อยล่ะ แต่ว่าเข้าใจได้ว่าอารมณ์หนังมันกำลังไปให้สุด”

ในความเป็นพนอ เรามีมุมมองอะไรบางอย่างที่เราไม่เข้าใจไหม ที่ถึงกับต้องคุยกับพี่ตั้ม?

เฌอปราง: “เยอะค่ะ เพราะว่าตัวเฌอก็มีสองทางเลือกว่า ฉันเป็น ฟ้า ที่ต้องมายอมรับตัวเองว่าฉันเป็นคนไม่ดี หรือต้องเป็น พนอ ที่กลายเป็นว่าฉันมีชีวิตแบบปกติไม่ได้เลยเหรอ มันเป็นคนเดียวกัน แต่ความทรงจำคนละความทรงจำ กับคนไหนคือตัวตนหลักจริงๆ และจริงๆ มีอันที่สามคือ พลังเทพสามตา ที่ทำให้ต้องกดดันเขาว่าเขาจะต้องเป็นพนอจริงๆ ซึ่งเขาก็หนีไม่พ้นพลังนี้ และพลังนี้ทำให้เขาเป็นบ้าด้วย ทำให้เขาจิตขึ้น ทำให้เขาเลือกทำในสิ่งที่ไม่ควรจะทำ ตีกับพี่ตั้มเยอะว่าเอายังไง เราไปเวย์ไหนกันนะ เราจะไปแบบโดนบุคลิกที่สามครอบไปเลย หรือว่าเป็นสองที่ก็ไฟต์แต่ก็เศร้าจังเลยกับสิ่งนี้ หรือเป็นบุคลิกที่หนึ่งที่รับไม่ได้กับสิ่งนี้ไปเลย เวย์การเล่นมันต่างกันหมดเลยนะสามอันนี้ ก็เลยต้องหากัน และเรียกได้ว่าบางคำพูดก็รู้สึกว่าทำไมถึงพูดแบบนั้นนะ ขอปรับได้ไหมคะ อันไหนปรับไม่ได้ก็จะรู้สึกว่ามันไม่เข้าปาก แต่ก็ได้ ทำได้ เราจำบทได้แต่บางทีในซีนเราก็พูดตามอารมณ์ บางทีคำเชื่อมบางอย่างหรือความเข้าใจเราที่มันปล่อยไปตามตัวละคร มันอาจจะบิดคำไปโดยที่เราจำไม่ได้ว่าเราต้องพูดอะไรกันแน่”

อย่างที่บอกไปก่อนหน้านี้ว่าในเรื่องนี้ก็มีปะทะกับคนใหม่ๆ เพิ่มมาด้วย?

มาร์ค: “ในเรื่องนี้รับบทเป็น “แม็ค” เป็นรุ่นพี่ว้ากที่อยู่ในมหาวิทยาลัย พอพนอเขาเข้ามา เราก็รับน้องนี่แหละครับ ก็แค่รู้สึกว่าน้องมันดูน่าหมั่นไส้จัง ด้วยความที่เขาจะมีคาแรกเตอร์ของ “ฟ้า” ที่จะรู้สึกเหมือนกับว่าคนนี้มันสั่งยากจัง หรือมันดูมีปัญหาจัง เราก็เลยจ้องเขาเป็นหลัก สุดท้ายก็เลยมีโอกาสที่จะไปกลั่นแกล้งเขา แต่สมมุติถ้าเรารู้นะครับว่าเขาเป็นใครมาก่อน คงไม่ไปยุ่งกับเขาหรอกครับ พอเข้าไปยุ่งกับเขามากเข้า ก็เริ่มถลำเข้าไปละ เริ่มจะมีสิ่งที่ตามเข้ามา สุดท้ายก็ได้มารู้ว่าเขาเป็นใคร”

เราต้องเจอบทเรียนอะไรยังไงบ้าง ขนาดไหนกับพนอ?

มาร์ค: “อย่างที่พี่ตั้มบอกว่าซีนที่เรียกว่า เซอร์วิสจริงๆ  ภาคแรกเราเห็นพนอความสยองมาละ ผมเชื่อว่าภาค 2 คนที่ต้องการซีนที่มันสยองมากขึ้นกว่าภาค 1 เชื่อว่าภาค 2 ตอบโจทย์ทุกคนแน่นอนจริงๆ ที่ต้องการสิ่งนั้น ซึ่งเรียกได้ว่าอิ่มจริงๆ”

ตอนรู้ว่าจะมาเล่นเรื่องนี้เตรียมตัวเตรียมใจมาก่อนไหมว่าต้องโหดร้ายแน่นอน?

มาร์ค: “คือผมดูพนอภาคแรกมาอยู่แล้ว และก็รู้สึกว่าด้วยความที่เป็นพี่ตั้ม และก็รู้สึกว่าพี่ตั้มไม่น่าจะง่าย และยิ่งพอมาคุยกับพี่เฌอ อย่างแจ็คกี้เองที่แต่ละคนผ่านมา รู้สึกว่าผมเชื่อว่าทุกคนรู้อยู่แล้วครับว่าดีกรีพี่ตั้มยังไง พอผมได้เข้ามาภาค 2 ก็ตามที่คิดไว้ครับ

นอกเหนือจากตัวรุ่นพี่เอง ยังมีพี่ๆ คนอื่นอีก พี่ชิน พี่พิมมา ที่เข้ามาสร้างเส้นเรื่องใหม่ๆ และสร้างสีสันให้กับตัวพนอมากขึ้นด้วย และภาพยนตร์ 2 ชั่วโมง รู้สึกว่ามันเร็วมากๆ ผมดูอยู่ในโรงแล้วก็รู้สึกว่าทำไมเป็น 2 ชั่วโมงที่จบไวมากๆ เพราะว่าหนังมันสับแบบฉึบฉับมาก และมีความเข้มข้นแบบสุดๆ จริงๆ อยากให้ทุกคนเข้าไปดูจริงๆ”

พี่ตั้มพูดถึง “พิมมา พิมพ์มาดา ” กับ “ชิน ชินวุฒ” หน่อย สองคนนี้เป็นยังไงบ้าง?

ตั้ม: “เอเนอร์จี้ทั้งคู่สุดจริงๆ พี่ชินนี่เราเห็นเขามานานแล้วแหละ เวลาเขาเล่นเรื่องไหนเขาก็จะไปสุดทุกเรื่อง และคาแร็กเตอร์ก็จะเป็นที่จดจำ ภาคนี้จริงๆ เริ่มต้นเรามองเขามาเป็นตัวละครอีกตัวหนึ่งด้วยซ้ำ แต่พอได้เจอพี่ชินได้คุยกัน เรารู้สึกว่า เอเนอร์จี้พี่ชินเราโยกมาเป็นตัวบทนี้ดีกว่า เป็นสารวัตร คนที่จะมาคอยตามล่าพนอ น่าจะปะทะกับพนอได้แบบน้ำสมเนื้อ และเราอยากปรับคาแรกเตอร์ ทำไงให้ไม่เป็นพี่ชินคนเดิม ก็จะมีการเปลี่ยนลุค ถ้าเราได้ดูในตัวอย่าง แทบจำไม่ได้ว่าเป็นเขา ซึ่งมันก็ดี มันจะได้ตัวละครใหม่ขึ้นมา ได้อีกมิติหนึ่งของการแสดงของพี่ชินครับ ด้วยเอเนอร์จี้ ของเขาก็เป็นอย่างที่เราคิด พอเขาอยู่ในฉากไม่ว่าจะปะทะกับใครก็ตาม ในเรื่องเขาปะทะกับทุกคนเลย มันก็จะช่วยดึงให้นักแสดงที่เข้าฉากด้วยกันเพิ่มเอเนอร์จี้กันเข้าไป แต่พี่ชินคือเขาก็เป็นคนที่ควบคุมตัวเองได้นะครับ บางทีเขาเล่นแบบเต็มที่แต่พอถึงจังหวะที่มันหลุดหรือผิดคิวปุ๊บเขาจะเซฟทันที เวลาเขาแอ็กชั่นกับแจ็คกี้หรือกับใครก็ตาม พอเขาหลุดคิวนิดหนึ่งเขาจะหยุดด้วยตัวเองและเซฟน้อง ก็เป็นนักแสดงที่มีคุณภาพมากๆ

ส่วนพิมมา ผมเชื่อว่าทุกคนถ้าใครเข้าไปดูพนอภาค 2 แล้วจะเซอร์ไพรส์กับพิมมา กับสิ่งที่ทุกคนไม่เคยเห็นการแสดงของพิมมาในมิติแบบนี้ ที่มันเป็นสยองขวัญที่ใช้อารมณ์มากๆ พิมมาเป็นนักแสดงใหม่ที่เข้ามาแล้วช่วยทำให้ตัวเรื่องเข้มข้นมากขึ้น โดยเฉพาะตัวของเขาเองก็จะมีเส้นเรื่องของเขา ดีใจที่เราตัดสินใจเลือกทั้งคู่มาเล่นในจักรวาลพนอในภาค 2 นี้ครับ”

ณ วันนั้นพี่ตั้มเห็นอะไรในตัวพิมมา?

ตั้ม: “จริงๆ คือชอบและติดตามผลงานเขาอยู่แล้ว ไปให้เขามาร้องเพลงประกอบในภาคแรก เพลง “ตายตาหลับ” ก็ได้เจอน้องวันที่มาอัดเสียง และเราเห็นแล้วว่าหน้าน้องเป็นคนที่ใช้เสียงได้ดีในการร้องเพลง พอผมเข้าไปบรีฟเรื่องอารมณ์ของเพลง พิมมาไม่เคยดูหนังพนอตอนภาค 1 ก็ไปเล่าคาแร็กเตอร์พนอให้ฟัง แล้วเขาก็ถ่ายทอดออกมาแล้วเราก็รู้สึกว่าน้องเข้าใจ พอเราบรีฟเรื่องคาแร็กเตอร์ เขาเข้าใจเรื่องตัวแสดง เรื่องแบ็คกราวนด์ของเพลง ก็เลยรู้สึกสนใจตั้งแต่นั้นมา พออัดเสร็จเขาก็บอกว่า “หนูจบการแสดงมานะคะ หนูอยากเล่นหนัง” เราก็ “อ้าว ได้สิ” พอเราทำบทภาค 2 ปุ๊บ มันมีตัวละครตัวหนึ่งที่มันน่าสนใจที่มีความสำคัญ ก็เลยนึกถึงน้องขึ้นมาครับ ก็เลยลองเรียกมาแคสติ้ง และก็ได้เห็นอะไรที่เซอร์ไพรส์ อย่างที่คนดูจะได้ดูว่าไม่เคยเห็นเขาในมุมนี้ เราเป็นคนเห็นก่อนเรารู้สึกว่าคนนี้เหมาะที่สุดกับบทนี้ ก็เลย ตอนแรกก็แบบคิวยากจัง (หัวเราะ) จะได้น้องมาเล่นไหมเนี่ย แต่สุดท้ายก็ได้มาจริงๆ เพราะน้องเขาก็อยากเล่น ก็หาคิวกันจนได้ ซึ่งโชคดีมากๆ ที่ได้ตัวน้องมา จริงๆ แอบคิดเหมือนกันว่าน้องโอเคไหมนะกับบทนี้”

เฌอปราง: “เพราะเขาต้องก้าวข้ามความกลัวเขาเยอะมาก พิมมาเป็นคนกลัวผี กลัวแมลง กลัวทุกอย่าง”

ตั้ม: “มันมีฉากที่เขาต้องอยู่กันสองคนแล้วต้องกลัว แต่คนนี้ (ชี้ไปที่เฌอปราง) เขาไม่กลัวอะไรเลยแต่ต้องเล่นกลัว แต่พิมมาคือกลัวจริงแต่ต้องเล่นไม่กลัว เล่นสนุก ซึ่งมันสลับกันแล้วสนุกมากในซีน ผมนั่งดูมอนิเตอร์แล้วย้อนแย้งกันดี ตัวจริงไม่กลัวแต่ในเรื่องต้องกลัว แต่พอเห็นในมอนิเตอร์แล้วมันได้ มันสนุกด้วยซ้ำ”

ถามพี่ตั้มถึงการทำงานพนอ 2 ที่มีความคาดหวังจากทั้งคนที่ดูภาคแรก ที่เป็นแฟนลองของ แฟนพนอมา มันกดดันขนาดไหน?

คุณตั้ม: “จริงๆ กดดันตั้งแต่ภาคแรกละ เพราะเรารู้อยู่แล้วว่าสิ่งที่เราต้องทำคือตั้งใจจะบาลานซ์ความรู้สึกของคนดูสองกลุ่มชัดเจนมาก คือกลุ่มที่เป็นแฟนคลับลองของดั้งเดิมออริจินัลเลยที่ต้องการเห็นหนัง Horror จัดๆ กับอีกกลุ่มหนึ่งที่พอมันผ่านมา 20 ปี กลุ่มคนดูกลุ่มเดิมเขาก็โตขึ้น แต่ก็มีกลุ่มใหม่ที่เพิ่มเข้ามา ทำไงที่ให้ทั้งสองกลุ่มสามารถดูได้ หนังเรื่องนี้เราไม่ได้อยากจะให้เฉพาะกลุ่มที่ชอบดูหนังสยองขวัญอย่างเดียวดูครับ เราอยากให้รู้สึกว่าทุกคนสามารถดูได้ ทีนี้ถ้ามันจะเป็นลองของมันจะน่ากลัวจัดไปเนี่ย บางคนอย่างภาคแรกผมก็เชื่อว่ายังมีหลายคนที่ไม่กล้าดู เพราะคิดว่าจะน่ากลัว คือเรายังคงคาแรกเตอร์ของหนังจักรวาลสไตล์นี้อยู่ เติมมิติสไตล์ของมันเข้าไปให้มันดูตื่นเต้น มีแอ็กชันเพิ่มขึ้นมา และเด็กสามารถดูแล้วสนุกกับมันได้

แต่ก็จะมีเสียงคอมเมนต์แหละจากกลุ่มเดิมที่เขารู้สึกว่ามันต่างจากต้นฉบับนะ แต่เราพยายามบอกตั้งแต่ภาคแรกแล้วว่ามูดแอนด์โทนมันถูกบาลานซ์ ด้วยมันเป็นปฐมบทมันเป็นเริ่มต้น มันก็จะเบาๆ แบบนั้น หนังมันจะเป็นมูดแอนด์โทนที่เป็นหลายแนวอยู่ในนั้น ที่ทุกคนสามารถดูได้ และยังมีกลิ่นอายของความเป็นลองของอยู่”

20 ปี การเล่าเรื่องในยุคนั้นกับยุคนี้มันมีความแตกต่างกันยังไงบ้าง?

ตั้ม: “ต่าง ในความตั้งใจตั้งแต่ตอนทำลองของ 20 ปีที่แล้ว เราต้องการให้มันดูน่ากลัว ให้มันเป็นหนังที่ดิบที่สุด เรียลที่สุด และไม่ได้มองเรื่องกลุ่มเป้าหมายหรือคนดูจะต้องเป็นกว้างมากขนาดนั้น เราแค่รู้สึกว่าเราอยากทำในสิ่งที่เราทำให้มันสุดทางแค่นั้นเอง และอาจจะเป็นบริบทของหนังไทยในยุคนั้น ที่หนังสยองขวัญแบบลองของมันดูจริง และลองของไม่ใช่หนังผี อันนี้ยืนยันเหมือนเดิมมันเป็นหนังไสยศาสตร์ หนังสยองขวัญ และในยุคนั้นมันไม่มีหนังมูดแอนด์โทนแบบนี้ที่ทำให้เห็นกันจะๆ การทรมานที่ทำให้รู้สึกร่วมไปกับตัวคนในเรื่อง ยุคนั้นมันยังไม่มี และยังไม่มีหนังที่มันดูแรงแบบนั้น เราก็เลยตั้งใจที่จะทำให้มันต่างออกไป และบังเอิญว่ามันก็ได้ผล มันสำเร็จ

แต่พอมัน 20 ปีผ่านไป คนดูหนังเปลี่ยนเจน และในยุคนี้หนังมันจะถูกพัฒนาหรือปรับตามคนดูเป็นหลัก เราก็เลยมีการเปลี่ยนมูดแอนด์โทนของเรื่องให้มันเข้ากับยุคนี้จริงๆ”

ให้แต่ละคนพูดถึงผู้ชมที่กำลังจะตัดสินใจจะเข้าไปดูพนอ 2 หน่อย มีอะไรอยากจะบอกหรืออยากจะฝากบ้าง?

เฌอปราง: “ไปดูค่ะ ต้องไปดู ไม่ต้องคิดอะไรเยอะเลยค่ะ ชวนเพื่อนไปดูไปกรี๊ดไปด้วยกัน เป็นกลุ่มเป็นแก๊งก็ได้ ซื้อป๊อปคอร์นไปดูด้วยก็ได้ ”

ตั้ม: “ยิ่งดูกันหลายๆ คนยิ่งสนุกจริงๆ ภาพยนตร์มันคือประสบการณ์ร่วมในโรงหนังหลายๆ คนมันจะได้อรรถรสมากขึ้น ถ้าไม่ได้ลิงของ หรือพนอภาคแรกมาก่อนก็ดูรู้เรื่อง เพราะมันจะมีเส้นเรื่องของมันเอง”

เฌอปราง: “ถ้าบอกว่าจำภาพเฌอแบบไหนไป ในนั้นคือคนละเรื่องเลยค่ะ อยากให้ทุกคนไปดูความสยอง และบอกเลยว่า 2 ชั่วโมงผ่านไปเร็วมาก รับรองว่าไม่เสียดายเงินที่จ่ายไปแน่นอน ไม่ผิดหวังแน่นอน”

พนอ 2 สามารถรับชมได้แล้ววันนี้ในทุกโรงภาพยนตร์