หน้าแรก บันเทิง ติ๊ก เจษฎาภรณ...

ติ๊ก เจษฎาภรณ์ เปิดใจครั้งแรก หลังถูกลดบทบาทโดยไม่ยินยอม รับ เป็นห่วงน้องๆ PROXIE ที่สุด

22.01.26 | 17:39 น.

ติ๊ก เจษฎาภรณ์ เปิดใจครั้งแรก! หลังถูกลดบทบาท การบริหารวง PROXIE โดยไม่สมัครใจ เผยพยายามมา 1 ปีเต็ม – จุกหนัก! หลังเห็นฟีดแบ๊กบริษัทที่ตั้งใจทำมา รับเป็นห่วงน้องๆ มากที่สุด

เรียกได้ว่าไม่มีใครไม่รู้จักวง T-POP ชื่อดังอย่างวง “PROXIE” ที่ปลุกปั้นโดย “ติ๊ก เจษฎาภรณ์ ผลดี” แต่ในช่วงที่ผ่านมากลับมีกระแสข่าวลือมาว่าพี่ติ๊กได้ถูกลดบทบาทลงไปเนื่องจากมีการโพสต์ตัดพ้อในเอ็กซ์ (X) ไว้ว่า

“โปรดระวัง! นักธุรกิจนักขายฝัน เขาจะเอาฝันมาขายน้อง เพราะเขาเอาน้องไปขายหรือไปดีลไว้แล้ว เหลือแต่กล่อมให้น้องเข้าแผนเขา ช่วงนี้น้องอยากได้อะไรเขาจะใจกว้างให้หมด ใครที่มีผลประโยชน์มากกว่าก็จะนำมาใช้มากหน่อย”

ล่าสุดวันที่ 22 มกราคม ติ๊ก เจษฎาภรณ์ ผู้บริหารจากค่าย bROTHERS MUSIC ภายใต้บริษัท ดรีมเมอร์ส โซไซตี้ เมเนจเมนท์ จำกัด พร้อมทนายความ นายพีรภัทร ฝอยทอง ได้ตัดสินใจเปิดใจแบบหมดเปลือก ถึงจุดยืนและบทบาทการบริหารค่ายเพลงและศิลปินบอยกรุ๊ปวง “PROXIE” ณ ห้องจูบีลี ชั้น 19 โรงแรม The Quarter Hotel Ratchayothin

ทั้งนี้ บริษัท ดรีมเมอร์ส โซไซตี้ เมเนจเมนท์ จำกัด ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ.2562 โดยมีเจษฎาภรณ์ ผลดี, สิตมน ผลดี และบริษัท อินดิเพนเด้นท์ อาร์ทิสท์ เมเนจเม้นท์ จำกัด ร่วมกันเป็นพาร์ตเนอร์ในการบริหารค่ายเพลง The Brother Music โดยได้ผลิตรายการ The Brothers จนเป็นที่มาของศิลปินวง PROXIE ซึ่งประกอบด้วย กร, คิม, กัน, วิกเตอร์, อองรี และโชกุน

Advertisement

ในช่วงเริ่มต้นของการดำเนินงานค่าย The Brother Music และการบริหารศิลปินวง PROXIE เจษฎาภรณ์ ผลดี และสิตมน ผลดี ทำหน้าที่หลักในการบริหารและดูแลศิลปินในทุกมิติ ขณะเดียวกัน พาร์ตเนอร์อีกฝ่ายหนึ่งรับผิดชอบหน้าที่ด้านการบริหารบัญชี และงบประมาณของบริษัท

ต่อมาในช่วงปลายปี พ.ศ.2567 ได้มีการเปลี่ยนถ่ายการบริหารจัดการให้พาร์ตเนอร์ที่มีประสบการณ์ในการบริหารศิลปิน มีศักยภาพทางธุรกิจ เข้ามารับหน้าที่ดูแลการบริหารศิลปินโดยตรง ทั้งนี้ภายหลังจากการเปลี่ยนบทบาท กลับปรากฏว่าทางฝั่งติ๊กและภรรยาไม่ได้รับข้อมูลที่จำเป็น หรือได้มีโอกาสร่วมพิจารณาตัดสินใจในเรื่องที่สำคัญ

กระทั่งในเวลาต่อมาในช่วงปลายปี 2568 พาร์ตเนอร์ได้ดำเนินการเปลี่ยนแปลงการบริหารโดยให้ทางติ๊กและภรรยา พ้นจากตำแหน่งกรรมการโดยมิได้สมัครใจ ทำให้ทางติ๊กไม่ได้มีโอกาสได้รู้ได้เห็นได้ตัดสินใจของน้องๆ วง PROXIE และค่าย The Brother Music เลยซึ่งเป็นสถานะในปัจจุบัน

ระหว่างการทำงานมันเกิดอะไรขึ้น? “จริงๆ แล้วไม่ได้มีปัญหาอะไรนะครับ เหตุผลที่เกิดการเปลี่ยนแปลงเพราะว่าผมได้สร้างศิลปินมาได้ในระดับหนึ่งแล้ว และคิดว่าตัวผมเองอาจจะมีศักยภาพไม่เพียงพอต่อการต่อยอดให้น้องๆ แต่เจตนาของผมอยากให้น้องๆ ไปได้ไกลที่สุดเท่าที่สามารถจะไปได้ ดังนั้นเราจึงเห็นศักยภาพของพาร์ตเนอร์ที่เราทำงานด้วย ผมจึงเชื่อว่าเค้าจะผลักดันน้องไปได้ไกลกว่าเดิม ผมเชื่อแบบนั้น”

เราเริ่มไม่สามารถแสดงความคิดเห็นได้เมื่อไหร่? “เริ่มตั้งแต่ช่วงต้นปี 2568 ครับ ผมคิดว่าช่วงนั้นมันดูเงียบๆ ไป ผมก็ว่าโปรเจ็กต์ต่างๆ มันเป็นยังไงบ้างแล้ว เราก็อยากจะรู้ มันเลยทำให้เราติดต่อไปว่ามันเป็นยังไงบ้าง ก็เลยทราบข้อมูลบางอย่าง เพราะตอนนั้นเป็นช่วงที่เราต้องย้ายออฟฟิศด้วย ก็เลยทราบข้อมูลเพิ่มเติมในส่วนของพนักงานที่จัดจ้างมาเพิ่ม จากเดิมเรามีพนักงานแปดคน เพราะผมเริ่มอยากรู้ข้อมูล เลยทราบว่าพนักงานมีทั้งหมด 20 กว่าคน แล้วเรื่องอื่นๆ ที่อาจจะมีการตกลงหรือดีลกันไว้แล้วบ้าง หรือว่าในสิ่งที่กำลังจะเกิดโปรเจ็กต์ ซึ่งผมไม่ได้รับทราบ”

ในฐานะที่เป็นคนปลุกปั้นน้องๆ มารู้สึกเหมือนโดนขโมยลูกไหม? “มันไม่ใช่แบบโดนขโมยลูกหรอกครับ ผมคิดว่าจริงๆ แล้วมันเป็นการทำงานร่วมกัน เพื่อหาผลประโยชน์ที่ดีที่สุด โดยเฉพาะในเรื่องของศิลปิน ผมเองก็มีความตั้งใจอยู่แล้วว่าอยากจะส่งเสริมน้องๆ ให้เติบโต ไปให้ได้ไกลที่สุดเท่าที่จะสามารถทำได้ โดยที่เป็นการร่วมมือร่วมแรงกัน”

มันมีอะไรผิดพลาดตรงไหนทางเค้าถึงได้ตัดเราออกขนาดนั้น? “อันนี้ผมก็ไม่เข้าใจเหมือนกันครับ”

ตอนที่เริ่มมีการเปลี่ยนแปลงน้องๆ ทราบไหม? “ผมคิดว่าในการเปลี่ยนการบริหารน้องๆ ทราบอยู่แล้ว เพราะว่าน้องๆ ก็ต้องรู้ว่าโปรเจ็กต์ต่างๆ น้องคุยกับใคร คิดว่าน่าจะเป็นแบบนั้นครับ”

เจอน้องล่าสุดเมื่อไหร่? “เจอเมื่อวานครับ (ได้บอกน้องไหมว่าวันนี้มันจะเกิดขึ้น?) บอกครับผมไปเพื่อจะไปบอกน้องเขา แต่ไม่ได้บอกรายละเอียดอะไร คือพอดีว่าเค้าซ้อมเพื่อที่จะขึ้นคอนเสิร์ตใหญ่ ผมก็โอเคน้องๆ พี่มีอะไรอยากจะพูดหน่อย พอดีว่าวันพรุ่งนี้พี่จะมาแถลงข่าวนะ แต่ไม่ได้กระทบกระเทือนถึงงานน้องๆ รวมถึงคิดว่าไม่สามารถที่จะแถลงข่าวช้ากว่านี้ไปได้แล้ว แล้วผมก็บอกว่าพี่ไม่ได้ตั้งใจที่จะให้มันเกิดความเสียหายแต่อย่างใด ผมก็พูดเท่านี้ แล้วก็จับมือกันแล้วก็กอดกัน ก็โอเคสู้ๆ ซ้อมให้เต็มที่”

แล้วน้องๆ เค้าว่ายังไง? “เค้าก็อาจจะมีความประหลาดใจนะครับ สีหน้าก็น่าจะมีความสงสัย แต่ว่าน้องๆ เค้าไม่ได้ถามอะไร ผมว่าเค้าน่าจะเข้าใจแหละว่าพี่ติ๊กอยากจะมีอะไรบางอย่างที่อยากจะพูด เพียงแต่ว่าน้องๆ เค้าแค่ไม่ถาม”

ที่ผ่านมามีความรู้สึกว่าถูกกีดกันอะไรบางอย่างมั้ย? “ก็ในความรู้สึกของผม ผมตั้งใจว่าถึงแม้ว่ามันเปลี่ยนการบริหารไป แต่ว่าในทุกๆ ครั้งที่เป็นเรื่องสำคัญ ในเรื่องของการจัดการ ในเรื่องของการดีลงาน เรื่องของโปรเจ็กต์ที่มันจะเกิดขึ้นต่างๆ ในเรื่องของเพลง จริงๆ แล้วมันจะเกิดขึ้นมันก็ต้องเกิดขึ้นจากการคุยกัน ซึ่งนั่นแปลว่าเราจะได้มีโอกาสมาพูดถึงเหตุและผลซึ่งกันและกันว่าเราควรจะทำหรือไม่ควรทำ มันเหมาะหรือไม่เหมาะ แต่ผมไม่ได้อยู่ในขั้นตอนตรงนี้ครับ”

ซึ่งการมาแถลงวันนี้ก็คือ พี่ติ๊กหมดบทบาทกับการบริหาร PROXIE แล้วหรอ? “ผมไม่ได้หมดบทบาท ผมยังอยู่ในผู้ถือหุ้นคนนึง เพียงแต่ว่าอำนาจในการบริหารและการตัดสินใจ หรือว่าการเซ็นเอกสารอนุมัติ ผมก็ไม่มีความสามารถที่จะทำตรงนั้นได้ เพราะว่าถูกลดบทบาท แต่ในขณะเดียวกัน ผมยังสามารถเป็นที่ปรึกษาของน้องๆ ได้อยู่ คือผมรู้จักเขามาตั้งแต่วันแรก และผมก็พอจะรู้ว่าเค้าคิดอะไรอยู่ ถึงแม้ว่าเค้าโตขึ้นก็ตาม ผมก็ยังเป็นห่วงเขา ผมก็อยากจะผลักดันเขาให้ได้ไกลเท่าที่ผมจะสามารถทำได้ และผมก็มีแต่ความปรารถนาดีให้กับน้องๆ เสมอ มันคือความผูกพันที่เรามีต่อกันอยู่แล้วครับ มันคือความฝันร่วมกันตั้งแต่ต้นจนถึง ณ ปัจจุบันนี้ ที่ผ่านมาผมใช้แฮชแท็กว่าเราจะล่าฝันไปด้วยกัน เพราะว่าทางผมและน้องๆ เราต่างมีความฝันร่วมกันทั้งคู่ PROXIE ก็คือความฝันของผม แล้วผมก็เชื่อว่ามันจะเป็นสิ่งนี้ตลอดไป ที่เขาเข้ามาการที่เค้าเดบิวต์ คือเค้าเดินเข้ามาเพราะเขามีความฝัน ในการที่ผมทำโปรเจ็กต์นี้ผมทำก็เพราะผมมีความฝัน ผมก็อยากจะเห็นเด็กกลุ่มนึง และเป็นไปในตามแบบอย่างที่เราอยากจะเห็นเค้า ผมคิดว่าในวันนี้ผมสามารถทำตรงนี้ได้“

ในวันที่การเปลี่ยนแปลงกรรมการทางฝั่งนั้นเค้าได้ให้เหตุผลไหม?
ติ๊ก : ไม่ได้ให้เหตุผลอะไร
ทนายความ : จริงๆ ไม่ได้มีเหตุผลอะไรครับ น่าจะพอทราบมาซักระยะนึงแล้ว และเราก็ไม่ได้สมัครใจ เราก็คัดค้านไปแหละครับ แต่ในเมื่อหุ้นเค้าเยอะกว่า มันก็เป็นไปตามนั้น หุ้นของพี่ติ๊กรวมกับภรรยาแล้วรวมกัน 40 เปอร์เซ็นต์

ของทางฝั่งนั้น 60 เปอร์เซ็นต์ แสดงว่าเป็นการยกมือโหวต?
ทนายความ : “จริงๆ ไม่ครับ เราคัดค้านของการประชุมว่ามันไม่ถูกต้อง แต่เรื่องนี้อยู่ในขั้นตอนตามกฎหมายอยู่”

พี่ติ๊กรู้สึกเสียใจไหม? “คือต้องบอกความรู้สึกของผมผมเป็นห่วงน้องๆ วง PROXIE มากที่สุดเลยครับ เพราะมันเหมือนกับว่า (เหมือนจะร้องไห้) แป๊บนึงนะครับ ผมรู้สึกว่าคือผมทำงานชิ้นนี้ด้วยหัวใจของผมครับ ดังนั้นมันไม่ได้ต่างอะไรกันกับ PROXIE มันคือความรักและคือหัวใจของผม”

สิ่งที่เสียใจที่สุดในวันนี้คืออะไร? “ผมคิดว่าผมแคร์นะครับ และผมก็เป็นห่วงน้องๆ PROXIE จริงๆ และตอนนี้จะบอกว่าไม่ว่าจะเป็นการบริหารจัดการอะไรก็แล้วแต่คือที่ผ่านมาเราจะรับฟังฟีดแบ๊กที่เขามีต่อบริษัทมาโดยตลอด แน่นอนว่าตั้งแต่ช่วงแรกมันอาจจะล้มลุกคุกคลาน ผิดบ้างพลาดบ้าง แต่ว่าเรารับฟัง ดังนั้นเราจึงปรับปรุงและแก้ไขโดยทันที ผมทำอย่างนั้น แต่ว่าสิ่งที่ผมเป็นห่วง ถ้าตอนนี้ผมเข้าไปอ่านฟีดแบ๊กก่อนหน้านี้และปัจจุบัน ในโซเชียลมีเดียเค้าก็จะพูดถึงบริษัทในอีกรูปแบบนึง ซึ่งถามว่าในสิ่งที่เราทำมันมา และผมรับฟังในเรื่องแบบนี้มันก็จุกนะครับ”

ในวันที่สถานะคำว่าพ่อหายไป?
“ผมคิดว่าคำว่าพ่อของ PROXIE หรือพี่ชายของ PROXIE ผมคิดว่าคำนี้ไม่มีทางหายไป มันยังคงตราตรึงอยู่ในความรู้สึกตลอดไปอยู่แล้วครับ สำหรับเรื่องความรู้สึกเรื่องความสัมพันธ์​ แต่ผมก็พยายามอย่างเต็มที่เพื่อให้สถานะและความสัมพันธ์ต่างๆ​ การจัดการบริหารศิลปินให้เขาไปได้มากยิ่งๆ​ ขึ้น​ ผมก็พยายามทำอยู่ครับ”

แสดงว่าพี่ติ๊กไม่มีอำนาจในบริษัทแล้ว?
ทนาย​ : ต้องชี้แจงว่าเดิมมีผู้ถือหุ้น 2 ฝ่าย และตกลงหน้าที่กันชัดเจน พี่ติ๊กบริหารศิลปิน ทางฝั่งเขาบริหารการเงิน จนปลายปี’67 ที่พี่ติ๊กบอกว่าอยากจะส่งเสริมให้น้องๆ ได้ไปต่อ พี่ติ๊กก็ขอเปลี่ยนแปลงบทบาทให้เขาได้มาร่วมบริหารศิลปินด้วย และพี่ติ๊กก็จะถอยมาเหมือนคอยดูห่างๆ มีอะไรสำคัญๆ ก็ต้องส่งมาให้พี่ติ๊กช่วยให้คำแนะนำในฐานะที่เป็นคนดูแลน้องมาตั้งแต่ต้น และจุดมุ่งหมายที่เราตั้งกันมาตั้งแต่ต้นคือในรูปแบบนี้ แต่ย้อนไปวันที่ตั้งบริษัทนี้ขึ้นมาก็ตั้งกันด้วยความเชื่อใจ เชื่อว่าจะเป็นอย่างนี้ไปตลอด มีอะไรก็จะคุยกัน ก็เลยไม่ได้มีการเขียนล็อกไว้ในสัญญาว่าจะต้องมีกรรมการจากแต่ละฝ่ายเหมือนบริษัทใหญ่ๆ ทั่วไป ซึ่งตอนนั้นพี่ติ๊กก็ยังไม่ได้มีที่ปรึกษากฎหมาย ก็ทำด้วยความเชื่อใจ แต่ที่ผ่านมาเขาก็ให้เกียรติเรา พี่ติ๊กก็ทำหน้าที่ เขาก็คอยอนุมัติเรื่องการเงินอันนี้ได้ ไม่ได้ แต่พอวันนี้ที่พี่ติ๊กขอเปลี่ยนแปลงบทบาท พี่ติ๊กก็คาดหวังว่าเขาจะส่งมาถามเราก่อนที่จะอนุมัติอะไรต่างๆ แค่กลายเป็นว่าข้อมูลที่พี่ติ๊กได้รับอาจจะไม่เพียงพอให้พี่ติ๊กตัดสินใจ หรือเมื่อเราถามไปแล้วเขาก็อาจจะไม่ตอบ หรือตอบล่าช้า ก็เป็นสิ่งที่ตลอด 1 ปีที่ผ่านมาเราก็พยายามหาหนทางในการแก้ไขมาโดยตลอดครับ

หุ้น 50:50 มั้ย?
ทนาย : “จริงๆ ต่อให้ถือหุ้นแค่ 10% เราปฏิบัติกัน เคารพกันมันก็ไม่มีปัญหาหรอกครับ จริงๆ ผู้ถือหุ้นก็เหมือนเป็นเจ้าของ กรรมการคือผู้บริหาร จริงๆ การเป็นผู้บริหารเขาก็ยังปรึกษาหารือกันได้ ถ้าผู้ถือหุ้นเห็นว่าได้รับผลประโยชน์หรือขาดทุนก็รับไปตามส่วนแค่นั้นเอง เพราะฉะนั้นเรื่องการบริหารไม่ได้เกี่ยวกับหุ้นโดยตรงหรอกครับ”

พี่ติ๊กรู้สึกว่าเรื่องเงินก็ส่วนหนึ่ง แต่การทำอะไรแล้วไม่บอกก็อีกเรื่อง? “ครับ แต่ไม่ใช่ว่าข้ามหน้าข้ามตาหรอกครับ คือจริงๆ แล้วเราเริ่มต้นกันแบบนี้ เรายอมที่จะถือหุ้นน้อยกว่าเพราะว่าเราให้เกียรติ เพราะตอนนั้นเราเห็นว่าบริษัทเขามีภาพลักษณ์ที่ดี ทำศิลปินออกมาได้ถือว่ามีชื่อเสียง และอยู่ในแนวหน้าของตลาด และเขาเสนอว่าเขาจะถือหุ้น 60% ให้เราถือ 40% ผมก็ยอม โดยที่เราจะมีการบริหารจัดการร่วมกัน โดยมีกรรมการทั้งหมด 4 ท่าน ก็คือมีทางฝั่งเขา 2 ทางผม 2 นี่คือข้อตกลงร่วมกัน ณ ปัจจุบันกับเมื่ออดีตถ้าเขาบอกว่ามีโอกาสที่จะเปลี่ยนกรรมการ ผมไม่มีทางที่จะทำงานร่วมกันเขาเลย ถ้าเกิดมันเริ่มต้นกันแบบนั้น แต่ในการที่เรามีเจตนาร่วมกันในแบบนั้น มีการตกลงร่วมกัน ลงลายมือชื่อร่วมกัน มันเป็นการอนุมัติร่วมกันทั้งสองฝ่ายแล้ว ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะอนุมัติแต่เพียงผู้เดียวไม่ได้ อันนี้คือสิ่งที่เรายอม เราจึงมีการทำงานร่วมกัน”

แสดงว่าเขาผิดคำพูดตั้งแต่แรก?
ทนาย : “อันนี้ต้องไปถามทางฝั่งเขาดูแล้วกัน อันนี้พี่ติ๊กก็เล่าให้ฟังจากมุมของพี่ติ๊กครับ”

มีหลักฐานเป็นลายลักษณ์อักษรว่าเขาไม่เคารพสิ่งที่ตกลงร่วมกันมั้ย?
ทนาย : “ในการตั้งบริษัทปกติเขาจะมีสัญญาระหว่างผู้ถือหุ้น จะมีการกำหนดกัน แต่กรณีของคนทั่วๆ ไปที่ไม่ได้มีที่ปรึกษากฎหมายก็มักจะไม่ได้มีการเขียนอะไรไว้ เพราะฉะนั้นก็จะเป็นไปตามกฎหมาย ก็คือใครมีเสียงมากกว่าคนนั้นก็โหวตได้ เพราะฉะนั้นสิ่งที่พี่ติ๊กพูดว่าจะตกลงฝ่ายละ 2:2 มันไม่ได้ถูกเขียนเอาไว้ในอดีตครับ”

ที่ออกมาแถลงวันนี้จะมีผลกระทบอะไรในอนาคตมั้ย ความตั้งใจคืออะไร? “ผมคิดว่าผมต้องออกมาชี้แจงกับสังคม ที่ผ่านมาก็มีสังคมตั้งคำถามว่าผมหายไปไหน แต่จริงๆ แล้วผมไม่ได้หายไปไหน ผมพยายามทุกวิถีทางเพื่อที่จะได้มีส่วนร่วมในการพิจารณาตัดสินใจเรื่องต่างๆ ของบริษัท เพียงแต่เราเจอปัญหาครับ ผมคิดว่าทางออกคือต้องคุยกัน ผมพูดมาโดยตลอดทั้งปีว่าไม่ว่าจะเป็นอะไรก็แล้วแต่ เราควรจะเอาทุกอย่างขึ้นมาวางบนโต๊ะ และคุยกันให้ชัดเจนไปเลย ผมพูดทุกครั้ง แต่สิ่งที่เราต้องการมันอาจจะไม่ได้สอดคล้องกับสิ่งที่เกิดการปฏิบัติจริงๆ ครับ”

หลังจากนี้อยากจะได้รับการตัดสินใจกลับคืนมา? “ผมว่าต้องคุยกันว่าจะเอายังไง คือผมเป็นห่วงน้องและในทิศทางของศิลปิน แน่นอนว่าศิลปินเขาก็เติบโตขึ้นเรื่อยๆ และเป็นที่นิยม เป็นที่รู้จักขึ้นเรื่อยๆ ผมภูมิใจมาก แต่ในหลายๆ อย่างระหว่างทางก็ได้รับฟีดแบ๊กต่างๆ คือมันไม่ใช่แค่ตัวศิลปินอย่างเดียว เพราะมันมีทั้งเรื่องของลูกค้า คู่ค้าของเรา เรื่องของคนทำงานร่วมกัน ทั้งในเรื่องของแฟนคลับ PROXIE ที่เราเรียนกว่า USER นะครับ​ เราจะทำยังไงเพื่อให้ทุกๆ อย่างมันเกิดภาพลักษณ์ที่ดีของบริษัทครับ”

คิดว่าจะกลับไปร่วมงานกันได้มั้ย? “สำหรับผมไม่มีปัญหาอะไรเลย ผมว่าทุกอย่างขึ้นโต๊ะเจรจากันว่าสิ่งที่มันเกิดขึ้นเป็นเพราะอะไร ต้องการอะไร ทำไมถึงเป็นแบบนี้ และวันนี้ทำไมถึงมีการเปลี่ยนแปลงกรรมการ”

คิดแผนเผื่อไว้มั้ยถ้ามันหลุดมือไป? “ยังไม่ได้คิดครับ (ยิ้ม) ความหวังของผมอยู่ด้วยความรักที่มีต่อ PROXIE ครับ​ (ยิ้ม)”

เราก็เป็นห่วงน้องๆ เพราะไม่รู้ว่าต่อจากนี้ทิศทางจะเป็นยังไง? “ก็​ด้วย​ครับ​ และในอีกหลายๆ อย่างไม่ว่าจะเป็นเอกสาร การจัดการต่างๆ ข้อมูล​ การดีล​ ผมก็จะไม่ได้รับทราบข้อมูลอีกต่อไปแล้ว”

หลังจากนี้จะมีผลกระทบกับตัวศิลปินมั้ย ที่ผู้บริหารสองฝ่ายขัดแย้งกัน?
ทนาย​ : “โดยส่วนตัวพี่ติ๊กก็ยังอยู่ในบทบาทที่สนับสนุนน้องๆ อยู่​เสมอ​นะครับ ในส่วนตรงนี้ผมมองว่าเป็นเรื่องทางธุรกิจที่แยกจากตัวน้องๆ แล้วกัน พี่ติ๊กก็ยังให้กำลังใจน้อง ยังให้คำปรึกษาน้องๆ เหมือนเดิม แต่ส่วนนี้ผมมองว่าเป็นเรื่องของการบริหารจัดการที่จะต้องคุยกันว่าทิศทางน้องๆ ในอนาคตต่อไปจะเป็นยังไง ซึ่งพี่ติ๊กยืนยันเสมอว่าไม่ได้อยากทะเลาะกับใคร ก็มาคุยกับพวกผมสักระยะแล้ว มองว่าเราอยากจะคุยกัน พยายามจะหาวิธีที่จะคุยกัน แต่ถ้าทางนั้นปิดกั้นเราก็ไม่รู้จะคุยยังไงเหมือนกัน จริงๆ พี่ติ๊กอยากแถลงข่าวนานแล้ว แต่ทางผมนี่แหละที่ห้ามไว้ว่าเดี๋ยวมันจะกระทบบริษัทนะ แต่พอสุดท้ายมันไม่มีช่องทางจะคุยแล้ว พี่ติ๊กเลยบอกว่าก็คงต้องออกมาบอก เพราะมันเกิดกระแสสังคมตั้งคำถามกับพี่ติ๊กจำนวนมากว่า พี่ติ๊กหายไปไหน”

แสดงว่าตั้งแต่ออกมาจากกรรมการก็ยังไม่ได้มีการคุยกันเลย?
ทนาย​ : “เพิ่งเปลี่ยนกรรมการไปเมื่อสัปดาห์ที่แล้วครับ เราก็เลยออกมาแถลง จริงๆ ต้องบอกว่าในปีที่แล้วที่พี่ติ๊กเป็นกรรมการอยู่ เราบอกเขาแล้วว่าให้เขาเป็นฝ่ายบริหารจัดการ พี่ติ๊กให้เกียรติเขาเสมอ พี่ติ๊กก็เลยไม่ได้แถลงอะไรใดๆ ทั้งสิ้น ให้เขาทำหน้าที่ได้เต็มที่ เราแค่ขอข้อมูลว่าจะมีดีลนั้นดีลนี้กับน้องดีหรือไม่ดี ขอให้มาคุยกับเรา ต้องบอกว่าตอนที่พี่ติ๊กเป็นผู้บริหาร พี่ติ๊กมีดีลอะไรก็จะส่งให้เขาดูก่อน พี่ติ๊กก็เลยรู้สึกว่าเราน่าจะทำเหมือนกัน พี่ติ๊กขอแค่นี้เอง”

จากนี้ไปทางกฎหมายจะดำเนินการยังไง?
ทนาย : “ก็พยายามหาช่องทางคุยครับ เราก็ใช้กระบวนการตามกฎหมาย ไม่แน่ใจว่าเขาจะคุยกับเรามั้ย หรือจะคุยกับเราเมื่อไหร่ แต่ในการสนับสนุน PROXIE ของพี่ติ๊กก็ยังเหมือนเดิม ก็ถ้าฝั่งนู้นเขาได้ดูอยู่ คิดว่าฝั่งนู้นก็คงมีผู้ใหญ่ก็มาเจรจากัน เรามีหนังสือส่งถึงผู้ร่วมทุนของเขาแล้วว่าเรื่องนี้เราอยากให้คุยกันนะ เราไม่อยากให้เสื่อมเสียชื่อเสียงใดๆ ถ้าจะผิดพลาดก็เป็นเรื่องของธุรกิจ แต่ตัวน้องๆ ไม่กระทบ เรายังสนับสนุนอยู่เหมือนเดิม”

ตั้งธงไว้แบบไหน?
ทนาย​ : “ไม่มีธงใดๆ ทั้งสิ้นครับ เราอยากกลับมาคุยกันว่าขอให้ย้อนกลับไปตอนปี’62 ตอนที่เราตั้งกัน เราคุยกันไว้ยังไง อยากให้ทำอย่างนั้น ขอให้เคารพสัญญา เคารพความไว้เนื้อเชื่อใจกัน”
ติ๊ก : “ผมเชื่อว่าในกระบวนการทุกอย่างมันต้องโปร่งใส ซึ่งความโปร่งใสและความซื่อสัตย์ต่อธุรกิจร่วมกัน ผมมีให้มาตลอดครับ”
ทนาย : “อย่างน้อยพี่ติ๊กก็ยังมีสิทธิในฐานะผู้ถือหุ้นอยู่ดีครับ พี่ติ๊กยังไม่ได้ทอดทิ้งไปไหน แต่สิทธิของผู้ถือหุ้นกับสิทธิของผู้บริหารมันไม่เท่ากันแค่นั้นเอง”

ในระยะเวลาที่เราไม่ได้มีส่วนแสดงความคิดเห็น เรารู้สึกยังไง? “ผมก็พยายามมาตลอด 1 ปี​นะครับ พยายามด้วยตัวเองจนไม่ไหวแล้วก็เลยต้องมาปรึกษาด้านกฎหมายจนถึงปัจจุบันนี้ สิ่งที่ผมกังวลมากๆ เลยก็คือเราทำงานศิลปะ เราก็อยากทำให้มันดี และงานนี้มันไม่ใช่แค่ส่งเสริมให้ศิลปินดัง มันมีเรื่องของระหว่างทางด้วย เพื่อให้เกิดความประทับใจต่อในทุกๆ ฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นฐานแฟนคลับ คนที่เข้ามาเจอน้องๆ คนที่​น้องๆ ได้มีโอกาสได้เข้าไปเจอ การทำงาน ประสบการณ์ต่างๆ ของเขา รวมถึงคู่ค้าของเรา ผมรู้สึกว่าในการดำเนินนโยบายในการทำงานของเรา การที่เราจะผลักดันศิลปินไปสู่เป้าหมายของเรา ระหว่างทางผมต้องการให้เกิดความรักและความรู้สึกดีๆ ต่อกัน และมีฟีดแบ๊กที่ดีกลับมาด้วยซ้ำ”

เรื่องนี้ทำให้ดูเครียดเลย? “ก็กังวลครับ รู้สึกไม่ค่อยสบายใจ”

ยังมีหวัง? “ผมว่าถ้ามันเกิดการบริหารจัดการร่วมกันมันเป็นสิ่งที่ดีอยู่แล้ว และทุกๆ อย่างมันสามารถที่จะตรวจสอบได้ เอาขึ้นมาวางบนโต๊ะ ชัดเจน โปร่งใส การทำงานร่วมกันแบบนี้คือสิ่งที่เราปรารถนาอยู่แล้วครับ”

คนบอกว่า PROXIE จะขาดพี่ติ๊กไม่ได้ เพราะอยู่ร่วมกันมา? “ผมคิดว่าไม่หรอกครับ เพราะ​น้องๆ เขาก็ต้องเติบโตขึ้นตามหน้าที่การงานของเขา ผมในฐานะที่เริ่มต้นมาพร้อมๆ กับเขา ไม่ว่าจะเป็นในรูปแบบไหนก็แล้วแต่ จะดูแลหรือไม่ดูแลเขาต่อก็ตาม สิ่งที่ผมเห็นเขาเติบโต พอเวลาเขาไปทำงานและมีฟีดแบ๊กกลับมา มีคนรักเขา ชื่นชอบเขา เขามาชมน้องๆ ให้ผมฟัง ผมภูมิใจกับสิ่งนี้มากๆ เลย มันทำให้ผมใจชุ่มชื้น ก็อย่าลืมไปดูคอนเสิร์ตน้องๆ นะครับ บัตรก็ยังขายอยู่ ผมก็จะไปให้กำลังใจน้องๆ ครับ”

มีอะไรจะฝากถึงน้องๆ มั้ย? “ผม​อยากให้​น้องๆ โฟกัสในสิ่งที่เขากำลังทำอยู่ตอนนี้ ก็คือในเรื่องของหน้าที่การงานที่เขาต้องรับผิดชอบในฐานะที่เขาเป็นไอดอล การเพอร์ฟอร์ม การซ้อมของเขา การที่เขาไปเจอสังคม ความประพฤติต่างๆ ลักษณะที่จะเป็นตัวอย่างที่ดีให้กับสังคมและสิ่งแวดล้อมต่างๆ ก็อยากให้เขาโฟกัสตรงนี้ และทำในสิ่งที่ตัวเองฝัน เราจะล่าฝันไปด้วยกันครับ (ยิ้ม)”