หน้าแรก บันเทิง เบนซ์ กิตติธั...

เบนซ์ กิตติธัช ยิงกระสุนนัดแรง ส่งเพลง ฝ้ายผูกใจ รับปีใหม่ สะท้อนตัวตนทางดนตรีที่เติบโตขึ้น

28.01.26 | 10:30 น.

เบนซ์ กิตติธัช ยิงกระสุนนัดแรง ส่งเพลง ฝ้ายผูกใจ รับปีใหม่ สะท้อนตัวตนทางดนตรีที่เติบโตขึ้น

เปิดศักราชใหม่ด้วยซิงเกิ้ลจาก เบนซ์ กิตติธัช ศิลปินสังกัด Kicks Records กับเพลงใหม่ล่าสุด “ฝ้ายผูกใจ” บทเพลงรักที่หยิบเอาความเชื่อและประเพณี ฝ้ายผูกแขนบายศรีสู่ขวัญของชาวอีสานและภาคเหนือ มาเล่าเรื่องความผูกพันที่ลึกซึ้ง ซิงเกิ้ลนี้ยังคงสะท้อนตัวตนทางดนตรีที่เติบโตขึ้นของเบนซ์ ผ่านการผสมผสานดนตรีพื้นบ้านอย่างพิณและปี่ภูไท เข้ากับซาวด์ร่วมสมัยอย่างกลมกล่อม พร้อมความตั้งใจในทุกขั้นตอนการทำงาน ตั้งแต่การค้นคว้ารากวัฒนธรรมไปจนถึงการเรียบเรียงเสียงดนตรีอย่างประณีต

เพลง “ฝ้ายผูกใจ” เป็นยังไงบ้างซิงเกิ้ลนี้?
“ก็ถือว่าเป็นเพลงที่ถูกต้องตามความคิดของผมในช่วงแรกที่ทำเพลงออกมา ตรงกับที่ต้องการเป็นส่วนใหญ่ครับ”

แต่ว่าเพลงนี้เราเป็นคนแต่งเองเลย?
“ใช่ครับ แต่งเองครับ”

เป็นยังไงบ้างตอนได้โจทย์มาจากพี่แทน พี่คัตโตะ มันยากไหม?
“มันยากตรงที่ต้องหาข้อมูลเยอะกว่าปกติ แล้วก็ใช้คำว่าพอได้โจทย์มาเราเริ่มแต่งเลยไม่ได้ มันต้องหาข้อมูล หาข้อเท็จจริงของมันจริงๆ ว่ามันคืออะไร แล้วก็ต้อง ไปปรึกษาครอบครัวด้วยส่วนหนึ่ง เหมือนแบบว่าเป็นเพลงที่ได้กลับบ้าน”

Advertisement

อยากรู้ว่าทำไมถึงเป็น “ฝ้ายผูกใจ” มาได้ยังไง?
“ก็เริ่มจากว่าผมจะต้องไปหาข้อมูลแหละอันดับแรก ก็ไปเสิร์ชหาใน AI ตัวหนึ่ง ก็ได้ประเพณีมาเยอะมากที่เกี่ยวกับความรักความผูกพัน ซึ่งส่วนใหญ่ที่ได้มามันเป็นประเพณี มันเป็นพิธีกรรมที่เกี่ยวกับมนต์ดำหมดเลย ซึ่งเรามีความรู้สึกว่ามนต์ดำกับความรักผมเขียนไม่ได้ด้วย ผมไม่รู้ผมจะเขียนยังไงให้มันออกมาโรแมนติกขนาดนั้น จนมันก็มีประเพณีที่ทุกคนคุ้นเคยคือ “ฝ้ายผูกแขน” ผมว่าทุกคนต้องเคยผูก ที่มหาลัยอย่างน้อยต้องเคยหนึ่งครั้ง ต่อให้ไม่ใช่คนอีสานหรือคนต่างจังหวัด ผมว่าต้องเคยผูก ซึ่งมันเป็นพิธีกรรม เป็นประเพณีที่เป็นเรื่องมงคล ทุกประเพณีที่เกี่ยวกับมงคลจะเกี่ยวข้องกับฝ้ายผูกใจหมดเลยซะส่วนใหญ่ ก็เลยได้หยิบมาครับ”

แล้วมันไปเชื่อมกับเรื่องราวความรักยังไง?
“จริงๆ มันเริ่มจากประสบการณ์ส่วนตัวเบนซ์ก่อนเลยอันดับแรก คือว่าฝ้ายผูกแขน เบนซ์เป็นคนที่จะผูกฝ้ายผูกแขนทุกปีอยู่แล้ว ตอนปีใหม่ที่กลับบ้าน เวลากลับบ้านก็จะได้รับของยาย ของย่า ของปู่ แต่ตอนนี้ย่า ปู่ เสีย ก็จะได้ของยาย มันเป็นอะไรที่เหมือนคำอวยพร แล้วก็เป็นคำสัญญาว่า ปีหน้ากลับมาผูกใหม่ เราจะกลับมาผูกให้กันทุกปีๆ มันเลยเชื่อมกับเพลงที่เบนซ์เอามาแต่ง ถ้าเรามองในมุมมองของความรักระหว่างผู้ชายผู้หญิงสองคน สมมุติว่าวันหนึ่งมันต้องมีเหตุให้ต้องแยกกันไกลสักเหตุหนึ่ง การผูกแขนให้กัน รู้อยู่แล้วว่าวันหนึ่งมันจะเก่า แล้วมันก็ต้องขาดแน่ๆ แต่ว่าต่อให้มันขาดที่ข้อมือ แต่มันจะผูกที่ใจเหมือนกับสัญญาไว้ประมาณนี้ อันนี้ก็เลยได้โจทย์นี้มาเขียนครับ”

อย่างเพลงนี้ก็มีการมาจับพิณ แล้วก็ปี่ภูไทใช่ไหม?
“ใช่ครับ ก็อย่างที่บอกว่าเหมือนได้กลับบ้าน ใช้คำว่าเคาะสนิม แล้วก็ตื่นเต้น เพราะไม่ได้จับมันนานมากๆ เลย คือผมเรียนพิณ ตั้งแต่อายุ 4-5 ขวบ เหมือนที่เด็กสมัยนี้เรียนเปียโน คล้ายๆ กัน คือบ้านผมเป็นโรงเรียนสอนดนตรีพื้นบ้านจริงๆ ก็เลยค่อนข้างตื่นเต้นนิดหนึ่งแล้วก็จับมาเคาะสนิม ซ้อมแป๊บๆ หนึ่ง จริงๆ พิณไม่ใช่เครื่องดนตรีหลักของผมด้วยนะตอนเด็กๆ จะเป็นโปงลางด้วย แต่มันเป็นดนตรีพื้นบ้านเหมือนกัน ก็เลยมีสกิลที่ติดตัวมา แต่ปี่ภูไท เป็นเครื่องดนตรีที่ตอนเด็กผมเกลียดมากเลย เพราะเป่าไม่เป็น เป่ายาก ตอนเด็กมันยาก มันเข้าใจยาก แต่พอโตมาง่ายที่สุดละ ส่วนใหญ่เป็นเรื่องของสำเนียงแหละที่เอามาใช้ในเพลง เป็นการเคาะสนิมเหมือนได้กลับบ้านจริงๆ”

การเอาเครื่องดนตรีไทยมาผสมกับแนวเพลงสมัยใหม่ มันยากง่ายยังไงบ้าง?
“มันเป็นเรื่องที่ว่าจะเอามาผสมกันยังไงให้มันฟังแล้วมันกลมที่สุด ไม่มีตัวไหนโดด ไม่มีตัวไหนแทงทิ่มไป พิณเนี่ยเราได้ยินในเพลงป๊อปทุกวันนี้บ่อยละ พิณแทบจะเป็นเครื่องดนตรีหลักที่ใช้ในกับทุกเพลง แต่ปี่ภูไทตัวยากเลย เสียงมันจะมีความกึ่งกลางระหว่างปี่แบบปี่ดนตรีไทย จะต้องเอามาเป่ายังไงให้มันเข้ากับเพลงป๊อปร็อกให้ได้มากที่สุด อันนี้ความยากที่หนึ่ง ความยากที่สองเป็นเรื่องของทฤษฎีดนตรี เป็นพวกแบบมีเรนจ์เสียงที่น้อยกว่าเรนจ์เสียงดนตรีสากล ข้อจำกัดเยอะกว่า แต่ถ้าเลือกใช้ถูกผมว่ามันก็โอเค อันนี้เป็นสิ่งที่ไม่ได้ยากหรอก ผมว่าใช้คำว่ามันสนุก มันได้ระดมความคิด เป็นพาร์ตของดนตรีไป”

แต่ว่าเห็นว่าเพลงนี้เราก็ลงมาเล่น MV เองครั้งแรกด้วย?
“ใช่ครับ ไม่ง่ายเลย ผมกังวลกว่าร้องเพลงหรือเล่นดนตรี ให้ผมไปร้องเพลงเล่นดนตรียังง่ายกว่าผมพูดเลย แต่มันก็ไม่ได้ยากขนาดนั้น ก็เริ่มจากการที่เราต้องไปเรียนการแสดง ผมเป็นคนขอเองด้วย เพราะถ้าเล่นเป็นบทอื่น เช่น เล่นเป็นชาวบ้านสาม ชาวบ้านสี่ใน MV ตัวเอง อันนี้ไม่ต้องเรียนก็ได้ แต่พอต้องมาเล่นเองเนี่ย มีความกังวลเยอะ แล้วมาเล่นคู่กับคนที่เคยเป็นนางเอกหนังจริงๆ คือพี่กุ๊งกิ๊ง เขาเล่นเรื่อง “รักหนูมั้ย” ในจักรวาลไทบ้านเดอะซีรีส์ มันยิ่งกังวลอีกว่าซวยละ ผมจะทำเขาเสียเวลาเปล่า ผมจะเล่นถูกไหมตรงนี้ กลัวสะเหล่อ กลัวอะไรอย่างนั้นไป แต่ครูเงาะเคยบอกไว้ว่าการแสดงห้ามกลัวสะเหล่อ ผมก็ไปหาการบ้านหาอะไรมานะ แล้วก็มาเรียนกับครู ตั้งแต่พื้นฐาน คือยังไงผมต้องรู้พื้นฐาน ผมเป็นคนชอบรู้พื้นฐานก่อนที่จะทำอะไรก็ตามเป็นปกติ

พอได้เริ่มเรียนแล้วมันก็ไม่ได้ง่ายแล้วก็ไม่ได้ยากขนาดนั้น ผมว่าเป็นกับการละลายพฤติกรรมก่อนที่จะไปลงกล้องจริงๆ มากกว่า เพราะว่าความยากของ MV นี้เราไปถ่ายต่างจังหวัด มันห่างจากกรุงเทพฯ ประมาณ 5 ชั่วโมงเกือบ 6 เป็นกองเคลื่อนที่ เพราะฉะนั้นการถ่ายซ่อม ถ้ามีการถ่ายซ่อมทีหนึ่งเนี่ย มันจะต้องหาคิวใหม่ ต้องนั่นต้องนี่ใหม่ ต้องทำใหม่ ต้องมีงบเพิ่ม ผมว่าตรงนี้เป็นจุดที่ทำให้ผมกังวลซะมากกว่า”

การที่เป็นพระเอก MV ครั้งแรกถึงขั้นต้องลงเรียนกับครูเงาะ?
“ไม่ใช่ครับ ผมไปเจอในไอจีช่วงหนึ่งที่ดูว่าการแสดงทำยังไง เพราะตอนแรกเหมือนจะต้องร้องไห้ในบท ก็เลยแบบซวยละ ร้องไห้ต่อหน้ากล้องทำไม่ได้ ก็เลยต้องไปหาข้อมูลมาเอง ตอนแรกผมจะได้เล่นเป็นคนซ่อมมอเตอร์ไซค์ ผมก็เห็นพี่ๆ ที่เป็นนักแสดงหลายๆ คน คือพี่แทนบอกผมว่าถ้าจะเป็นนักแสดง ต้องห้ามห่วงหล่อ ห้ามห่วงลุค ห้ามห่วงทุกอย่าง ต้องเป็นนักแสดงจริงๆ ผมก็ไปดูพี่ๆ เขาเวลาสัมภาษณ์ว่าเขาทุ่มเทกับการแสดงหนึ่งครั้งยังไง บางคนต้องลดน้ำหนัก ของผมไม่มีอะไรเลย ผมก็เลยลองไปทำมือให้ด้าน เผื่อเขาอินเสิร์ตมือเพราะเราเป็นช่าง อันนี้ก็เป็นสิ่งเดียวที่ผมรู้สึกว่าทำไปทำไมวะ เพราะไม่ได้ใช้ละ แต่ว่ามันก็สนุกดีครับ เหมือนเราได้แบบลองอะไรหลายๆ อย่าง”

พอได้ลองแล้วมันก็สนุกเนอะ สนใจอยากจะเล่นอีกสักเพลงไหม?
“ผมว่าผมอาจจะต้องเล่นเองไปเรื่อยๆ เพราะผมก็สนุกนะ เริ่มสนุกละ อยากรู้เหมือนกันว่าตัวเองจะเล่นบทไหนได้อีก ทำอะไรได้อีก”

อย่างเพลงนี้พอส่งไปให้พี่แทนกับพี่คัตโตะฟัง พี่ๆ เขาว่ายังไงบ้าง?
“จริงๆ เขาชอบกันนะตั้งแต่ครั้งแรกที่ฟัง อาจจะมีปรับแก้บ้าง คือแต่ก่อนเพลงที่ผมแต่งตอนนี้มันไม่ใช่แค่ว่าแต่งเพลงให้เพราะแล้วครับ มันเป็นการแต่งเพลงเพื่อให้ใช้ได้ในทุกอย่าง ไม่ใช่แค่แต่งเพลงให้เพราะ เพราะว่าสมัยนี้เพลงเพราะทุกเพลง ผมว่าสมัยนี้ใครแต่งเพลงก็เพราะไปหมดเลย แต่เพลงนั้นจะใช้เพื่ออะไร มันต้องการอะไร มันจะส่งไปถึงคนกลุ่มไหนยังไง มันเลยมาเครียดตรงนี้กันมากกว่าว่าเพลงนี้ทำอะไรได้บ้าง มันเหนือตรงนี้ ในยุคนี้ผมว่าทุกคนอาจจะเหนือตรงนี้มากขึ้น ไม่เหมือนสมัยก่อนที่มีฟีลแล้วแต่งขึ้นมาแล้วมันแบบได้เลย น่าจะไม่ได้แล้วในยุคนี้ครับ”

แต่เพลงนี้เป็นเพลงสไตล์ใหม่ แนวใหม่ของเราเลยใช่ไหม เพราะว่าแต่ก่อนเราก็ไปเน้นแนวป๊อปอินดี้อะไรประมาณนั้น?
“ผมให้คำจำกัดความว่าเป็นสไตล์ใหม่ แต่เป็นผมนี่แหละ แค่เป็นสไตล์ใหม่ มันก็เหมือนได้กลับบ้าน เป็นแนวใหม่แต่ไม่ใช่ตัวตนใหม่ผมขนาดนั้น มันคือตัวตนผม เพราะผมก็ยังกินซอยจุ๊ทุก 7 วัน (หัวเพราะ)”

พอปล่อยเพลงมา ฟีดแบ็กเป็นไงบ้าง?
“ดีเลยครับ ค่อนข้างโอเคเลย ตอนแรกกังวลนิดหนึ่ง กลัวคนยังไม่เข้าใจเพราะมันเป็นซาวด์ใหม่ กลัวคนยังไม่เข้าใจว่าเราทำอะไรอยู่ ว่าค่ายเรากำลังทำอะไร ก็เลยมีความกังวลนิดหนึ่งแต่ว่าตอนนี้ก็ถือว่าดีเลยครับ”

ตอนนี้เราก็เปิดตัวเป็นตัวตนว่าจะมาแนวนี้แล้ว?
“เป็นเพลงใหม่ในชื่อเบนซ์ กิตติธัช ในชื่อใหม่”

มันก็จะพัฒนามาจาก “กาฬสินธุ์บลูส์” ก็อีกแนวหนึ่ง อันนั้นจะเป็นแนวบลูส์?
“ใช่ ตอนแรกที่เพลงนี้ได้ปล่อยก่อน เพราะว่าเป็นเพลงที่ผมแต่งตอนที่อยู่ในวงสังสรรค์วงหนึ่งละกัน เป็นการร้องแล้วมันสนุกมากเลย มันเป็นเหมือนแบบอธิบายตัวเราก่อนที่เราจะปล่อยเพลงอื่น ถ้าไปฟังกาฬสินธุ์บลูส์ จะเห็นเลยว่าผมอธิบายเรื่องของผมไว้ในนั้นหมดแล้ว เอาไว้ให้หมดแล้ว ถ้าสงสัยอะไรว่าผมกำลังทำอะไร ไปฟังกาฬสินธุ์บลูส์”

เพลง “ฝ้ายผูกใจ” ก็จะเติบโตไปอีกแนวหนึ่งของเรา คิดว่ามันเติบโตในพาร์ตไหนของชีวิตเรา?
“หนึ่งก็คงเป็นเรื่องพาร์ตของการเปลี่ยนแปลงแหละ ปีใหม่เปลี่ยนแปลง สองคือได้สกิลใหม่ๆ สามคือได้ทำงานในรูปแบบใหม่ ไปเจออะไรแปลกๆ ใหม่ๆ บ้าง เช่น การตลาดแบบใหม่ๆ การเขียนเพลงแบบใหม่ๆ อันนี้สำคัญ การทำดนตรีที่ไม่ทั้งง่ายขึ้นและยากขึ้นเท่าไหร่ ตรงดนตรีนี่สนุกสุดละ เพราะผมเป็นคนอยู่ในตรงนั้นเอง ทำเองด้วยกับทีมของผม ผมว่ามันเป็นการที่ระดมความคิดแบบมันมากๆ ต้องเอาทุกอย่างมาผสมกันให้ได้ ผมเน้นให้เรื่องดนตรีละกัน ว่าเป็นการพัฒนาที่เยอะที่สุดละ”

แล้วการที่ได้ร่วมงานกับรุ่นพี่อย่างพี่คัตโตะ พี่แทน เขาแนะนำประสบการณ์ในเรื่องการเป็นศิลปินให้เรายังไงบ้าง?
“จริงๆ เขาก็แนะนำมา 3-4 ปีแล้วทุกอย่าง จะมีเรื่องนี้แหละที่บางทีพี่แทนพี่คัตยังแอบบอกเลยว่าบางอย่าง ตลาดที่เรากำลังทำตรงนี้บางอย่างพวกพี่อาจจะไม่รู้ด้วยซ้ำ เป็นการเรียนรู้ใหม่เหมือนกัน ไปพร้อมๆ กัน เพราะว่าค่ายเราตอนนี้โตไวมากเลย จากปีแรกถึงปีนี้มันโตไวมาก ผมอยากเป็นส่วนหนึ่งในการทำให้ค่ายโตเหมือนกัน ซึ่งตรงนี้แหละมันเลยทำให้รู้สึกว่าถ้าค่ายจะโตขึ้นมันต้องมีอะไรทำแปลกๆ ใหม่ๆ เหมือนกัน นี่แหละค่ายก็เลยสนุกกับตรงนี้ เหมือนเราได้เรียนรู้ไปพร้อมๆ กันในเวย์อื่นๆ

อย่างเราคาดหวังกับเพลงนี้ยังไงบ้าง เพราะเป็นสไตล์ใหม่สำหรับเรา?
“ผมคาดหวังให้อันดับแรกให้คนฟังก่อน ฟังแล้วชอบ แต่ไม่ได้คาดหวังว่าคุณต้องเข้าใจผมแต่เพลงแรก ผมเชื่อว่าคุณจะค่อยๆ เข้าใจสิ่งที่มันจะเปลี่ยนแปลงในเพลงต่อๆ ไป ซึ่งมันจะมาถี่ๆ แน่นอน ผมบอกเลยว่ามีเพลงเป็นอัลบั้มรอให้ทุกคนได้ฟังอยู่”

อย่างเปิดศักราชใหม่ก็มอบเพลงซึ้งๆ มาให้แฟนๆ ฟังแล้ว อย่างเป้าหมายปีนี้วางแผนยังไงบ้าง จะมีกี่ซิงเกิ้ลหรืออะไรที่คุยกับค่ายไว้?
“ปีนี้ปล่อย 4 เพลงครับ ปล่อยถี่ๆ รัวๆ พูดเลยว่าผมตื่นเต้นกับทุกเพลง ไม่ใช่แค่ผม ผมพูดเลย ผมนี่ตื่นเต้นน้อยกว่าเจ้าของค่ายด้วย เพราะเขาออกเงิน (หัวเราะ) ผมว่าเขาน่าจะตื่นเต้นกว่า นั่นแหละ เป็นโปรเจกต์ที่น่าสนุกที่สุดละตั้งแต่มาอยู่ค่ายนี้ เหมือนได้กลับมาทำเพลงเหมือนปีแรกที่ผมเพิ่งเข้ามาค่ายเลย กลับมาอารมณ์แบบนั้นอีกครั้งหนึ่ง”

นอกจากเพลงที่จะมีเซอร์ไพรส์ให้แฟนๆ ในปีนี้แล้ว ในชีวิตเรา การเป็นศิลปินตั้งเป้ายังไงบ้าง?
“ผมว่าปีนี้ผมอยากทำอะไรที่ผมทำบ้างไม่ทำบ้างในปีก่อน มันมีพาร์ตที่ผมรู้สึกว่ามีบางอันที่ผมทำบ้างไม่ทำบ้างแล้วมาเสียดายตอนนี้ ไม่ใช่เสียดายหรอก บางอันไม่ได้รู้สึกอะไรด้วยซ้ำ มันเป็นพาร์ตที่ผมอาจจะมองข้ามไป แต่ปีนี้ผมว่าผมจะลองทำให้สุดทุกตรงเลย เอาให้เหนื่อยไปเลยสักครั้งหนึ่ง ให้ไม่ต้องมีอะไรเสียดายอีก นี่เป็นจุดมุ่งหมายแรกก่อนเลย ทำทุกอย่างที่ทำได้ ที่เขาให้ทำด้วยนะ เพราะบางอันที่ผมคิดเองอาจจะถูกต้องไม่ถูกต้องไม่รู้ บางทีผมก็ต้องรอคำปรึกษาจากพี่ๆ ก่อน แต่ถ้าเขาให้ทำอะไรจะทำ”

แต่ดูเหมือนเราเป็นคนที่ชอบทำอะไรใหม่ๆ เหมือนกันนะ เพราะแต่ละเพลงก็เหมือนจะแตกต่างกันไปเลย?
“มันน่าจะเป็นนิสัยบุคลิกผมชอบทำอะไรที่ตั้งแต่เรียนละ อะไรที่มันยากๆ จะชอบทำแล้วมาบ่นเอง (ยิ้ม) เช่นตอนเรียนก็แต่งเพลงนี่แหละ แต่งประพันธ์เพลงก็หาทำให้มันแปลก ให้มันอะไร ผมว่ามาจากอาจารย์ผมด้วยส่วนหนึ่ง อาจารย์คลาสสิกค่อนข้างมีหัวที่แปลกกันทุกคนเลย ชอบทำอะไรแปลกๆ เพลงที่ไม่เพราะคือเพลงที่เพราะสำหรับเขาอะไรประมาณนั้นเลย ก็เลยรู้สึกว่าชอบทำอะไรใหม่ๆ มันเป็นตัวผมด้วย ผมรู้สึกว่าถ้าตัวผมเนิบเกินไปมันอาจจะไม่รู้ว่ามันจะกระเตื้องแค่ไหน”

ถ้าให้นิยามคำว่า เบนซ์ กิตติธัช ในวันนี้ เป็นยังไงบ้างสำหรับเราที่ผ่านอะไรมาเยอะเลย?
“ในวันนี้ผมว่าปีนี้เป็นปีที่ผมจะยิงกระสุนที่แรงที่สุดออกไปละ จะไม่มีนัดไหนแรงกว่านัดนี้ละ นัดปีนี้ละ แล้วมันจะยิง มีแม็กมีเท่าไหร่จะยิงให้หมดเลย มาดูว่าจะเป็นไง ให้นิยามเป็นการยิงปืนละกันตอนนี้”

ปีนี้เราคาดหวังกับตัวเองยังไงบ้าง เราจะเติบโตไปในแบบไหนกับการเป็นศิลปิน?
“ผมอยากทำประโยชน์ให้ค่ายได้มากขึ้นอีก อันนี้จุดมุ่งหมายแรก”

ฝากเพลงหน่อย?
“ก็ฝากด้วยนะครับ “ฝ้ายผูกใจ” สามารถฟังได้ที่ช่องยูทูป เบนซ์ กิตติธัช แล้วก็สตรีมมิ่งทุกช่องทางครับ”