หน้าแรก บันเทิง อาศรม มิวสิก ...

อาศรม มิวสิก ‘ไวน์เบอร์ก:ผู้บันทึกสงครามไว้ในเสียงดนตรี’ โดย:บวรพงศ์ ศุภโสภณ

14.05.17 | 14:23 น.
โมอิชัย ไวน์เบอร์ก

มันเป็นเรื่องน่าอดสูเสียจริงๆ ที่นักประพันธ์ดนตรีอย่าง ไวน์เบอร์ก กลับไม่ได้เป็นที่รู้จักกันดีไปกว่านี้Ž นี่เป็นคำกล่าวขึ้นต้นบทความที่ เพอร์ สกานส์Ž (Per Skans) วาทยกรและนักวิชาการชาวสวีเดน ผู้เชี่ยวชาญ-รอบรู้ด้านดนตรีคลาสสิกรัสเซียในสมัยอดีตสหภาพโซเวียตกล่าวขึ้นต้นไว้ในบทความที่เขาเขียนถึง โมอิชัย ไวน์เบอร์กŽ (Moishei Vainberg) นักประพันธ์ดนตรีชาวโปแลนด์ผู้ซึ่งเคยโด่งดังเฟื่องฟูอยู่ในอดีตสหภาพโซเวียต ในศตวรรษที่ 20 ในยุคเดียวกันกับ ดมิทริ ชอสตาโควิช (Dmitri Shostakovich), เซอร์เกย์ โพรโคเฟียฟ (Sergei Prokofiev) และ อราม คาชาทูเรียน (Aram Khachaturian) ซึ่งเคยผ่านการต่อสู้กับนโยบาย ดนตรีเพื่อชาติและประชาชนŽ ของอดีตเผด็จการ โจเซฟ สตาลิน (Joseph Stalin)ร่วมกันมา
ในสมัยการต่อสู้อันเข้มข้นระหว่างกลุ่มนักประพันธ์ดนตรีชั้นนำของประเทศกับรัฐบาลเผด็จการสตาลิน ผลงานดนตรีของไวน์เบอร์กกลายเป็นที่รอคอยกันล่วงหน้าของศิลปินดนตรีคลาสสิกชั้นนำในรัสเซียมากมาย เสมือนผลงานดนตรีของชอสตาโควิชและโพรโคเฟียฟ แต่ทว่าในช่วงบั้นปลายชีวิตและหลังมรณกรรมของเขาผลงานดนตรีของเขากลับถูกลืมไปอย่างน่าเสียดาย
น่ายินดีอยู่บ้างที่อุตสาหกรรมบันทึกเสียงดนตรีคลาสสิกในปัจจุบันต้องหาทางออกด้วยการ ขุดŽ หาผลงานดนตรีแปลกๆ น่าสนใจมาบันทึกเสียงเพื่อเป็นทางเลือกใหม่ๆ
นี่เองจึงอาจเป็นหนทางที่ทำให้ผลงานดนตรีของไวน์เบอร์กได้รับการรื้อฟื้นบันทึกเสียงให้ผู้รักดนตรีคลาสสิกได้มีโอกาสทำความรู้จักกันบ้าง

ความเหมือนกันในหลายๆ ประการระหว่างตัวเขากับชอสตาโควิช อาจทำให้เขาถูกเงาของชอสตาโควิชบดบังไปอย่างน่าเสียดาย ความเหมือนที่ว่านี้ก็คือ ลีลาและสำนวนดนตรีที่หากฟังโดยผิวเผินแล้วก็จะรู้สึกได้ถึงอิทธิพลทางดนตรีที่เขาได้รับมาจากชอสตาโควิช แต่หากฟังไปมากๆ เข้าแล้วเราก็จะแยกแยะความแตกต่างกันได้ในหลายๆ ประการ นอกจากสำนวนดนตรีและลีลาแล้วความเหมือนกันอีกประการหนึ่งเห็นจะได้แก่ การเป็นผู้บันทึกความเจ็บปวดแห่งสงครามผ่านเสียงดนตรี ซึ่งในประเด็นนี้ไวน์เบอร์กดูจะมีความมุ่งมั่นอุทิศตัวที่ชัดเจนกว่าชอสตาโควิชด้วยซ้ำไป เหตุผลที่สำคัญก็คือ ประสบการณ์จากชีวิตจริงที่

ไวน์เบอร์กผ่านมามากกว่าชอสตาโควิช เขาเป็นชาวยิวในกรุงวอร์ซอ (Warsaw)โปแลนด์ ที่ครอบครัวถูกสังหารอย่างโหดเหี้ยมทารุณโดยกองทัพนาซีในปี ค.ศ.1939 จนตัวเขาต้องอพยพหนีมาอยู่ที่เมืองมินสค์ (Minsk) และต้องอพยพอีกเป็นครั้งที่ 2 เมื่อกองทัพนาซีรุกรานรัสเซียในปี ค.ศ.1941
โดยครั้งนี้เขาต้องหนีไปอยู่ที่เมืองทาชเคนต์ (Tashkent) แถบอุซเบกิสถาน (Uzbekistan) นี่จึงเป็นเหตุผลที่ เขาเขียนผลงานดนตรีมากมายที่เน้นบันทึกถึงความเจ็บปวดของผลแห่งสงครามเอาไว้ในหลายลักษณะต่างกรรม-ต่างวาระกัน ช่วงเวลาที่อยู่ที่เมืองทาชเคนต์นี้เองที่เขาเขียนบทเพลงซิมโฟนี หมายเลข 1 ขึ้นมาและส่งสกอร์ดนตรีไปขอความเห็น-คำแนะนำจากชอสตาโควิช ซึ่งได้รับการยอมรับและชื่นชมอย่างดี ชอสตาโควิชเชิญเขามาพำนักอย่างเป็นทางการในกรุงมอสโกเพื่อทำงานดนตรีเป็นศิลปินอิสระ และรักษาตัวให้ปลอดภัยจากระยะเวลาแห่งสงคราม และนั่นก็เป็นจุดเริ่มต้นของมิตรภาพอันยั่งยืนตลอด 32 ปีต่อมา จวบจนมรณกรรมของชอสตาโควิชในปี ค.ศ.1975

Advertisement

และไวน์เบอร์กเองก็ได้พำนักอยู่ที่มอสโกจวบจนมรณกรรมของตัวเขาเองในปี ค.ศ.1996 ด้วยวัย 77 ปี (เขาเกิดในปี ค.ศ.1919)

ไวน์เบอร์กมีความนับถือชอสตาโควิชเป็นอย่างมาก เขากล่าวว่า  ผมเป็นลูกศิษย์คนหนึ่งของชอสตาโควิช แม้ว่าผมไม่เคยมีโอกาสเรียนกับเขาเลย ผมนับตัวเองในฐานะศิษย์ด้วยเลือดเนื้อทีเดียวŽ และในทางกลับกัน ชอสตาโควิชเองก็เป็นผู้ส่งเสริมสนับสนุนผลงานของไวน์เบอร์กอย่างออกหน้าออกตา ทั้งๆ ที่รู้ๆ กันอยู่ว่าเขาเป็นผู้มีมาตรฐานทางดนตรีสูงและไม่เอ่ยปากยกย่องใครง่ายๆ เลย

แต่กับผลงานของไวน์เบอร์กแล้วเขามักเขียนจดหมายไปถึงมิตรสหายกล่าวยกย่องและชักชวนให้ไปชมไปฟังดนตรีของไวน์เบอร์กอยู่เสมอๆ  

ตลอดชีวิต 77 ปีของเขา ไวน์เบอร์กมีผลงานการประพันธ์ดนตรีมากมายทั้งปริมาณและคุณภาพอย่างแทบไม่น่าเชื่อ กล่าวคือ บทเพลงซิมโฟนี 26 บท, สตริงควอเต็ท 17 บท, ละครอุปรากร 7 เรื่อง, เพลงร้องชุด (Song-Cycle) กว่า 20 บท ตลอดไปจนถึงเพลงโซนาตา, เชมเบอร์มิวสิก และบทเพลงเดี่ยวเครื่องดนตรีต่างๆ

ผลงานดนตรีที่เขียนขึ้นอย่างมากมายได้ขนาดนี้ส่วนหนึ่ง (และส่วนสำคัญ!) เป็นผลมาจากการที่มีศิลปินดนตรี, นักร้องและวาทยกรชั้นนำมากมายรอคอยบรรเลงดนตรีของเขาล่วงหน้าก่อนที่เพลงจะแต่งเสร็จ

เขาเคยกล่าวให้สัมภาษณ์ไว้ในวารสารดนตรีแห่งสหภาพโซเวียต (Sovietskaya Muzyka) ในปี ค.ศ.1988 ถึงความสำคัญเป็นอย่างยิ่งของ ผู้ที่จะตีความดนตรีอย่างเฉพาะเจาะŽ (Particular Interpreter) ในฐานะผู้ที่จะประเดิมบรรเลงผลงานดนตรีของเขาเป็นครั้งแรกว่า มันเป็นเรื่องที่กระตุ้น-เร่งเร้าผมเป็นอย่างมากในอันที่จะรู้ได้ว่ามีใครบางคนรอคอยดนตรีของผมอยู่ ถ้ารูดอล์ฟ บาร์ไชย (Rudolf Barshai) ไม่ใช่เพื่อนผม ซิมโฟนีสำหรับวงเครื่องสายล้วนหลายๆ บทของผมก็คงไม่ได้เขียนขึ้นมา,
ผมเขียนซิมโฟนีหมายเลข 4, 5, 6 และหมายเลข 8 ขึ้นมาก็เพราะรู้ว่าวาทยกรอย่างคิริลล์ คอนดราชิน (Kirill Kondrashin) กำลังรอที่จะนำไปบรรเลง และในตอนนี้ถ้าจะเขียนซิมโฟนีสักบทหนึ่งผมก็หวังว่ามันจะอยู่ในมือของวาทยกรอย่างวลาดิเมียร์ เฟโดเซเยฟ (Vladimir Fedoseyev)
และถ้าเป็นสตริงควอเต็ทผมก็จะเขียนให้วงโบโรดิน ควอเต็ท (Borodin Quartet) สำหรับนักประพันธ์ดนตรีแล้ว เรื่องแบบนี้มีความสำคัญอย่างมหันต์ทีเดียว!Ž

อันที่จริงแล้วแนวคิดแบบนี้ ก็เป็นเสมือนสิ่งที่เกิดขึ้นกับชอสตาโควิชหรือบรรดานักแต่งเพลงคลาสสิกผู้ยิ่งใหญ่หลายๆ คนนับแต่ ราวศตวรรษที่ 19 เป็นต้นมา นั่นก็คือจะเขียนเพลงได้ดีเมื่อสามารถจินตนาการไปถึง เสียงเฉพาะตัวŽ ของผู้ที่จะบรรเลงดนตรีที่กำลังเขียนนั้น

แต่ในศตวรรษที่ 20 อาจมีอะไรที่เพิ่มเติมขึ้นไปอีก กล่าวคือหลายๆ กรณีนักประพันธ์ดนตรีอาจต้องจินตนาการไปถึง เสียงเฉพาะตัวของวงออเคสตราŽ เป็นการเฉพาะทีเดียว ความคิดแบบนี้ (ในยุคสมัยนั้น) มิได้เป็นเรื่องเกินเลยแต่อย่างใด (เช่นเดียวกันกับชอสตาโควิชที่มักจินตนาการไปถึงเสียงอันแสบสันต์, จัดจ้านของวงเลนินกราดฟิลฮาร์โมนิกในอดีต) ซึ่งอาจเปรียบได้ประดุจดังช่างตัดเสื้อผ้าอาภรณ์ ที่ต้องตัดให้เข้ารูปพอดีกับผู้สวมใส่ ซึ่งเราต้องไม่ลืมว่าดนตรีในบางลักษณะมีสิ่งที่ซ่อนอยู่นอกเหนือตัวโน้ตอย่างสูง จำเป็นต้องอาศัยความเข้าใจในลีลาเป็นพิเศษที่จะสามารถถ่ายทอดกลิ่นอายที่ซ่อนไว้ออกมาให้เป็นที่ประจักษ์ต่อโสตประสาทได้

เสมือนดังที่ได้ตั้งชื่อบทความนี้ไว้ว่า ผู้บันทึกสงครามไว้ในเสียงดนตรีŽผลงานของไวน์เบอร์กสะท้อนและบันทึกเหตุการณ์ของยุคสมัยไว้ประดุจหน้าแห่งหนังสือประวัติศาสตร์ เรื่องนี้มีคำพูดของตัวเขาเองที่เคยกล่าวเอาไว้ในอดีต ซึ่งอธิบายถึงเหตุผลและที่มาว่า ผลงานดนตรีของผมมากมาย มีความสัมพันธ์และเกี่ยวโยงกับเรื่องสงคราม, อนิจจา นี่มันไม่ใช่สิ่งที่ผมเลือกหรอก มันถูกกำหนดบงการโดยชะตากรรมของผม, โดยชะตากรรมอันน่าเศร้าของญาติสนิทมิตรสหายของผม, ผมถือว่ามันเป็นเสมือนภาระหน้าที่ทางจริยธรรมที่จะต้องเขียนดนตรีเกี่ยวกับสงคราม, เกี่ยวกับความสยดสยอง

ซึ่งบังเกิดขึ้นกับมวลมนุษยชาติในศตวรรษของพวกเราŽ และก็คงจะเป็นการดีไม่น้อยที่เราจะมาทำความรู้จักกับผลงานดนตรีซิมโฟนีแห่งสงครามบางส่วนจากผลงานการสร้างสรรค์ของดุริยกวีโปแลนด์เชื้อสายยิวผู้นี้กันบ้าง

ในปี ค.ศ.1962-63 ไวน์เบอร์กประพันธ์ซิมโฟนีหมายเลข 6 ผลงานลำดับที่ 79 สำหรับวงขับร้องประสานเสียงเด็กผู้ชายล้วน (Boys Choir) และวงออเคสตราขนาดใหญ่ โดยนำบทกวี 3 บท มาใช้เป็นบทร้องบทแรกอยู่ในท่อนที่สอง ชื่อว่า ไวโอลินเล็กๆŽ (Little Violin) บทกวีโดยเลฟ วิทโก (Lev Kvitko)
มีเนื้อหาใจความว่า ไวโอลินที่เด็กทำขึ้นเองจากกล่องไม้, ไวโอลินที่ไม่มีใครเคยเห็นและไม่เหมือนใครในโลก บรรเลงขับกล่อมสารพัดเพื่อนสัตว์ ฉัน (เด็ก) จะซ่อนมันไว้กลางพงไพร บนยอดไม้อันสูงสุด ขับกล่อมดนตรีอันฝันหวานที่บรรจุไว้ภายในนั้นŽ ส่วนบทกวีบทที่สองอยู่ในท่อนที่สี่ เป็นบทกวีที่ถือว่าสำคัญที่สุด มีเนื้อหาที่สยดสยองทีเดียว มีชื่อว่า คันคูอันแดงฉานŽ (A ditch was built in the red clay) บทกวีโดย ซามูเอล กาลคินŽ (Samuel Galkin) มีเนื้อหาใจความว่า บ้านที่เคยพำนักกลายเป็นสถานที่อันสยดสยอง โลหิตที่ปนเปื้อนอยู่กับธุลีดิน เสียงกรีดร้องของเด็กๆ ในความมืดแห่งรัตติกาลคืองานเลี้ยงของพวกนาซีŽ และเพื่อเป็นการถอนพิษจากเนื้อหาอันร้อนแรงของท่อนที่สี่ ไวน์เบอร์กเลือกบทกวีที่มีชื่อว่า หลับเถิดมวลประชาŽ (Sleep,People) อันทำหน้าที่เสมือนเพลงกล่อม (Lullaby) มาส่งท้ายจบเพลงอย่างสงบสุข นี่คือบทกวีโดย มิคาอิล ลูโคนินŽ (Mikhail Lukonin) มีใจความว่า หลับเถิดมวลประชา พวกท่านอ่อนล้าและอิดโรย ขอจงพักจากความรักและความปวดร้าวทั้งหมด ไม่ต้องหวาดกลัวใดๆ, วันใหม่จะเริ่มต้นขึ้น ปลุกชีวิตขึ้นอีกครา ไวโอลินจะบรรเลงเพลงแห่งสันติภาพบนพื้นพิภพŽ

บทเพลงนี้ใช้วงขับร้องประสานเสียงเด็กผู้ชายที่เสียงยังไม่แตกหนุ่ม (แบบที่เรียกว่า Boy SopranoŽ) ฟังดูแจ่มใสบริสุทธิ์ตามเนื้อหาบทกวี และที่ไม่น่าเชื่อก็คือ ในท่อนที่สี่ซึ่งสยดสยองที่สุดนั้น ไวน์เบอร์กเขียนดนตรีได้อย่างน่าสะพรึงทีเดียว เสียงร้องหลายๆ ตอนมีลีลาเพลงพื้นบ้านแบบชาวยิวที่มีขั้นคู่เสียงแปลกๆ ฟังดูก็รู้ว่าขับร้องยากมาก แม้แต่ผู้ใหญ่เองก็ร้องฮัมทำนองตามได้ยาก เมื่อนึกไปถึงความจริงที่ว่าคณะนักร้องเด็กผู้ชายที่ต้องมารับภาระขับร้องเพลงระดับนี้ จะต้องฝึกฝนกันหนักหนาแค่ไหนก็ให้รู้สึกเหนื่อยแทนทีเดียว

ก่อนที่ชื่อเสียงจะเริ่มถดถอยในช่วงท้ายของชีวิต ไวน์เบอร์กสร้างผลงานชิ้นเอกชุด ไตรภาคŽ (Trilogy) ด้วยบทเพลงซิมโฟนีแห่งสงคราม 3 บท ที่เขียนขึ้นในช่วงระหว่างปี ค.ศ.1982-1985 โดยมีชื่อเรียกซิมโฟนีชุด 3 บทนี้ว่า บนวิถีแห่งสงครามŽ (On the Threshold of War) อันประกอบไปด้วยซิมโฟนีหมายเลข 17 (มีชื่อว่า MemoryŽ), หมายเลข 18 (มีชื่อยาวตามบทกวีที่ใช้ประกอบว่า War there no word more cruelŽ) และหมายเลข 19 (มีชื่อว่า Bright MayŽ) ซึ่งแต่ละบทใช้วงซิมโฟนีออเคสตราขนาดใหญ่เต็มอัตราในการบรรเลง และหมายเลข 18 ก็ยังผนวกด้วยวงขับร้องประสานเสียงอีกด้วย ซิมโฟนีชุดไตรภาคนี้ฟังดูเต็มไปด้วยเสียงอันอื้ออึงเซ็งแซ่

ถ้าเราถอดแนวการบรรเลงแต่ละแนวออกมาได้เหมือนถอดชิ้นส่วนจิ๊กซอว์ มันคงดูขาดวิ่นไม่เป็นชิ้นเป็นอัน หากแต่เมื่อประกอบกันเข้าเป็นภาพรวมแล้ว แต่ละแนวอันเซ็งแซ่ที่ฟังดูเหมือนไร้ระเบียบในตัวเองและต่างคนต่างเดินไปคนละทิศคนละทาง มันกลับสร้างความลงตัวงดงามและดำรงอยู่ร่วมกันได้อย่างประหลาด เป็นความไร้ระเบียบที่ผสานกันจนสร้างระเบียบได้ในภาพรวม ความตึงเครียดของเสียงดนตรีที่ก่อประจุพลังความคิดและพลังชีวิตให้กับเราได้อย่างน่าอัศจรรย์

ถ้าหากท่านต้องการฟังดนตรีที่มีทำนองเพราะๆ ระรื่นหู สร้างอารมณ์สุนทรีย์สบายๆ ดนตรีซิมโฟนีของไวน์เบอร์กอาจไม่สนองจุดประสงค์นี้ ดนตรีแบบนี้ศิลปินอุทิศชีวิตทั้งชีวิตสร้างมันขึ้นมา มันเรียกร้องความตั้งใจ พลังสมาธิ และความจดจ่อในการเปิดใจรับฟังอย่างสูง

อาจเรียกได้ว่าผู้ฟังก็ต้องใช้ความอุตสาหะในการฟังเช่นเดียวกัน และรสแห่งดนตรีก็คือรางวัลแห่งความตั้งใจนั้น