หน้าแรก บันเทิง เมย์ วาสนา อั...

เมย์ วาสนา อัพเดตเรื่องหนี้ ดิว อริสรา จ่อฟ้องอินฟลูฯ ทำการตลาดเชิงลบ กระทบแบรนด์ 

14.02.26 | 12:28 น.

เมย์ วาสนา จ่อฟ้องอินฟลู ทำการตลาดเชิงลบ กระทบแบรนด์ -อัพเดตเรื่องหนี้ ดิว อริสรา

จากกรณีอินฟลูท่านนึง ทำคลิปรีวิวคอลลาเจน โดยมีการหยิบคอลลาเจนแบรนด์มาเปรียบเทียบเรื่องปริมาณและส่วนผสมกับแบรนด์ของ อูน ชนิสา ที่ตัวเองปักตะกร้ารีวิว แล้วมีการโยนสินค้าแบรนด์ของเมย์ทิ้ง พร้อมใส่ข้อความว่า “เลิกกินเถอะ กับคอลลาเจนที่ไม่จริงใจ” ทำให้ เมย์ วาสนา ต้องออกมาโพสต์ฟาด ไม่สนับสนุนการทำธุรกิจ ทำแบรนด์ ทำรีวิว ทำร้ายคนอื่นแบบ ไร้จริยธรรม

ล่าสุด ในงาน “BioActive+ Gluta Land” ที่ EveandBoy The Underground, Siam Square One เมย์วาสนา แถลงถึงเรื่องนี้ว่าจะดำเนินตามกฎหมาย เพราะกระทบแบรนด์ และเป็นกระบอกเสียงไม่อยากให้ใครทำคอนเทนต์ลักษณะนี้อีก พร้อมทั้งอัพเดตเรื่องหนี้ของ ดิว อริสรา

ประเด็นอินฟลูรีวิว?
“จุดเริ่มต้นเลย มันคือมีอินฟลูเอนเซอร์ท่านหนึ่งลงคลิปใน TikTok มีคนส่งมาให้เยอะ

ส่วนตัวที่ออกมาโพสต์ ไม่ได้แค่ตัวเอง แต่ในฐานะเจ้าของแบรนด์ แน่นอนว่ามันไม่สนับสนุนในการด้อยค่าผลิตภัณฑ์ ไม่สนับสนุนในการที่อินฟลูเอนเซอร์ KOL ต่างๆ ที่จะได้รับรีวิวฟรี หรือจ้างก็ตามแต่ ไม่ควรจะทำรีวิวในลักษณะนี้

Advertisement

สมมุติว่าแบรนด์นี้มันเกิดจากกับแบรนด์เล็กๆ กระบอกเสียงมันคงไม่มากพอ และถ้ามันปล่อยไป มันก็จะเกิดเหตุการณ์แบบนี้อีก

ซึ่งเมย์รู้สึกว่า การด้อยค่า โยนผลิตภัณฑ์ของคนอื่นทิ้ง หรือจะบอกว่าเลิกกินสิ่งนี้ เลิกเหอะ เพราะเขาไม่จริงใจ คือทุกอย่างมันเป็นการตลาดเชิงลบ มันเป็นการตลาดขัดแย้งเชิงไม่สร้างสรรค์ และถ้าทุกคนเห็น ทุกคนก็คงจะรู้ว่า อันนี้คือจุดเป้าหมาย

แล้วทีนี้ ในส่วนที่เมย์พูดถึงเจ้าของแบรนด์ คือโอเค คุณไปคอมเมนต์ ขอบคุณนะ เมย์เข้าใจได้ แต่พอมันเกิดการแชร์ หรือรีโพสต์ เมย์รู้สึกว่า แปลว่ามันทำให้เราคิดได้ว่า สิ่งนี้คือการสนับสนุน เห็นด้วยหรือเปล่า โอเคไหม ซึ่งอันนี้ก็ไม่แน่ใจ

และที่สำคัญ มันปักตะกร้า แปลว่ามันคือธุรกิจ ข้อความทั้งหมด นี่คือจริยธรรมทางธุรกิจ ที่เรารู้สึกว่ามันไม่ควรเกิดขึ้นในประเทศไทย และในสังคมเรา

วงการอินฟลูเอนเซอร์ หรือวงการใด หรือธุรกิจที่ไม่ได้เกี่ยวกับอาหารเสริม เครื่องสำอาง จะรีวิวอะไรก็ตามแต่ เรามีสิทธิเปรียบเทียบ เปรียบเทียบได้เลย แต่ไม่ใช่ควรจะด้อยค่า ผู้อื่น ไม่ว่าจะเป็นมนุษย์ หรือเป็นสิ่งของ หรือใดๆ ก็ตามแต่ เมย์ว่ามันเป็นการไม่ให้เกียรติ

ส่วนตัวมีสิ่งที่ได้ไปต่อ ไม่ได้ไปต่อ เราสามารถแสดงความคิดเห็นได้ เพราะมันส่วนตัว”

ได้รู้จักกับเจ้าของแบรนด์และอินฟลูเอนเซอร์เป็นการส่วนตัวไหม?
“ไม่รู้จักเป็นการส่วนตัว ไม่เคยรู้จักเลย แต่ก็เห็นว่าเค้าลบคลิปแล้ว แต่มันคือดิจิตอลฟุตพรินต์ ต่อให้ลบไปมันก็มีคนเห็น”

แล้วหลังจากที่อีกฝ่ายโพสต์ชี้แจงมันมีประโยชน์ไหนที่เราเอ๊ะไหม?
“เมย์ไม่อยากจะพาดพิงเพราะว่าสุดท้ายจุดหมายปลายทางเป้าประสงค์ ถ้ารู้จักเมย์ มีเรื่องมันร้อยแปดพันเรื่องมากในชีวิต ไม่ชอบเลยเรื่องดราม่า แต่ถ้าเมย์เป็นกระบอกเสียงครั้งนี้ ซึ่งจริงๆ เหตุการณ์นี้มันเคยมี แต่คนที่ออกมาพูดไม่ได้มีกระบอกเสียงเพียงพอที่อยากจะยกระดับอุตสาหกรรมของพวกเราให้มันดีขึ้น เพราะฉะนั้นนี่คือเป้าหมายปลายทาง เราโฟกัสที่ประเด็นนี้ อันอื่นมันไม่เกี่ยวข้องอะไรกับเมย์ เมย์จะไม่กล่าวถึงเรื่องที่ไม่ใช่เรื่องของตนเอง”

หลังจากเกิดเรื่องได้มีการติดต่อพูดคุยไหม?
“คือตัวอินฟลูเอนเซอร์ได้มีการติดต่อเข้ามาทุกช่องทางเลย เพื่อเข้ามาขอโทษก็เห็นข้อความแล้วก็มีลง เมย์เห็นแล้วว่าโพสต์ในติ๊กต็อกว่าขอโทษแล้วก็มีทักข้อความมาหลายช่องทาง เราก็เห็นแล้วเราก็ตอบแล้วก็รับทราบข้อความ เขาก็ให้เหตุผลอารมณ์ประมาณว่า ไม่ได้ตั้งใจมีเจตนา แต่มันไม่ใช่ไลฟ์ มันคือคลิป ส่วนตัวเมย์มองว่ามันมีการทบทวน มันมีข้อความที่สะท้อนได้ชัดเจน คือถ้ามันเป็นการไลฟ์ มันอาจเป็นการตกใจไม่ได้ตั้งใจ อันนั้นคือความคิดส่วนตัวนะ แต่อันนี้มันเป็นคลิปถูกทบทวน ถูกการตัดต่อมาแล้ว เราจะคิดว่ามันออกมาจากความตั้งใจ รู้สึกว่ามันเกิดแล้ว เมย์ไม่แน่ใจว่าจงใจหรือไม่ แต่สำหรับส่วนตัวรู้สึกว่าเหตุมันเกิดขึ้นมาแล้วและมันก็เป็นดิจิตอลฟุตพรินต์แล้ว และในวงการมันก็โอ้โหเต็มไปหมดเลย”

คนมองว่าก่อนหน้านี้เรามีปัญหาส่วนตัวกับเจ้าของแบรนด์มาก่อน?
“ไม่เคยรู้จัก ไม่เคยเจอหน้ากัน ไม่เคยรู้จักกันเป็นส่วนตัว รู้แค่ว่าเค้าชื่อนี้ แต่ไม่เคยรู้จักการเป็นการส่วนตัว และไม่เคยมีประเด็นกันด้วยค่ะ”

ที่เมาธ์ว่าเคยมีปัญหากันเรื่องธุรกิจคือไม่จริง?
“คือไม่ค่ะ เหตุการณ์นั้นเป็นเหตุการณ์ระหว่างลูกค้าของโรงงาน เมย์ผลิตแบรนด์ประมาณ 30 กว่าแบรนด์ และจะมีลูกค้าผลิตที่โรงงาน เค้าเป็นลูกค้าแล้วก็เป็นเพื่อนด้วย รู้ว่ามีประเด็นนั้น แต่เค้าก็จบกันไปสี่ปีแล้ว ไม่มีใครแพ้ชนะ ก็คือถอยกันคนละก้าว ก็จบกันแบบเรียบร้อยเป็นการไกล่เกลี่ยกัน”

กังวลไหมที่เค้ายกเคสนั้นมา?
“มันคนละทางคนละเรื่อง ก็งงแต่ก็ไม่รู้ว่าประเด็นนี้มันมายังไง อันนี้ก็แล้วแต่วิจารณญาณ คนก็อาจจะพูดถึง แต่หลายเรื่องก็งงอยู่ เมย์โฟกัสที่คลิปนี้ KOL อินฟลูเอนเซอร์ และการรีโพสต์คอมเมนต์ เรารู้สึกว่าไม่อยากให้เกิดเหตุการณ์แบบนี้”

มันมีผลเสียกระทบแบรนด์เรายังไงบ้าง?
“แน่นอนมันเสียหายอยู่แล้ว แบรนด์เราเป็นแบรนด์นิวซีแลนด์ เป็นแบรนด์โกลบอล มีพาร์ตเนอร์ พาร์ตเนอร์ยังงง พาร์ตเนอร์ทำธุรกิจมา 40 ปี ไม่เคยเจอแบบนี้ มันกระทบอยู่แล้ว เพราะว่าการที่ KOl ท่านหนึ่งพูดให้ข้อมูลต่างๆ มันคือการให้ความรู้ส่วนหนึ่ง สำคัญเราต้องรับผิดชอบในสิ่งที่เกิดขึ้น อันนี้มันก็เป็นข้อเท็จจริงที่เราก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ เวลาที่เรากดในตะกร้ามันก็เกิดผลประโยชน์ แต่พอเวลาเกิดความเสียหายเชิงกว้างมันก็ต้องตามกระบวนการ“

แล้วเรื่องสารสกัดโอเวอร์โดส?
“เรื่องนี้อย่างที่เมย์เคยอธิบายไปในคลิปแล้วว่ามันไม่เกี่ยวว่าโอเวอร์โดส หรือไม่โอเวอร์โดส ในแต่ละสูตรมันแตกต่างกัน เรามีหน้าที่ยกระดับผลิตภัณฑ์ ผลิตสินค้าที่ดีให้กับผู้บริโภค เรามีหน้าที่ในการส่งมอบคุณค่าที่แต่ละแบรนด์จะส่งมอบให้กับลูกค้า แต่ตัวเราไม่ควรลดคุณค่าแบรนด์อื่น อันนี้คือสิ่งที่เราคิดว่ามันควรจะต้องปรับ”

ตอนนี้มีการตรวจสอบไหมอย่างหลายคนก็เริ่มจับตามอง?
“คือเมย์ไม่ห่วงเพราะว่าเมย์เป็นโรงงานที่ส่งออกอเมริกาโกลบอลอยู่แล้ว เรามีทุกใบรับรองที่เรียกว่าโอเวอร์สแตนดาร์ด แล้วคือทุกล็อตเรามีผลตรวจแล็บแล้วก็รีเซ้าท์มาก 7-8 เดือน 1.5-2 ล้านกล่อง มันไม่ใช่โชคชะตา มันเป็นเรียลยูสเซอร์ที่เขาซื้อซ้ำ และเราควรสนับสนุนสิ่งนี้ให้มันขับเคลื่อน ไม่ว่าจะเป็นแบรนด์ไหน จะเป็นแบรนด์ประเทศไทยหรือคนไทยทำ โดยเฉพาะคนไทย เมย์ว่ามันควรจะร่วมกัน”

แล้วหลังจากนี้เราจะมีการจัดการยังไง?
“สำหรับเมย์ปล่อยไปตามกระบวนการทางกฎหมาย ต้องพึ่งทางกฎหมายเพราะเรื่องมันเกิดไปแล้ว เมเอง ไม่ได้ตัดสินใจคนเดียว เรามีบอร์ดนิวซีแลนด์ บอร์ดในทีม ที่ลงความเห็นกันว่ามันกระทบ อย่างที่บอกว่าแบรนด์ลูกของบริษัทประเทศไทย เพราะฉะนั้นเรามีพาร์ตเนอร์และสิ่งนี้มันเกิดขึ้นไปแล้ว ดังนั้นเมย์ไม่ได้ตัดสินใจคนเดียว แต่การที่การตัดสินใจของบอร์ดคือเป็นการเป็นกระบวนการทางกฎหมาย อันนี้ก็กำลังล่าทั้งหมดอยู่ค่ะ”

หมายความว่ามีโอกาสที่จะดำเนินการกับคนที่โพสต์ทั้งคู่?
“คือมันยังอยู่ในกระบวนทางกฎหมายอยู่ เพราะว่าเรื่องมันก็เพิ่งเกิด คืออินฟูลเอนเซอร์ยังไงก็ต้องดำเนินตามกระบวนการ ส่วนอีกท่านหนึ่งถ้ามีอะไรที่มันเป็นผลกระทบเชิงลบก็เป็นไปตามนี้แล้วกันตามกระบวนการ แต่ถ้าไม่มีอะไรก็ไม่น่ามีอะไร ส่วนตัวเมย์ พูดน้อยมาก แต่ข้ามไม่ได้จริงๆ ถ้าข้ามแปลว่าผลกระทบมันเยอะ ไม่อยากให้เห็นเหตุการณ์นี้มันเกิดอีก แล้วเกิดขึ้นกับน้องอินฟลูเจนใหม่ที่ทำบ้าง ทำคลิปแบบลบแล้วไม่เกิดอะไรขึ้นก็มีคนทำอีก”

กับคำพูดที่ว่าคอลลาเจนที่ไม่จริงใจ?
“คือเสียใจนะ ถ้าในส่วนตัวรู้สึกเสียใจ แต่ถ้าในส่วนรวมเลยมองว่า รู้สึกว่าอะไรคือไม่จริงใจ เรามั่นใจว่าเราทำทุกอย่าง คือเมย์อยู่ในวงการมานานมาก ความซื่อสัตย์และจริงใจ ทุกคนน่าจะเห็นจากหลายสิ่งหลายอย่างของเมย์ ใจดีที่สุดคนหนึ่งที่จะทำได้ แล้วด้วยนิสัยส่วนตัวเป็นคนที่ไปถามเพื่อน 100 คน ก็จะบอกว่าพี่เมย์ใจดีที่สุด อันนี้คือนามสกุลของ เมย์ วาสนา ไปแล้ว เพราะฉะนั้น เมย์ว่าเมย์ทำทุกอย่างด้วยความซื่อสัตย์และจริงใจเสมอมา สิ่งนี้ก็ถามว่ารู้สึกไหม ก็กระทบ ไม่งั้นคงไม่โพสต์”

คนก็มองได้ว่าเป็นคู่แข่งทางธุรกิจแล้วก็ดิสเครดิตกัน?
“ถ้าการตลาดในกลุ่มโกลบอลมาร์เกต มันมีอยู่แล้วเป็นเรื่องปกติ คือส่วนตัวเองเลย เมย์ไม่เคยมองใครเป็นคู่แข่ง เมย์มองว่ามันเป็นอะไรที่เราต้องพัฒนาขึ้น พัฒนาในแง่ของคอนเทนต์ value แง่ของการให้องค์ความรู้ ไม่เคยคิดจะแข่งขันกับใคร เพราะแข่งกับตัวเองก็เหนื่อยแล้ว ธุรกิจมันเหมือนเป็นการพัฒนาตัวเองมากกว่า ส่วนตัวไม่ค่อยเมนชั่นกับผลิตภัณฑ์ตัวอื่น”

ประเมินแล้ว ตัวเลขยอดขายมันลดลงไหม?
“ภาพที่ชัดที่สุดคือแบรนดิ้ง คือเราเป็นแบรนดิ้งที่ดีมากๆ อย่างที่เห็น เราปฏิวัติวงการจริงๆ มันไม่เคยเกิดเหตุการณ์แบบนี้มานานมากๆ ในวงการ คู่แข่งมีเยอะมากเลยที่ออกมาคล้ายๆ กัน พลิกหลังกล่องมาแล้วสูตรคล้ายๆ กันเลย แต่เราเข้าใจธุรกิจ เข้าใจทุกคนว่าเป็นยังไง แต่เราต้องขับเคลื่อนและผลักดันและโฟกัสที่ตัวเองมากกว่าความเสียหายมันคือแบรนด์ มูลค่าแบรนด์ของไบโอแอคทีฟมหาศาลนะ

ส่วนตัวไม่ได้อยากจะไปคอมเมนต์กับเรื่องพวกนี้มันเยอะ พอมันเกิดเรื่องมานั่งชี้แจงอะไร คือมันมีงานให้ทำเยอะมาก แต่ไม่ถึงกับว่าเครียดก็ปล่อยไปตามกระบวนการ”

อยากพูดถึงอะไรอีกฝ่ายไหม?
“ไม่ขอเมนชั่นแล้วกัน เมย์มองว่าเมย์โตมากแล้วการที่ใช้โซเชียลที่มันเป็นลบ ที่มันเป็นประเด็นไปเรื่อยๆ ส่วนตัวไม่ได้อยากจะทำ แต่โพสต์หนึ่งโพสต์ที่เมย์จำเป็น เพราะถ้าไม่ทำมันจะเกิดอีก ไม่ได้คิดถึงแต่ตัวเอง แต่คิดถึงวงการ คนจะต้องทำแบบนี้เหรอ ถ้าเป็นลูกเมย์ เมย์ก็จะเอามาตีแล้วก็อบรม ถ้าลูกเมย์ทำสิ่งนี้ เมย์จะไม่ปล่อยผ่านแน่ๆ ดังนั้นเรารู้สึกว่าเราต้องพูด คือตัดสินใจแล้วว่าข้ามไม่ได้”

เห็นจังหวะโยนกล่องหรือยัง?
“จังหวะโยนกล่องไม่น่ารัก ถามส่วนตัวคือไม่น่ารักเลย ไม่รู้จะพูดคำว่าอะไร แต่ว่าไม่น่ารักนะ มันด้อยค่ากันไปป่ะ เดี๋ยวหลังจากนี้อาจจะมีสรุปซักหนึ่งโพสต์ แต่ในส่วนตัวไม่ทำอะไรในเชิงลบ แต่เป็นสิทธิในพื้นที่ตัวเอง ชี้แจงในส่วนที่ผู้บริโภคอยากทราบ ไม่อยากไปกระทบอะไร แต่สิ่งที่มากระทบเรา เรามีหน้าที่ที่จะต้องปกป้องตัวเราและปกป้องแบรนด์และปกป้องคนอื่นๆ ถือโอกาสว่าตัวเองเป็นกระบอกเสียง อันนี้คือเป้าหมาย ทำงานมา 20 ปีแล้วทำมาหลายบริษัท เป็นหลายอย่างไม่เคยเจอแบบนี้”

ถ้าเค้าติดต่อมาเคลียร์ก่อนที่เรื่องจะไปถึงกฎหมายเรายินดีที่จะเคลียร์ไหม?
“ถ้าคิดจะติดต่อคงจะคิดคงจะติดต่อกันมาแล้ว คิดว่าน่าจะไม่ค่ะ คิดว่าเป็นกระบวนการทางกฎหมายไปดีกว่า”

ถามถึงเรื่องดิว อริสราตอนนี้เป็นยังไงบ้าง?
“น้องน่าจะพยายามหาตังค์อยู่ ก็ยังไม่ได้คืนค่ะ มันยังอยู่ในไทม์ไลน์หนึ่งปี ก็เห็นว่าโอเคแล้ว (ยังไม่ได้มีเงินก้อนอะไรมา?) ยังค่ะ ก็เหลือเท่าเดิม ตอนนี้ก็ 5-6 เดือนแล้วมั้ง คือในสัญญาหนึ่งปี คือบอกว่าจะผ่อน ทยอยเป็นงวดแหละ แต่จะมีระยะเวลาหนึ่งปี ซึ่งมันยังไม่เลย มันยังอยู่ในกรอบสัญญาว่าหนึ่งปี เรื่องนี้ก็เป็นเรื่องของทนายติดตาม แต่ได้ยินว่าน้องเค้าพยายามอยู่ รับนู่นรับนี่แล้วมาใช้พี่เมย์ก่อน อาจจะมีหลายทางคิดว่าเค้าน่าจะพยายาม การติดต่อกันก็เป็นทนายคุยกับทนาย”

ก็เป็นไปได้ว่าเค้าอาจจะมาก้อนเดียว?
“ก็เป็นไปได้เพราะว่ามันก็มีข้อกฎหมาย”

อยู่เรามีเผื่อใจไหม?
“คือไม่เผื่อค่ะ คือมันมีกรอบกฎหมาย เมย์เชื่อว่าน้องเค้าจัดการได้ แต่เค้าก็อาจจะคิดว่าอันไหนก่อน เราก็ให้พื้นที่ในการที่ในกรอบสัญญาไม่งั้นมันจะเป็นคดีความอาญาอีก ถ้าเราไม่ดำเนินมันจะเป็นปัญหา เพราะฉะนั้นมันเผื่อไม่ได้อยู่แล้ว เค้าจะต้องชำระ และเมย์ว่าในความสามารถ เมย์ว่าน้องทำได้ จะครบตอนเดือนเมษายน คือตอนนี้ก็ทำอย่างอื่นก่อน คือเรามีอย่างอื่นต้องทำ เรามีลูกเยอะ 500 กว่าคน พนักงานเยอะก็เลยต้องสู้ ตอนนี้ก็ไม่ได้คุยเลย แต่ไม่ได้มีปัญหานะ คุยได้เคลียร์หมดแล้ว แต่ตอนนี้ก็เห็นว่าน้องตั้งใจทำงานเราก็ไม่มีปัญหา”