ปลดล็อกแล้ว ‘เน๋ง ศรัณย์’ พิสูจน์ฝีมือการแสดงสำเร็จ ลบคำวิจารณ์ ‘เล่นไม่ดีก็กลับไปเป็นหมอ’
เรียกว่าเป็นนักแสดงอีกคนที่ใช้คำว่า ‘นักแสดงคุณภาพ’ ได้อย่างเต็มภาคภูมิ หลังจากที่ปีที่ผ่านมาเดินสายกวาดรางวัลนักแสดงนำชายยอดเยี่ยมจากซีรีส์ Good Doctor หมอใจพิเศษ มาครองแทบทุกเวที สำหรับ หมอเน๋ง ศรัณย์ ที่ล่าสุดมาร่วมงาน “More Energy to Move Body and Mind” ที่ The Lab, presented by ASICS SportStyle ณ ลาน Parade Square ชั้น G, One Bangkok ก็ได้เปิดใจถึงความรู้สึกเบื้องหลังความสำเร็จ การปลดล็อกครั้งสำคัญในชีวิตการแสดง
อยากให้พูดถึงปีที่แล้ว เพราะเป็นปีของเน๋ง รางวัลทุกเวทีกวาดมาหมด ความรู้สึกเป็นยังไงบ้าง?
“ก็ไม่ได้เยอะนะ ยืมนิ้วนับหน่อยดิ (ยิ้ม)”
ในฐานะที่เป็นด็อกเตอร์ แล้วก็ได้รับรางวัล ในฐานะที่เป็นนักแสดง?
“ผมเป็นนักแสดงตัวเล็กๆ คนนึงที่บังเอิญได้รางวัล ก็ดีใจ (ยิ้ม)”

เป็นไงบ้างกับความสำเร็จปีที่แล้ว มันค่อนข้างที่จะการันตีทุกอย่าง?
“จริงๆ ผมว่ามันปลดล็อกในฐานะอาชีพนักแสดงของผมนะ รู้สึกว่าเราได้ ความสำเร็จบางอย่าง ก่อนหน้านี้ผมอาจรู้สึกว่าเราเหมาะกับอาชีพนักแสดงหรือเปล่า เรามีสงสัยในตัวเองตลอด รู้สึกว่าหลายๆ คนบอกว่าเราเป็นหมออยู่แล้ว ถ้าแสดงไม่ได้ก็กลับไปเป็นหมอแล้วกัน มันก็มีหลายเสียงวิจารณ์ต่างๆ ที่เราเก็บมาเอาเป็นพลังบวกของเราเอาไว้บวกกับคนอื่น ไม่ใช่… (หัวเราะ) หมายถึงว่าเก็บมาเป็นพลังที่รู้สึกว่าถ้าเราจะทำอะไรสักอย่างจริงๆ เราก็ต้องทำให้เต็มที่”
สิ่งที่บอกว่าปลดล็อก มันใช้เวลานานไหมกับคำที่คนพูดถึงว่า ไม่ดีก็กลับไปเป็นหมอดีกว่า?
“เอาอย่างนี้ ไม่อยากเมนชั่นเลย มีผู้ใหญ่ท่านนึงที่เขาหวังดี เขารักผมมากๆ เขาบอกว่าเน๋งถ้ามาอยู่ตรงนี้แล้ว มีแต่คนมาวิจารณ์นู่นนี่ ไม่ต้องโดนด่าดีกว่า เขาหวังดีมากๆ สมัยก่อนตอนแรกๆ ที่ผมเริ่มเล่น ที่ยังเล่นแข็งๆ อยู่ ผมยอมรับว่าตอนนั้นเล่นไม่ดีจริง แต่ผมรู้สึกว่ามีโอกาสมาทำตรงนี้แล้ว ผมก็อยากชนะในเกมนี้เหมือนกัน รู้สึกว่าก็ปลดล็อกเรื่องนี้ ว่าเราก็ได้เป็นนักแสดงจริงๆ แล้วสักที”
มันท้าทายกับมิชชันนี้ยังไงบ้าง กว่าจะพิสูจน์ให้คนเห็นว่าเราก็เป็นนักแสดงได้?
“รู้สึกว่ามันก็ชนะตัวเอง ที่อดทนรอเวลา สั่งสมความรู้ ความพยายาม หรือสกิลของเรา จนอาจจะโชคดีที่ได้รับโอกาสได้เล่นเรื่องนี้พอดี แล้วบทมันดีมากๆ ขอบคุณทุกคนด้วย ขอบคุณพี่ผู้กำกับ พี่อ๊อฟ มณฑล ผู้กำกับ) ทีมทรู และทีมเมเนเจอร์ของเน๋งด้วย ที่ทำงานด้วยกันแบบซิงโครไนซ์มากๆ แล้วทำให้โปรเจกต์นี้เกิดขึ้นมา ดีใจมาก”

อะไรที่ทำให้เราอยากเป็นอาชีพนักแสดง ทั้งๆ ที่เรากลับไปเป็นหมอ รายได้มันก็ มั่นคงกับอาชีพนี้?
“ใหญ่ๆ เลยก็คือแม่ผมนะ ตอนเรียนจบผมคุยกับแม่ว่าอยากไปเรียนต่อเฉพาะทาง แต่พอดีไปแคสต์ช่องวัน แล้วช่องวันเรียกไปเซ็นตอนนั้น ก็เลยคุยกับแม่ว่าไม่ไปหรอก เพราะเราไม่มีสกิลด้านนี้ รู้สึกว่าไม่เก่ง บอกแม่ว่าอย่าไปเลย แต่พอคุยกับแม่ไปเรื่อยๆ เขาก็มีเหตุผล เขาบอกว่าลองดูสักปีนึงสิ จะได้สำรวจว่าลูกชอบหรือเปล่า ไม่งั้นลูกก็จะไม่ได้ลองไปตลอดชีวิต อาจจะติดอยู่ในใจเราที่ไม่ได้ลองทำ ก็ขอบคุณแม่มากที่ให้ความคิดนี้มา แล้วก็รู้สึกว่าโชคดีที่ได้ลอง”
อะไรที่เป็นพลังบวกที่ทำให้เราต้องสู้ในอาชีพนี้ ที่รู้สึกว่าลองมาสักตั้ง ลองมาเรื่อยๆ ทั้งๆ ที่บางคนรู้สึกว่าเรื่องแรกมันไม่ ยังประสบความสำเร็จ?
“พอมาเล่นเรื่องที่สอง ผมมาเจอความชอบของผมบางอย่างที่เกี่ยวกับวิชาชีพนักแสดง มันเป็นการที่เราได้มีโอกาสทำอะไรบางอย่างที่ชีวิตนี้เราน่าจะไม่ได้ทำแน่ๆ อย่างเช่น ผมเล่นภาตุฆาต รับบทเป็นพวกบ้ายานพาหนะ นึกออกไหม เล่นภาตุฆาตก็ได้ขับเครื่องบินรบ ซึ่งชีวิตนี้เราคงไม่ได้ทำ เพราะเราไม่ใช่ทหารอากาศ แต่เราได้เล่นเป็นทหารอากาศ ผมก็เลยรู้สึกว่าอันนี้มันเป็นครั้งหนึ่งในชีวิตของเรา ก็เลยชอบอาชีพนักแสดง”
เพราะอาชีพหมอมันคือคนละขั้วกันเลย? “ใช่ อาชีพหมอก็มีหลักเกณฑ์ของเขา มันไปในทางเดียว ไม่ได้ค้นหาอาชีพอื่น อย่างเช่นก็จะสังเกตว่าผมชอบหาบทที่แปลกๆแบบเราได้ไปเป็นเชฟบ้าง เป็นลูกนักการเมืองบ้าง ก็สนุกดี ผมชอบค้นหาอะไรพวกนี้”

อยากเป็นได้หลายๆ อาชีพ?
“ใช่ ผมชอบอยากเล่นสายอาชีพ”
ในวันที่เราเป็นนักแสดงแล้วมีรางวัลการันตี พูดกับตัวเองหน้ากระจกยังไงบ้าง ?
“เฮ้ย กูก็ใช้ได้เหมือนกันนะ (หัวเราะ) รางวัลมันก็เป็นความสำเร็จนึง แต่จริงๆ แล้วทุกคนสู้กันมาเยอะมากๆ โอเคเน๋งอาจจะได้อะไรเป็นชิ้นเป็นอันในปีที่แล้วหลายอย่าง แต่มีนักแสดงรุ่นเดียวกันที่มีความเก่งไม่ต่างจากเรา หรือเก่งกว่าเราอีก ที่เขายังไม่ได้โอกาสที่จะได้บทมาล่ารางวัล ก็อยากจะให้ทุกคนฝากติดตามเพื่อนๆ นักแสดงคนอื่นด้วยที่เขาก็สู้เหมือนกัน”
แล้วแม่ว่ายังไงบ้าง ตอนที่เราได้รางวัล?
“ดีใจ เขาร้องไห้เลย ตอนรับนาฏราช คือผมไม่เห็น เพราะว่าผมรับอยู่ แต่เขาดูทีวีเขาเปิดวนอยู่อย่างนั้นทั้งอาทิตย์ เขาก็เปิดหาตามโซเชียล (แล้วเรารู้ได้ไงว่าแม่ร้องไห้?) น้องบอก”
แล้วเน๋งร้องไห้ไหม?
“ก็ซึมๆ นะ แต่ผมก็ไม่ค่อยอยากร้องไง ตอนลงมาจากเวทีก็กอดกับผู้จัดการ ผู้จัดการผมร้องไห้”

แล้วอยากบอกอะไรกับผู้ใหญ่ที่เขาบอกให้ทิ้งการเป็นดารา?
“ไม่ๆๆ เขาไม่ได้บอกให้เราทิ้ง เขาก็ยัง ซัพพอร์ตเราเสมอนะ แม้แต่ตอนนี้เขาก็ยัง ซัพพอร์ตเราอยู่เสมอ ผมรักเขามาก อย่าไปรู้เลยว่าเขาคือใคร แต่ว่าผมรักเขามากแล้วก็ขอบคุณมากๆ ที่ทำสิ่งนั้นผมก็บอกเขานะว่าสิ่งที่พี่พูดมันทำให้ผมมีแรงขึ้นมากๆ เลยที่จะทำอะไรตรงนี้ เขาบอกว่าเขาไม่คิดว่าผมจะคิดอีกแบบนึง แต่เขาเป็นห่วงผมแหละ เขาดีใจกับผมมาก เขาร้องไห้ด้วย เขาซึ้งมากๆ เหมือนพี่ๆทีมงานที่เห็นผมตั้งแต่เด็กๆ เขาก็เหมือนส่งหน้าตัวเองที่ร้องไห้ที่ดูตอนนั้น”
แล้วการรับงานจะมีการคัดกรองมากขึ้นไหม หรือยากขึ้นไหมในการทำงานอีกขั้นนึง?
“ผมว่ามันก็เหมือนเดิมนะ แต่อาจจะด้วยความที่เวลามีจำกัด เพราะผมอยากให้งานทุกชิ้นออกมาดีเสมอ เรามีประสบการณ์แล้วว่ารับงานซ้อนมันไม่ดี (หัวเราะ) ก็เลยจะพยายามรับทีละโปรเจกต์ เน้นทำให้มันเข้มข้นจริงๆ ให้มันดีจริงๆ เพราะคิดว่าประเทศไทยต้องการงานคุณภาพขึ้นมากๆ ตัวเองก็ต้องปรับตัวให้เน้นกับมันมากๆ ทุกงานครับ”
เราชอบทรงไหนในการแสดง?
“ตอนนี้ผมอยากเล่นสืบสวนสอบสวนอะไรอย่างนี้”
ทำไมถึงรู้สึกว่าอยากจะเล่นแนวสืบสวนสอบสวน?
“ผมว่ามันเป็นอะไรที่คาดเดาไม่ได้ หมายถึงคนดูคาดเดาไม่ค่อยได้ว่าเดี๋ยวต่อไปจะเกิดอะไรขึ้น ตัวละครก็จะมีมิติมากขึ้น ซึ่งก็กำลังจะได้เล่นนะ เขาโปรโมตเปิดตัวงานวันสนั่นจอกันทั่วหล้า ม่อนเมิงมาง ขอฝากด้วยนะครับ”

ธุรกิจเป็นไงบ้าง มีผลกระทบอะไรไหม?
“ตอนนี้ยังไม่มีผลกระทบที่ชัดเจนนะ คิดว่าก็มีแหละเกี่ยวกับเรื่องโลจิสติกส์ ด้วยสถานการณ์ต่างๆ ก็ต้องบาลานซ์ ต้องคาดการณ์ให้ดี อย่าให้มีของเสีย แต่เรื่องขนส่งก็คงควบคุมไม่ได้แหละ ก็ต้องตามนั้น
อย่างตัวเราเองในฐานะ CEO เราต้องตั้งรับกับมันยังไง?
“คิดว่าเราต้องคาดการณ์ให้แม่นขึ้นในเรื่องของ MOQ หรือของผลิตต่อวันมันเป็นของที่เสียได้ เพราะฉะนั้นเราก็ต้องคาดการณ์ให้แม่นขึ้นต่อวัน อย่าให้มีของเสียเหลือเยอะ เรื่องแพคเกจจิ้งต่างๆ อาจจะต้องหา แหล่งที่มาในประเทศมากขึ้น ตอนนี้มีคุยๆ อยู่ เรื่อง R&D ทำเองอยู่แล้วไม่เป็นไร แต่เรื่องแพคเกจจิ้ง เรื่องขนส่งเป็นเรื่องหลัก ก็พยายามรับมือ ประคองๆ ให้ลูกค้าได้กินของดีๆ แล้วราคายังน่ารักอยู่ครับ”
อย่าง Hato ยังไม่มีผลกระทบเรื่องยา?
“ผมว่าเริ่มมีแล้ว เพราะตอนนี้ดีลกับซัพพลายเออร์ การสั่งยาจะเป็นรอบๆ ไตรมาส ไตรมาสแรกเราคาดการณ์ไปแล้ว ไตรมาสสอง สาม สี่ อาจจะมีต้นทุนที่เพิ่มขึ้น ก็ต้องรอดูกันไป แต่ Hato ก็ยังตรึงราคาไว้เหมือนเดิม (ประคองตัวได้อยู่?) เพราะเรารู้สึกว่ายังพอแบกรับได้อยู่ ไม่อยากให้เจ้าของต้องมาจ่ายแพงขึ้นด้วย”


