‘เส้นตาย สายลวง’ ภาพยนตร์สะท้อนสังคม ตีแผ่ภัยคุกคามในยุคดิจิทัล
ในยุคที่แก๊งคอลเซ็นเตอร์ระบาดหนัก และมีผู้เสียหายตกเป็นเหยื่อสูญเงินกันไปเป็นจำนวนมาก เส้นตาย สายลวง ของทาง Netflix จึงไม่ใช่เพียงแค่ภาพยนตร์ที่มาสร้างความบันเทิงเพียงอย่างเดียว แต่ยังเป็นการหยิบยกประเด็นใกล้ตัวที่สุดในยุคนี้มาตีแผ่ด้านมืดของสังคม ผ่านฝีมือการแสดงของ มิว นิษฐา จิรยั่งยืน, เอสเธอร์ สุปรีย์ลีลา, นิ้ง ชุติมา มะโหลกุล, ท็อป ทศพล หมายสุข และ เปา เปาวลี พรพิมล มาร่วมประชันบทบาทกันอย่างเข้มข้น ภายใต้การกำกับของ โดม สิทธิศิริ มงคลศิริ และ คงเดช จาตุรันต์รัศมี

ทั้งนี้เมื่อมีโอกาสได้พูดคุยกับเหล่านักแสดงนำ เส้นตาย สายลวง ที่ได้เจาะลึกเบื้องหลังการถ่ายทำภาพยนตร์เรื่องนี้ที่เต็มไปด้วยการเตรียมตัวอย่างหนักหน่วง เพื่อสะท้อนความจริงอันโหดร้ายของภัยคุกคามในยุคดิจิทัล และการเตรียมตัวอย่างหนักของนักแสดงกับบทบาทที่ได้รับเพื่อให้ได้ความสมจริงมากที่สุด
โดย ท็อป ทศพล ผู้รับบท อู๊ด หัวหน้าแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ได้ทำการรีเสิร์ชและพูดคุยกับอดีตคนที่เคยทำงานในรังสแกมเมอร์ที่หนีรอดออกมาได้
“ตอนออกมาก็ขาแข้งหัก หน้าตาก็ใช้คำว่าบาดเจ็บ บางคนก็สาหัส ออกมาเพิ่งจะหายดีได้ไม่นาน คนที่ผมไปสัมภาษณ์คนนึงคือ แผลเป็นเพิ่งจะสมานเอง แบบยังเป็นรอยอะไรอย่างนี้อยู่เลย ก็ได้เห็นว่าจริงๆ แล้วมันมีแรงขับเคลื่อนของแต่ละคน แตกต่างกันไป”
“พอได้ไปคุยกับคนจริงๆ มันจะมีคนที่สมัครใจ คนที่ไม่สมัครใจ คนที่ไม่รู้โดนหลอกไป หรือคนที่ไปแล้วไปค้นพบตัวเองที่นั่นก็มีเหมือนกัน”
“อย่างอู๊ดเนี่ย แรงขับเคลื่อนด้วยการที่ไปโดนหลอกแล้วดันไปค้นพบตัวเองว่าฉันทำสิ่งนี้ได้ดี แล้วก็ด้วยเบสพื้นฐานของตัวอู๊ดเอง ไม่ได้เป็นคนที่มีการศึกษาสูงเท่าไหร่ พอวันนึงไปทำงานตรงนี้แล้วเราสามารถหลอกคนที่มีการศึกษา เป็นทนาย เป็นหมอ เป็นเจ้าคนนายคน เป็นคนที่ยิ่งใหญ่ที่เราเคยมองว่าอยู่คนละชั้น แล้วเราหลอกได้ นั่นน่าจะเป็นจุดเมนพอยต์ของอู๊ดที่นี่แหละ คือเราเจอตัวเองละ”

นอกจากนี้ ท็อปยังต้องเตรียมมายด์เซ็ตเพื่อให้เข้าใจวิธีการเอาตัวรอดและการทำงานของคนกลุ่มนี้ “เขาไม่ได้มองว่าสิ่งนี้มันคือความผิด มันคืออาชีพ เขามองว่ามันเป็นระบบเลย”
“ตอนที่มีบทนี้ยื่นเข้ามา ผมรู้สึกว่านี่เป็นบทนึงที่มันมีความเป็นมนุษย์สูงมากๆ เพราะว่าคนเราไม่มีใครเอนไปทางใดทางหนึ่ง หรือไม่มีใครทำอะไรโดยที่ไม่มีจุดกำเนิดหรือเหตุผล การที่จะโตมาเป็นคนแบบนี้หรือการเป็นคนแบบนี้ มันมีจุดเริ่มต้นของมันทั้งหมด แล้วอู๊ดเป็นอีกหนึ่งคนที่ทำมันกลมๆ เทาๆ มันทำไปเหมือนคนที่ออกไปทำงานกินเงินเดือนเลี้ยงครอบครัว คือเหมือนกันเลย เป้าหมายคือการเลี้ยงครอบครัวและมีชีวิตที่ดีขึ้น ไม่ต่างจากแวววาว (นิ้ง ชุติมา) ที่อยากจะขายของออนไลน์ดูแลอาม่าให้ดี ผลักชีวิตตัวเองให้ไปอยู่ในจุดที่ดีขึ้น แต่ที่มาหรือทางเดินมันต่างกันแค่นั้นเอง วิธีการมันต่างกัน อู๊ดยังมีความอำมหิตบางอย่างที่มันยืนอยู่บนพื้นฐานของความมุ่งมั่นและตั้งใจทำสิ่งนี้มากๆ เชื่อว่าสิ่งที่ทำแล้วทำให้ชีวิตตัวเองดีมากๆ ระบบเราจะทำกันแบบครอบครัว เราจะไปโกงเงินคนแบบครอบครัวกัน มันมีความเป็นมนุษย์ในหลายๆ มุมอยู่ มีความกลัว มีการรักครอบครัว มีเสียใจ มีมุ่งมั่น มีไฮป์คน “เชื่อกูดิ ทำแบบนี้แล้วมันจะดี”

ทางด้าน เปา เปาวลี ที่รับบท ยุ้ย แม่ลูกอ่อนที่ชีวิตเข้าตาจนจนต้องเข้าสู่วงการสแกมเมอร์เพื่อหาเงินเลี้ยงลูก ในตอนที่เริ่มถ่ายทำภาพยนตร์เรื่องนี้ เธอเพิ่งคลอดลูกได้เพียง 4 เดือน ซึ่งทำให้เธออินกับบทบาทนี้อย่างลึกซึ้ง โดยเฉพาะในฉากที่ต้องเข้ากับเด็กทารก
“ฉากแรกจำได้เลยว่ามันเช้ามาก แล้วเบบี๋ก็มาแต่เช้าเลย แล้ว 5 4 3 2 เบบี๋ร้องไห้แบบร้องไห้เลย แล้วพอเราเห็นแบบเนี้ยน้ำตาความเป็นแม่อ่ะ คือแบบไม่ได้ ฉันจะต้องทำเพื่อลูก คือมันเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เรารู้สึกเข้าใจในความเป็นยุ้ย”

“เราก็ได้ไปเรียนรู้เกี่ยวกับฝั่งสแกมเมอร์ ได้คุยกับคนจริงๆ ที่ได้เข้าไปทำงาน แล้วมีความรู้สึกว่า สแกมเมอร์ในยุคนี้ มันเหมือนเงาตามตัวพวกเรา มันเหมือนวิญญาณที่คอยตามพวกเรา ถ้าเกิดพวกเราไม่มีสติ หรือพวกเราพลาดพลั้งตรงไหน มันพร้อมที่จะขยี้เราให้หมดตัวได้ ก็มีความรู้สึกว่า ทุกๆ วันนี้ ไม่ว่าอะไรก็แล้วแต่ สายที่โทรมา หรือข้อความที่ส่งมา ให้บอกตัวเองไว้ทุกครั้ง ให้มีสติว่า มันไม่ใช่ของจริง จะอะไรก็แล้วแต่ก็คือ พอเราได้ไปศึกษา คนที่ทำงาน มันคืออาชีพเขา แล้วเขามีการประชุมทุกๆ วันว่าเขาจะหลอกอะไรเรา แล้วเขาเปลี่ยนไปเรื่อยๆ ก็อยากบอกว่าให้ทุกคนคอยอัพเดตตลอดเวลาว่า ตอนนี้เขาเปลี่ยนไปในแนวทางไหน หลอกเราไปถึงไหนแล้ว มันอาจจะไม่ใช่เกมเดิมๆ ก็ได้ มันอาจจะเปลี่ยนเกมไปอย่างอื่นก็ได้”

ข้ามมาที่ฝั่งของตัวละครหญิงที่ตกเป็นเหยื่อของแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ที่แสดงโดย มิว นิษฐา ที่กลับมารับเล่นภาพยนตร์อีกครั้งในรอบ 3 ปี ในบท อร ตัวแทนของชนชั้นกลางที่ถูกหลอกจนสูญเสียเงินเก็บของครอบครัว ทำให้เธอต้องตัดสินใจก้าวข้ามเส้นศีลธรรมเพื่อทวงคืนความยุติธรรมกลับมา
“หลังจากที่มิวไม่ได้เล่นมาสัก 3 ปีได้แล้ว เราก็คิดถึงการกลับมาทำภาพยนตร์ แล้วตอนนั้นพอมีเรื่องนี้เข้ามา เรารู้สึกว่ามันเป็นเรื่องที่มันรีเลตกับยุคปัจจุบัน ก็คือเรื่องของสแกมเมอร์ คอลเซ็นเตอร์ แล้วก็เป็นเรื่องที่สามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคน ไม่ว่าจะอายุเท่าไหร่ ชนชั้นอะไร ทำงานอะไร”
“ด้วยตัวละคร อร เองมันเป็นตัวละครที่มีความน่าสนใจมากๆ คือตัวเขาเองเขามีจุดที่จะข้ามเส้นไป เพราะฉะนั้นจะเห็นตัวละคร อร ค่อนข้างจะมีการปรับบทบาทไปเยอะเหมือนกัน จากเริ่มที่เป็นแค่แม่ที่ดูแลลูกดูแลครอบครัว ก็จะมีจุดนึงที่อรจะต้องข้ามผ่านเส้นเรดไลน์อันนี้เหมือนกัน มิวว่ามันเป็นบทที่ท้าทาย”

เมื่อพูดถึงฉากแอ็กชั่นสุดเดือดที่ต้องขับรถชนกันจริงๆ มิวเล่าถึงความเหนื่อยล้าแต่กลับรู้สึกสะใจในการทำงานฉากนี้ว่า “ตอนถ่ายก็แดดร้อนมากแบบอยู่บนรถตลอด คือจริงๆ แล้วมันเป็นฉากที่เหนื่อยมาก แต่ว่าเป็นฉากที่ส่วนตัวมิวรู้สึกว่ามันสนุก มันสะใจมาก คือแค่อ่านบทก็รู้สึกว่า เฮ้อ จะทำยังไงดีกับฉากนี้ แต่พอถึงวันถ่ายจริงๆ เฮ้ย มันสนุกเว้ย มันแบบมันส์ดี”
ซึ่ง ท็อป ทศพล ก็ได้เล่าถึงความดุเดือดของมิวในฉากนี้ที่ทำให้เขาประทับใจสุดๆ เช่นกัน “ผมเห็นพี่มิวสบถคำหยาบออกมาต่อหน้าต่อตาผม แล้วแบบยกนิ้วใส่ผม แบบสุด แบบโห มิว นิษฐา สุดยอดอ่ะ ผมว่าผู้ชายทั้งประเทศไม่มีใครโดนมิวทำ ผมโดนคนแรก”

อีกหนึ่งเหยื่อที่สูญเสียทุกอย่างคือ เอสเธอร์ สุปรีย์ลีลา ในบท ฝ้าย นักกายภาพบำบัดที่โดนหลอกจนหมดตัว ฝ้ายเป็นเหมือนตัวแทนของคนที่เคยเชื่อมั่นในระบบ แต่เมื่อระบบพึ่งพาไม่ได้ เธอจึงต้องก้าวออกจากเซฟโซน
“พอเห็นคนที่เป็นเหยื่อเหมือนกันมันกลายเป็นเปิดตาฝ้ายให้สว่างขึ้นว่า เฮ้ย เราอาจจะเป็นกลุ่มนึงที่สามารถยืนหยัดและสู้ด้วยตัวเองเพื่อทวงชีวิตตัวเองกลับคืนมาได้ มันเลยทำให้เขาเปลี่ยนมุมมองในการใช้ชีวิต จากคนทำงานรอรับเงินเดือน คอยเซฟเงินผ่อนคอนโด ทำให้เขากล้าที่จะเปลี่ยนความคิดและก้าวออกจากเซฟโซน”

แม้เนื้อหาภาพยนตร์จะหนักหน่วงและเต็มไปด้วยความกดดัน แต่การทำงานหลังกล้องกลับราบรื่นและเต็มไปด้วยความเป็นมืออาชีพ เอสเธอร์เล่าถึงบรรยากาศในกองถ่ายว่า
“เป็นการทำงานที่สนุกมากๆ แล้วก็การทำงานแทบจะราบรื่นมาก ซึ่งเป็นเรื่องที่ยากมากแต่แปลกว่ามันราบรื่นมากๆ จนไม่ทันได้เตรียมใจว่า ฮะ เตรียมใจมาหนักมากๆ คิดว่ามันจะต้องแบบโอ้โห ยุ่งยากเยอะ แต่กลับกลายเป็นเรื่องที่ยากเป็นงานที่ทำแล้วเรียบง่ายแล้วก็มีความสุขที่สุด”
“รู้สึกได้รับเกียรติมากๆ ที่ได้ร่วมกับโปรเจกต์นี้นะคะ แล้วก็ยิ่งทำงานกับพี่เดชพี่โดม รู้สึกว่าเหมือนไปโรงเรียนใหม่ๆ ได้สกิลใหม่ๆ ลักษณะการทำงานใหม่ๆ แล้วก็ได้เรียนรู้อะไรใหม่ๆ จากพี่โดมกับพี่คงเดชเยอะมากๆ”

สำหรับนักแสดงหน้าใหม่อย่าง นิ้ง ชุติมา ในบท แวววาว เด็กสาวที่ถูกสแกมเมอร์หลอกเอาเงินเก็บที่อาม่าทำงานขายเต้าหู้มาทั้งชีวิตและเงินเก็บของตัวเองไปจนหมด ด้วยความแค้นนี้ก็เลยผลักดันให้ไปร่วมมือกับอรและหมอฝ้าย เพื่อที่จะทวงเงินคืนมา โดยเจ้าตัวเผยว่าต้องทำการบ้านอย่างหนักเพื่อปรับพฤติกรรมและคำพูดให้เป็นเด็กที่ต้องปากกัดตีนถีบ
“หนูเคยขอให้ผู้จัดการพาแว้นมอเตอร์ไซค์ไปในพื้นที่ที่คิดว่าน่าจะเป็นสิ่งแวดล้อมเดียวกับที่แวววาวเขาอยู่ ก็ไปเจอคนตะโกนข้ามกันแบบ ‘เฮ้ยๆๆ’ เราก็เก็บพวกดีเทลท่าทาง คำพูดคำจาของเขามาลองอะแดปต์ดู”
“ตัวแวววาว ค่อนข้างต่างกับคาแรกเตอร์จริงๆ ของหนู แล้วก็ด้วยความที่เป็นหน้าใหม่ เราก็พยายามทำการบ้านเยอะๆ ในส่วนของการแสดงก็จะมีแอ็กติ้งโค้ชเขาคอยให้คำแนะนำ แล้วก็คอยบอกว่าเราจะต้องเป็นแวววาวยังไง และมีพี่เดช พี่โดม คอยไกด์ในมุมมองของความเป็นเหยื่อ ให้ตัวแวววาวมันมีความแค้นที่แบบแรงผลักดันให้มันเข้มข้นมากขึ้น”

นอกจากคาแรกเตอร์แล้ว นิ้งยังต้องเผชิญกับฉากแอ็กชั่นปีนตึกสุดหินทั้งที่ตัวเองก็แอบกลัวความสูง “เดิมทีหนูก็พอจะทราบตอนที่แคสต์ค่ะ ว่าเขาก็มีถามมาว่า ‘น้องกลัวความสูงไหม’ หนูก็แบบ ‘สูงแค่ไหนหรอ’ ก็ไม่น่าจะสูงมากเนาะ พออ่านบทจบ ‘โอ้ ตายแน่’”
“ตัวละครของแวววาว คิดว่าเป็นตัวแทนของเด็กรุ่นใหม่ ที่มีความก้าวหน้านิดนึง จริงๆ ถ้าดูปูมหลังของตัวละครแวววาวที่เห็นจากในหนังได้ คือแวววาวเป็นเด็กนักเรียนเรียนดีมาก่อน แล้วมีช่วงนึงที่เขาเกิดการตั้งคำถามกับระบบสังคมบางอย่างแล้วต่อต้านมัน จนสุดท้ายโดนสังคมต่อต้านกลับจนทำให้หมดอนาคต เหมือนทุกคนและโลกหันหลังให้ เขาก็เลยหมดศรัทธากับคนรอบตัว ทำให้มีความเชื่อมั่นในตัวเอง ผลักดันตัวละครไปในทางที่ต้องพึ่งตัวเอง คอยเชียร์อัพตัวเองว่าต้องพึ่งตัวเองนะ คิดว่าน่าจะถ่ายทอดออกมาในตัวละครที่สื่อถึงคนที่ต้องปากกัดตีนถีบระดับนึง ต้องดิ้นรน มันเลยทำให้ตัวละครนี้พร้อมที่จะข้ามเส้นไปตลอด พร้อมที่จะพุ่งไปข้างหน้า พร้อมที่จะลุยแม้ว่าจะต้องตายก็ยอม เพราะเหมือนชีวิตเขาไม่มีอะไรจะเสียแล้วประมาณนั้น”

สุดท้ายนี้นักแสดงทุกคนหวังว่าภาพยนตร์เรื่องนี้จะเป็นเครื่องเตือนสติสังคม พร้อมฝากถึงคนรอบข้างเหยื่อว่า ผู้สูญเสียเงินไม่ได้ทำอะไรผิด พวกเขาเพียงแค่ตกเป็นเหยื่อ สิ่งสำคัญคือคนรอบข้างต้องคอยปลอบประโลมและดูแลจิตใจกันและกัน
เส้นตายสายลวง จึงไม่ใช่เพียงภาพยนตร์สะท้อนสังคม แต่มันคือเสียงเตือนภัยว่า สติ คือเกราะป้องกันเดียวที่จะช่วยให้เรารอดพ้นจากภัยร้ายที่แฝงตัวมาในยุคดิจิทัล





