หน้าแรก บันเทิง อาศรม มิวสิก ...

อาศรม มิวสิก ‘อุ้ยแปง โนจา’ ศิลปินชาวบ้านผู้ยิ่งใหญ่ โดย:สุกรี เจริญสุข

30.05.17 | 12:40 น.

อุ้ยแปง โนจา เป็นศิลปินชาวบ้าน เกิดเมื่อปี พ.ศ.2444 ที่จังหวัดลำพูน เมื่อ
ปี พ.ศ.2536 ได้รับรางวัลผู้มีผลงานดีเด่นทางด้านวัฒนธรรม (เล่นพิณเปี๊ยะ) และท่านได้เสียชีวิตเมื่อปี พ.ศ.2537 ที่จังหวัดเชียงราย
อุ้ยแปง โนจา เป็นผู้เฒ่าที่ยิ่งใหญ่ เป็นผู้สืบทอดการเล่นให้พิณเปี๊ยะดำรงคงอยู่ได้ เป็นศิลปินชาวบ้านที่เล่นพิณเปี๊ยะ ทั้งบทเพลงและเครื่องดนตรี ซึ่งประมาณว่าเป็นเครื่องดนตรีพื้นบ้านที่กำลังจะล้มหายตายจากไปจากสังคมไทยแล้ว

อุ้ยแปง โนจา หวนกลับมามีชื่อเสียงอีกครั้งหนึ่งเมื่อลูกศิษย์ลูกหาผู้สนับสนุนและส่งเสริมด้านดนตรีพื้นบ้าน ได้ยกย่องอุ้ยแปง โนจา ขึ้นเป็นครูพิณเปี๊ยะหัวแถว ช่วยกันรณรงค์รักษาพิณเปี๊ยะให้คงอยู่ จนกระทั่งอุ้ยแปง โนจา ได้รับรางวัลผู้มีผลงานดีเด่นทางด้านวัฒนธรรม สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ

บรรดานักวิชาการทางวัฒนธรรม นักศึกษาที่สนใจดนตรีทั้งหลาย ต่างก็หันมาสนใจบันทึกเรื่องราวของพิณเปี๊ยะ ฝึกหัดเล่นพิณเปี๊ยะ จนมีผู้สืบทอดผลงานเพลงของพิณเปี๊ยะ ทำเครื่องดนตรีพิณเปี๊ยะขึ้นมาเล่น ชุบชีวิตเครื่องดนตรีพิณเปี๊ยะจนเป็นที่รู้จักแพร่หลาย
พิณเปี๊ยะเป็นเครื่องดนตรีสายเดี่ยว โดยปรัชญามีความเชื่อว่า “เสียงน้อย กิเลสน้อย เสียงมาก กิเลสมาก” เพราะเมื่อเป็นพิณสายเดี่ยว มีลำโพงเป็นกะลา ใช้หน้าอกผู้เล่นเป็น
กล่องขยายเสียง สามารถผลิตเสียงได้จำกัดอยู่แล้ว เพียงแต่เขาต้องการเสียงแค่นั้น ไม่ต้องการเสียงของความวุ่นวาย ไม่ต้องการเสียงที่รกรุงรัง

แต่ต้องการเสียงที่เป็นความเงียบ นิ่ง สงบ เยือกเย็น และมีพลัง ออกมาจากจิตใจของผู้เล่นที่เชื่อว่า “เสียงใสใจสะอาด” ซึ่งมีเครื่องดนตรีเวียดนามที่ยังเล่นอยู่ในปัจจุบัน

Advertisement

จากการถอดเทปเสียงพูด คำให้สัมภาษณ์ของศิลปินใหญ่ “ถวัลย์ ดัชนี” เมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2538 ซึ่งเป็นวันประชุมคณะกรรมการจัดงานพระราชทานเพลิงให้กับ
อุ้ยแปง โนจา ที่ห้องประชุมศาลากลางจังหวัดเชียงราย โดยมีบุคคลสำคัญบรรยายครั้งนั้น (ถวัลย์ ดัชนี นคร พงษ์น้อย จรัล มโนเพ็ชร) ในเรื่องของพิณเปี๊ยะและอุ้ยแปง โนจา ก่อนที่จะจุดไฟประชุมเพลิงในงานพระราชทานเพลิงของอุ้ยแปง โนจา (11 มีนาคม 2538) ต่อไปนี้เป็นคำพูดของถวัลย์ ดัชนี ที่ได้พูดในวันนั้น

“ผมเคยได้ยินเสียงดนตรีนี้ครั้งแรกที่โอเปร่าเฮาส์ (Opera House) ที่ประเทศเดนมาร์ก เมื่อประมาณ 25 ปีก่อน (พ.ศ.2513) ผมฟังด้วยความฉงน เพราะมีเสียงที่วิเศษมาก เป็นเสียงที่พร่างพราย กังวาน สงบ และสง่างามที่สุด เป็นเสียงที่สะท้อนมาจากหน้าอก มาจากกล่องดวงใจ พิเศษกว่ากีตาร์หรือฟลุต ผมถามทุกคนที่นั่นว่า นี่คือเสียงดนตรีอะไร เป็นของชาติไหน คำตอบที่ได้รับ ทำให้ผมเกือบล้มทั้งยืน คุณไม่รู้จักเลยหรือ นี่คือเสียงดนตรีพิณเปี๊ยะ มาจากประเทศไทย จากการสอบถามทราบข้อมูลเพียงสั้นๆ ว่านักดนตรีอัจฉริยะผู้นั้นตาบอด

ผม (ถวัลย์ ดัชนี) เดินทางกลับประเทศไทย พยายามไต่ถามข้อมูลจากสยามสมาคม ปรากฏว่าไม่มีใครรู้จักพิณเปี๊ยะ รู้จักแต่ขนมเปี๊ยะ

ผมกลับไปประเทศเดนมาร์ก ขอเทปเขามาเปิดให้ลูกศิษย์ที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ฟัง อาจารย์ประสิทธิ์ เลียวสิริพงศ์ ซึ่งเคยสอนอยู่ที่ราชภัฏเชียงรายช่วยสืบหา ภายหลังทราบว่า คนเล่นพิณเปี๊ยะดังกล่าวตายแล้ว แต่ยังเหลืออีกคนที่เล่นพิณเปี๊ยะได้ อยู่ที่เชียงราย ชื่อ นายแปง โนจา

ได้ไปสืบหาพบอยู่บ้านเล็กๆ ที่มีสภาพเกือบไม่เป็นบ้าน อยู่ข้างศาลากลางจังหวัดเชียงราย แกกำลังนั่งสานเข่งสานตะกร้าอยู่ บอกว่าเคยเล่นเมื่อ 70 ปีก่อน ปัจจุบันมือเล่นไม่ไหว หัวพิณเปี๊ยะซุกอยู่ใต้เตียง ตัวพิณลูกชายเอาไปทำด้ามมีดแล้ว หัวพิณเป็นรูปนกหัสดีลิงค์ ผมขอร้องให้แกหยุดงานอื่น โดยผมจะจ่ายค่าแรงและค่าใช้จ่ายอื่น แทนการสานเข่ง ตะกร้า หาทางทำพิณเปี๊ยะขึ้นมาใหม่

หลังจากนั้น พิณเปี๊ยะจึงกลับฟื้นคืนชีวิตขึ้นมา ให้ความสุนทรีย์แก่ผู้สดับได้อีกครั้งหนึ่ง แต่ช่วงนั้นอุ้ยแปง โนจา เล็บไม่มี ดีดพิณเปี๊ยะไม่ได้ (เพราะไปสานเข่งสานตะกร้า) ต้องรอเล็บงอกระยะหนึ่ง การดีดที่ถูกต้อง ต้องดีดกระชากออกไป ภาษาเหนือเรียกป๊อก

อุ้ยแปง โนจา ฝึกฝนฟื้นฟูอยู่ 5 ปี อาจารย์ประสิทธิ์ เลียวสิริพงศ์ ได้รับการ
ถ่ายทอดมาบ้าง ท่านเล่นให้เราฟังในคอนเสิร์ต “ชาวเขายามตะวันลา” คนฟังสนเท่ห์มาก ดนตรีอะไรไม่เคยพบ ไม่เคยได้ยินมาก่อน เป็นความเงียบ สงบ ถ้านั่งฟังอย่างมีสมาธิจึงจะวิเวกเกิดสาระอุดม

ผม (ถวัลย์ ดัชนี) คิดอยู่ในใจว่า เป็นดนตรีเทพเจ้า เสียงที่ดังออกมาไพเราะ เยือกเย็น และวิเศษสุด สะท้อนมาจากกล่องของหัวใจ จากผนังหน้าอกของผู้ดีดโดยแท้… ท่านที่ปรารถนาจะฟังว่าเสียงเป็นอย่างไร ไพเราะขนาดไหน คงต้องฟังจากเทปที่คุณจรัล มโนเพ็ชร บันทึกไว้ ในนั้นมีเสียงอุ้ยแปงอยู่ มีเพลงปราสาทไหว ฤๅษีหลงถ้ำ และเพลงอื่นๆ อีกหลายเพลง”

เมื่อปี พ.ศ.2500 อาจารย์กมล เกตุสิริ เป็นนักโบราณคดี เป็นนักดนตรี (สมัครเล่น) ทำงานอยู่กรมศิลปากร ดูแลพิพิธภัณฑ์ที่ลพบุรี ท่านเขียนเล่าว่า “ผมใช้เวลาว่างจากราชการในหน้าที่ ศึกษาค้นคว้าเพลงดนตรีและศิลปะการแสดงพื้นบ้านของไทยเป็นงานอดิเรก งานอดิเรกของผมนี้ เป็นที่สนใจของนักวิชาการชาวอเมริกันเป็นอันมาก รัฐบาลสหรัฐอเมริกาจึงเชิญผมไปแสดงปาฐกถาเกี่ยวกับงานอดิเรกนี้ มาทางกระทรวงวัฒนธรรม ซึ่งจอมพล ป. พิบูลสงคราม ผู้รักและโปรดปรานผมอยู่ จึงอนุญาตให้ผมไปสหรัฐอเมริกา ในโครงการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมระหว่างประเทศไทยและประเทศสหรัฐอเมริกา…”

ครั้งนั้น อาจารย์กมล เกตุสิริ ได้ไปดีดพิณเปี๊ยะ ที่พิพิธภัณฑ์สมิทโซเนี่ยน กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. เมื่อกลับมาถึงเมืองไทย ก็ถูก (อธิบดี) บีบให้ออกจากราชการ เพราะไปถอดเสื้อเล่นพิณเปี๊ยะ เป็นเรื่องของคนป่าเถื่อน ไม่มีวัฒนธรรม ไปทำพฤติกรรมเช่นนี้ให้ชาวต่างประเทศดู ถือว่าสร้างความอับอายขายหน้าแก่ประเทศไทยอย่างมาก เมื่อได้ลาออกจากราชการ (กรมศิลปากร) ประกอบอาชีพหลักเป็นมัคคุเทศก์อิสระ นำชาวต่างชาติชมโบราณสถานของไทย กระทั่งเสียชีวิต (พ.ศ.2533)

นี่อาจจะเป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้พิณเปี๊ยะสูญพันธุ์ นอกจากการเล่นพิณเปี๊ยะแล้ว ไปทำมาหากินอะไรก็ไม่ได้ ไม่มีรายได้ ไม่มีผู้ฟัง ไม่มีผู้สนับสนุน และไม่มีผู้อุปการะ ศิลปินชาวบ้านทั้งหลายก็เลิกเล่นเครื่องดนตรีพิณเปี๊ยะ

วิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล ได้สร้าง “สวนศิลปิน” ขึ้นบนพื้นที่ 5-6 ไร่ ปลูกต้นไม้สวยงาม และมีประติมากรรมศิลปินชาวบ้าน (4 ภาค) อุ้ยแปง โนจา เป็นศิลปินตัวแทนของภาคเหนือท่านหนึ่งที่นั่งดีดพิณเปี๊ยะ (3 สาย) ได้พัฒนาใหม่ให้มีสายมากขึ้น นั่งอย่างสง่างาม ภูมิฐาน ดูจากใบหน้าท่านเป็นคนอารมณ์ดี เป็นคนที่มีความสุข เห็นโหนกแก้มบอกถึงกาลเวลา เห็นซี่โครงบอกถึงความเป็นอนิจจัง นุ่งกางเกงแบบชาวบ้าน ใส่รองเท้ายาง “เป็นอย่างที่ฉันเป็น” นั่งบรรเลงเพลงพิณเปี๊ยะ เสียงสะท้านอย่างมีความสุข แม้ปราสาทยังไหว อุ้ยแปง โนจา เป็นนักปราชญ์ชาวบ้านที่ไม่มีใบปริญญา นั่งดีดพิณเพื่อจะบอกกับลูกหลานว่า “เอ็งตาดีก็ได้ เอ็งตาร้ายก็มองไม่เห็น”

อุ้ยแปง โนจา นั่งดีดพิณเปี๊ยะในสวนศิลปิน ที่วิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล เป็นการสร้างแรงบันดาลใจให้แก่นักเรียนดนตรีรุ่นใหม่ เป็นการเพิ่มพลังความคิดสร้างสรรค์และเพิ่มพลังแห่งจินตนาการ

ในโลกสมัยใหม่ไทยต้องการแรงบันดาลใจมหาศาล ต้องการพลังความคิดสร้างสรรค์และพลังแห่งจินตนาการเพื่อสร้างไทยในอนาคต เพราะเชื่อว่าเด็กรุ่นใหม่ของไทยต้องการสิ่งเหล่านี้ เพื่อจะนำอดีตมารับใช้ปัจจุบัน และสร้างสรรค์สิ่งใหม่ให้เกิดขึ้นในสังคมไทย