เชอรี่ เข็มอัปสร ไม่กดดัน ผันตัวเป็นดีไซเนอร์ เผยเป็นอาชีพในฝัน แต่ยังไม่คิดเปิดแบรนด์
เป็นอีกหนึ่งคอลแลบอเรชันที่ถูกจับตามองอย่างมาก สำหรับนักแสดงสาว เชอรี่ เข็มอัปสร ที่ล่าสุดเมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม ได้จับมือกับ POEM เปิดตัวคอลเลกชันใหม่ในงาน “POEM X CHERRY KHEMUPSORN” กับแฟชั่นโชว์คอลเลกชัน “TRÈS CHÉRIE (เทร เชรี)” ณ ชั้น 19 Gaysorn Urban Resort
โดยเชอรี่เผยว่าการทำงานครั้งนี้ขับเคลื่อนด้วยแพชชั่นมากกว่าความคาดหวังเรื่องผลกำไร แม้จะหวังให้คอลเลกชันประสบความสำเร็จเพื่อไม่ให้เสียโอกาสที่แบรนด์มอบให้ แต่ยืนยันว่าได้ทำหน้าที่ของตัวเองอย่างเต็มที่แล้ว พร้อมยอมรับว่าเบื้องหลังงานแฟชั่นต้องอาศัยทีมงานมืออาชีพขนาดใหญ่ จึงยังไม่คิดต่อยอดทำแบรนด์ของตัวเอง ขณะเดียวกันก็ยังเดินหน้าผลักดันเรื่องความยั่งยืนต่อไป
จริงจังมากแค่ไหนกับการเป็นดีไซเนอร์ในครั้งนี้? “ไม่นะ ไม่ได้คาดหวังว่าเราต้องมาเป็นดีไซเนอร์มืออาชีพ แต่อันนี้ Mission ของเรามัน complete แล้ว ในความตั้งใจในการออกแบบ ในการใส่ใจรายละเอียด ในทุกๆ อย่างที่คนอื่นข้างนอกจะเห็นความตั้งใจผ่านการออกแบบและงานของเราอันนี้ คาดหวังว่าการเล่าเรื่องความยั่งยืนของเราผ่านแฟชั่น มันจะได้ถูกพูดถึงด้วยค่ะ”
เป็นความใฝ่ฝันตั้งแต่เด็กเลยไหม? “คิดสิ คือถ้าตอนเด็กๆ อ่ะคิด เพราะตอนเด็กๆ อินกับโลกแฟชั่นมาก แต่พอเราไปสนใจเรื่องสิ่งแวดล้อมเราเดินแยกทางกับโลกของแฟชั่นไปแล้ว แต่พอเรากลับมาดูการใช้ชีวิตของเรา เราก็ไม่ได้ไม่ชอบการแต่งตัวไปเลย เราก็ยังชื่นชอบการแต่งตัวอยู่ มันอยู่ที่การบริโภคของเราแล้ว ว่าเราจะบริโภคอย่างรับผิดชอบแบบไหน ซึ่งอันนี้เป็นความสนุกและความท้าทายใหม่ พอได้มีโอกาสเป็นดีไซเนอร์ก็เป็นอะไรที่เหมือนตอบโจทย์ ไม่ได้ตอบโจทย์ตอบใจ”
ถ้า Collection นี้สำเร็จจะมีการต่อยอดไหม? “ถ้าแบรนด์ของตัวเองอาจจะไม่เลยค่ะ เราเห็นเบื้องหลังของการทำงานว่ามันต้องมีทีมระดับ POEM แหละที่จะทำให้ทุกอย่างที่เราใฝ่ฝันมันออกมาเป็นแบบนี้ได้ ถ้าเราคนเดียวตายแน่”
กดดันตัวเองไหม? “ไม่กดดันเลยรู้ป่ะ เพราะเราทำในสิ่งที่เราชอบ แล้วเราทำในสิ่งที่เราเชื่อสิ่งที่เราเห็น และเราก็รู้สึกว่าเรารับผิดชอบในส่วนที่เราทำหมดแล้ว ที่เหลือมันไม่ใช่ความรับผิดชอบของเรา (หัวเราะ) (ก็แสดงว่าไม่หวังเรื่องยอดขายหรือกำไร?) หวัง แต่ทำเต็มที่แล้ว แต่คือหวังแหละเพราะว่าเห็นใจแบรนด์ที่เค้าอุตส่าห์ให้โอกาสเรา เราก็อยากให้เค้าขายดิบขายดีด้วย แต่มันเป็นสิ่งที่เรารับผิดชอบไม่ได้”
ได้คุยไหมว่ามันจะเติบโตยังไงหรือต่อยอดยังไง? “คุยๆ แล้วก็มีคุยเรื่องของส่วนแบ่ง เราไม่ได้ทำงานฟรี (ยิ้ม) แต่เราไม่ได้เน้นว่าอันนี้คือแรงผลักของเราในการทำงานดีกว่า แรงขับเคลื่อนในการทำงานของเราคือแพชชั่นที่เรามี สิ่งที่เราอยากทำ สิ่งที่เราอยากเห็นอันนั้นมันจบลงแล้วเราได้ทำทุกอย่างเต็มที่แล้ว แต่ถ้าจะขายดีก็ถือว่าเป็นผลกำไรที่นอกเหนือไปจากสิ่งที่เราตั้งใจแล้ว”
แล้วเรื่องสิ่งแวดล้อมยังทำอยู่ไหม? “ทำสิค่ะ ทำทุกอย่างที่เกี่ยวกับความยั่งยืน เราพยายามที่จะผลักดันเรื่องนี้ให้เข้าถึง เพราะเรื่องแฟชั่นเป็นรูปธรรมอย่างหนึ่งที่มันเข้าถึงคนได้ และน่าจะวงกว้างขึ้น”



