ไมค์ ภณธฤต ผู้กำกับ ‘กฤษดาพาราไดซ์’ เปิดโลเกชั่นสวนน้ำร้าง 30 ปี ต้นกำเนิดความหลอนครั้งใหม่
เปิดตำนานความหลอนใหม่ที่ไม่ใช่แค่ในวัดอีกต่อไป เมื่อ ไมค์-ภณธฤต โชติกฤษฎาโสภณ ผู้กำกับคนดังจากแฟรนไชส์สุดฮิตอย่าง “พี่นาค” ที่ได้แรงบันดาลใจจากเรื่องเล่าสถานที่จริงของสวนน้ำร้างที่ปิดไปนานกว่า 30 ปี และมิตรภาพของคำว่าเพื่อน ส่งภาพยนตร์สยองขวัญ “กฤษดาพาราไดซ์” ให้ได้สัมผัสความสั่นประสาทไปพร้อมกัน
โดย ไมค์ ภณธฤต ได้พูดถึงแรงบันดาลใจภาพยนตร์ กฤษดาพาราไดซ์ ว่าจากภาพยนตร์เรื่องผ่านๆ มานั้นเป็นเรื่องราวที่อยู่แต่ในวัด เลยอยากทำหนังที่มีเรื่องราวนอกวัดบ้าง บวกกับได้ไปเชียงใหม่และได้พูดคุยกับน้องที่รู้จักเลยได้โลเกชั่นหลักของเรื่องนี้มา
“น้องคนนึงเขาถามว่าเมื่อไหร่จะทำหนังนอกวัดบ้าง เราก็บอกว่าพี่ชอบทำหนังที่อิมแพคกับโลเกชั่น น้องเลยบอกว่ามันมีสวนน้ำร้างสวยมากโคตรน่ากลัว ก็เลยให้น้องพาไปดู ก็เลยขับมอเตอร์ไซด์พาไปดูสวนน้ำนี้ที่หางดง เข้าไปกันสองคน แล้วด้วยบรรยากาศที่ไปมันเป็นที่รกร้าง เราไปเห็นแล้วสวยว่ะ เจ๋งว่ะ น่าถ่ายหนังมาก พอเราไปส่องแล้วภาพมันมาหมดเลย เห็นอุโมงค์น้ำที่มันลึกเข้าไป ค่อยๆ มืดเข้าไปแล้วเรารู้สึกว่าถ้าหนีผีมันจะเป็นยังไง มีเรื่องเล่านู่นนี่ เลยคิดว่าเรื่องนี้มันน่าจะเป็นเรื่องการซ่อนแอบ ผีลักซ่อน เราเลยลองคิดพล็อตขึ้นมา“
พอแรงบันดาลใจเกิด ก็ได้มาคุยกับทาง 13 Studio ซึ่งก็สนใจในพล็อตนี้เช่นเดียวกัน เลยเริ่มทำบทและติดต่อขอเจ้าของสถานที่ เลยเกิดเป็นเรื่องนี้ขึ้นมา
ทั้งนี้ ไมค์ ภณธฤต ก็ได้เล่าถึงการถ่ายทำที่มีทั้งจากโลเกชั่นสวนน้ำร้างจริงๆ และต้องยกบางส่วนไปถ่ายต่อในสตูดิโอเพื่อความปลอดภัยว่า
“จากภาพที่เราคิดก็มีได้อย่างที่ต้องการ แต่ก็ได้ยากเหมือนกัน (หัวเราะ) เราเห็นแล้วเราจินตนาการ อย่างในท่อเราถ่ายไม่ได้หรอกของจริงมันอันตรายเกิน มันเป็นสนิมอะไรแล้ว เราก็ต้องมาสร้างสวนน้ำท่อนบนกับตัวท่อในสตูดิโอเพื่อให้ถ่ายทำได้ เพราะต้องขึ้นไปบนยอด มัการกระโดดลงมา มีสลิง ของจริงไม่ได้แน่ๆ เลยไปตัดท่อนบนของสวนน้ำเขาเอามาเช็ตในสตูดิโออีกทีนึง แต่บางฉากที่ต้องยอร์ช (ยงศิลป์ วงศ์พนิตนนท์) ต้องไปยืนที่สูงๆ ต้องที่นั่นจริงๆ เราก็ให้น้องไปยืนจริงๆ แต่ว่าเราก็ต้องมีสลิงดึงไว้เพื่อเซฟน้อง แต่ที่ต้องกระโดดลงมา ต้องไหลลงมา เราต้องทำ เพราะของจริงมันอันตรายเกินกว่าที่จะทำงาน มันไม่คุ้ม”
“ถ่ายที่สถานที่จริงเยอะ เราในสตูแค่ฉากสำคัญหรือแค่ในท่อ ก็ลงทุนสร้าง ในสวนน้ำนอกจากสไลเดอร์ที่เป็นของจริงแล้ว ส่วนเซ็ตอัพเราก็มี เราเซ็ตสวนสนุกเพิ่มเข้าไปเพื่อให้บรรยากาศเดินเข้าสวนน้ำก็จะเจอสวนสนุกก่อน จากที่เป็นที่โล่งข้างหน้าเป็นต้นไม้หมด เราก็เอาสวนสนุกไปลงเพื่อให้บรรยากาศมันมากขึ้น เขามีโรงละคร มีคลับเฮ้าส์ที่แทบไม่ต้องทำอะไรกับมันเลย เพราะมันเก่าจริง น่ากลัวจริง ไปเดินดูแล้วคือแทบไม่ต้องเซ็ตเลย น่ากลัวจริงๆ เห็นแล้วต้องทำ แล้วเราใช้ครบเลยของที่เขามี สไลเดอร์เราใช้เป็นหลัก เกิดเรื่องราวการแอบอะไรก็เกิดจากตรงนี้”

ทั้งนี้เมื่อถามว่า กฤษดาพาราไดซ์ เป็นสไตล์ใหม่ของเราเลยหรือไม่ ผู้กำกับคนดังก็ว่า
“น่าจะเป็นสไตล์ที่เป็นวัยรุ่นจ๋าๆ เลย ที่เป็นหนังวัยรุ่นเลย เพราะอย่างที่พี่นาค มันมีความโตของพี่นาค เอม เจมส์ แต่อันนี้เล่าถึงเด็กมัธยมเลย เป็นแนวที่วัยรุ่นสำหรับเราตอนนี้ เล่าถึงเรื่องของมิตรภาพ พอเป็นวัยรุ่นคำว่ามิตรภาพมันน่าจะทำงานที่สุด เราก็เลยอยากเล่าให้มันเป็น นิยามเรื่องนี้ว่าเป็น หนังผีมิตรภาพ ของการที่คนนึงถูกมิตรภาพทำร้ายแล้วพอวันนึงเขาตายไปเป็นผีก็เอามิตรภาพกลับมาทำร้ายคน แกนของมันคือเรื่องมิตรภาพ แล้วมันน่าจะอิมแพคกับคนที่ดูนะเพราะทุกคนต้องมีเพื่อน ไม่ว่าคุณจะเด็กหรือโต พอมีเพื่อนก็จะมีมิตรภาพ มันก็จะเข้าถึงคนได้ง่าย พอมาอยู่กับกลุ่มแก๊งที่เป็นวัยรุ่นมันก็สนุกดี“
รวมถึงการที่ทีมนักแสดงที่อยู่ในวัยใกล้เคียงกัน ทั้ง โฟร์ท-ณัฐวรรธน์ จิโรชน์ธิกุล, ยอร์ช-ยงศิลป์ วงศ์พนิตนนท์, กาโตว์-ปัณณวิชญ์ พัฒนศิริ, ยูโร-วรัชต์ธิปต์ กิตติสิริไพศาล, เซน-จตุรวิชญ์ เชี่ยวประสิทธิ์, ไจ๋-สรธร เฉลิมลาภสมบัติ, เตย-วรพัช ภัคภัทรพรพบ เลยทำให้สนิทกันง่ายและมีความเป็นเพื่อนกันจริงๆ

”พอทุกคนได้ผ่านกระบวนการแล้วมาเวิร์คช็อปเขาอยู่กันเป็นวัยเดียวกันแล้วมันสนุก เขาสนิทกัน ตอนไปถ่ายหนังเขาก็อยู่กันแบบสนิท เป็นเพื่อนเวลาจะเล่นอะไรก็เป็นเพื่อนกันจริงๆ มันเลยสนุก”
การได้ 2 ตัวท็อป อย่าง โฟร์ท และ ยอร์ช มาร่วมงาน ไมค์ ภณธฤต เล่าว่า “จริงๆ พี่กับโฟร์ทเคยเจอกันตอนน้องอายุ 14 กับยอร์ชเจอตอนอายุ 13 มั้ง แล้วผ่านกันไปมา ไม่ได้ทำงานด้วยกันสักที เราทำบทมาเลยนึกถึงคาแรกเตอร์น้องออกว่าเป็นเขาจะเป็นยังไง เลยคิดเป็น 2 คนนี้ที่จะจับเขามาเจอกัน มันน่าสนใจเลยลองทักหาน้องดู”
“ความโชคดีคือตอนติดต่อไปช่วงนั้นเป็นไทม์มิ่งที่โฟร์ทได้พอดี เขาให้คิวเลย เทคิวให้เพื่อให้มาทำให้เต็มที่ให้จบ ทาง GMM เขาใจดีมากเขาโอเคยกล็อตนี้ได้ ส่วนยอร์ชเราก็ติดต่อกับทางเกาหลี โชคดีที่พอได้คุยกับน้องเรื่องบท เขาก็ไปบอกกับทางค่ายว่า น้องก็ไม่ได้เล่นหนังนานแล้ว เขาอยากเล่น แล้ววงคิวเขาก็เคลียร์ เพราะการที่เอายอร์ชมาวงเขาก็ต้องพักนะ ยอร์ชก็ไปคุยกับทางเกาหลีให้ว่าอยากเล่นเพราะอะไร เราก็ประสานงานกับผู้จัดการฝ่ายไทย ก็เอาบทไปแปลเป็นภาษาอังกฤษ ภาษาเกาหลี เขาก็สกรีน ทางผู้จัดการเขาก็บินมาดูแลในการถ่ายทำทั้งหมดตามระบบเกาหลีเขา“
”คือมันลงตัวพอดี แล้วคนที่เหลือก็ตามคิว 2 คนนี้อยู่แล้ว ก็เลยลงตัวพอดี พี่โชคดีมากที่ ยอร์ชกับโฟร์ท ให้คิวแล้วมาแมตช์กันลงตัว เพราะเราต้องไปเชียงใหม่ 80% ก็ต้องขอบคุณทางผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่ายด้วยที่เขาเต็มที่ให้”
แต่กระนั้น ไมค์ ภณธฤต ก็เล่าอีกมุมถึงความยากในการทำงานครั้งนี้ว่าเป็นเรื่องของอุปสรรคในการถ่ายทำ ซึ่งถ้าให้พูดในเรื่องของความเชื่อก็คือ เจ้าที่แรง ที่เกิดอุบัติเหตุตั้งแต่วันบวงสรวง
“มันจะมีอะไรให้รู้สึกว่าทำไมมีแต่เรื่อง เยอะจนต้องคุยกับค่ายว่ามันแปลกๆ แล้ว เรามีปัญหาตั้งแต่วันแรกที่บวงสรวงเลย กำลังบวงสรวงเลย มีวอฯ เข้ามาว่าทีมงานตกต้นไม้ แล้วก็มาโฟร์ทป่วย ทีมงานลงน้ำป่วยคันแพ้ มาถ่ายสตูฯทีมสตั้นหัวแตก น้องนักแสดงเด็กตกสลิง คือมันจะมีปัญหาจนเรารู้สึกว่ามันผิดปกติจากที่เราถ่ายหนังผีมาเยอะ เราก็เลยไปขอขมาอีกรอบ”
“แล้วก็ในเรื่องมีหน้ากากพรานบุญที่พี่เอามาใช้ คือทีมอาร์ตเขาเอามาเช็ตไว้แล้วเราเห็นอยู่ตรงนั้นมันสวย เลยเอามาจับใส่นักแสดงแล้วให้มันเล่นตลก ตอนนั้นเรานอยด์หมด ก็บินไปใต้อีกไปขอขมา (หัวเราะ)”
“อย่างเจ้าที่คือแรงจริงเพราะพี่จำได้เลยว่าวันที่จะไปเปิดกล้องนั่นทำพิธีแล้วนะ เพราะเจ้าของเขาไปทำบุญจัดโต๊ะไหว้แบบเหนือเพื่อขออนุญาตให้มาแล้วรอบนึงนะ แล้วก็บวงสรวงเองอีกรอบที่คนตกต้นไม้ แต่เราก็พอรู้อยู่แล้วเพราะเจ้าของพี่เขาบอกว่ามที่นี่ของแรงนะ เขาเลยทำพิธีให้เราไง เราก็ไม่รู้ว่าจะแรงขนาดนี้ จนวันปิดกล้องในกรุงเทพฯ โปรดักชั่นดีไซน์พี่รถคว่ำ สลบไป 2 วัน เราถึงคิดว่าต้องไปขอขมาก็เลยไปขอขมาอีกรอบนึง อันนี้ทั้งหมดที่พูดเป็นในทางใช้ความเชื่อและวิจารณญาณนะ (ยิ้ม) เรามานั่งประมวลผลทั้งหมดประกอบๆ กัน พี่ว่ามันไม่ได้เกี่ยวกับอะไรหรอก“
”พี่เชื่อว่าในฐานะผู้กำกับหนังผีที่อยู่กับสิ่งเร้นลับมาโดยตลอด ทุกที่มีเจ้าที่ทุกที่มีพลังงานหมด แต่ว่าในที่ที่นี้อาจจะเพราะเราเอาคนเอากองถ่ายเข้าไป ไปโวยวาย ไปเล่น ไปผีหลอกกัน เราก็ไม่รู้ว่าเขาชอบหรือไม่ชอบ เขาอยู่เงียบๆ ของเขามา 30 ปี คือทั้งหมดทั้งมวลพี่ไม่รู้ว่ามันเกิดจากอะไรตรงไหน แต่มันเกิดเยอะจนพี่รู้สึกว่ามันผิดปกติ เพราะฉะนั้นเราเลยต้องขอขมา เลยรู้สึกว่าเป็นหนังที่พี่งานโดนพลังงานเล่นงานเยอะที่สุด“

ในฐานะผู้กำกับหนังผี ไมค์ ภณธฤต ก็ว่าการทำงานตรงนี้ทำให้ต้องเข้าวัดทำบุญ เยอะมาก จนขึ้นแท่น ‘เจ้าแม่สายมูฯ’ ไปแล้ว
“ถ้าพูดประสาบ้านๆ พี่หากินกับผีอ่ะ เพราะฉะนั้นก็จะไปไหว้ ไปขอพร ไปทำบุญ แต่ไม่เข้าใจว่าทำไมชีวิตนี้ถึงกำกับแต่ผีก็ไม่รู้ มีหลายคนถามพี่ว่าไม่คิดจะกำกับหนังอื่นเลยหรอ พี่ก็บอกว่ามีความคิด แต่ทุกครั้ง มันก็เหมือนเรื่องที่นี้ที่จู่ๆ ก็ไปเจอแล้วพอเอามาขายมันผ่าน เราก็ทำ พี่นาคประสบความสำเร็จมันเลยเกิดการสานต่อ หรือ 4 ป่าช้า ที่มันก็มาจากที่เราไปถ่ายพี่นาคที่ป่าช้าเราเกิดไอเดียแล้วเราก็มาคุยก็ทำ ทุกอย่างมันถูกเรียงร้อยให้เราอยู่กับผีอ่ะ”
“ทุกคนก็จะรู้ว่าพี่เป็น เจ้าแม่สายมูฯ พี่แค่รู้สึกว่า เราทำหนังผีจากความเชื่อของพี่ ไม่ว่าจะเป็นคาถาที่อยู่ในพี่นาค5 ทำไมต้องสวดคาถานี้ เพราะปราบทุกอย่างได้ การเอามาใส่ในสถานการณ์ไหนอะไรงี้ หรืออย่างภาค2 ที่สวดชินบัญชร ทุกหนังของพี่ก็คาถา อย่างนี้เรื่องนี้ จะเป็นคาถาที่ปลุกในการเปิดให้เห็น เพราะเพื่อนหายไป หรือเป็นเพราะสวดคาถานี้หรือเปล่า (หัวเราะ) แบบจุดธูปปักตึ้งเลยแล้วสวดตามกัน เปิดหมดเลยทีนี้”
พร้อมทั้งเล่าถึงเส้นทางสายมูฯ ว่า “จริงๆ เมื่อก่อนพี่ไม่เป็นเลย มันมาจากตอนเริ่มต้นพี่นับถือพระพิฆเนศอยู่แล้ว ส่วนพญานาคมาตอนพี่นาค เพราะว่าตอนทำพี่นาคพี่รู้สึกว่าบวชแล้วอยากทำหนังเกี่ยวกับนาค แล้วเพื่อนบอกว่าให้ไป 2 ที่ คือ วัดนาคปรก ภาษีเจริญ กับ คำชะโนด เพราะพี่เล่าเรื่องพญานาคด้วยตั้งแต่ภาค 1 เขาให้พี่ไปขอพรพี่ก็ไป บินไปคำชะโนดคนเดียวด้วยก็ไปขอพรให้ประสบความสำเร็จ ไปวัดนาคปรกก็ไปขอให้ประสบความสำเร็จ ซึ่งวัดนี้ก็มีประเด็น เพราะน้องที่บอกฝันเห็นพี่ไปเดินในป่าช้ามีผีตามให้พี่ไปทำพิธี พี่ก็ไปทำ แล้วพี่ไม่เคยคิดเลยว่าพี่นาคจะ 150 ล้าน ตอนนั้นทุกคนใหม่ ก็ขอให้ประสบความสำเร็จ ขอให้มีชื่อเสียง ขอๆๆ แล้วปรากฏว่าพี่นาคขึ้นมาเลย ก็ไม่ได้คิดว่าจะไปขนาดนั้น วันแรกตัวอย่างมาไม่กี่นาทีล้านวิว ทุกอย่างมันเร็วๆ ไปหมด หนังที่เขาวางไว้ก็ได้เพิ่มโรง เพิ่มรอบ รายได้วิ่งๆๆ พี่ก็เลย ตายแล้ว ตั้งแต่วันนั้นมาพี่ก็ไปคำชะโนดตลอด ก็ไปไหว้“
”อีกอันนึงก็ ลานศรีสัตตนาคราช จ.นครพนม อันนี้ก็พี่นาค4 เขาบอกให้ไปที่นี่แล้วจะปังมาก พี่ก็ไปนะ ได้ 180 ล้าน ทีนี้ไมค์ก็ไปเลย พญานาคมีที่ไหนไมค์ไปทุกที่ เลยเกิดความเชื่อแล้วเราก็อยู่กับความเชื่อความศรัทธา พี่ว่าการทำบุญไม่จำเป็นต้องไปทำอะไรเกินตัว แค่ไปชำระหนี้สงฆ์ ทำสังฆทาน ขอพร เราทำแบบนี้เพราะเรายังหากินอยู่กับคำว่า ผู้กำกับหนังผี และ วิญญาณ เราเลยต้องทำแบบนี้ควบคู่กันไป ในความเชื่อของพี่นะ นี่ขนาดสายมูฯ แล้วนะ ก็ยังมีพลังงานบางอย่างที่เขาทำงานกับเราให้เรารู้ว่ามันมีข้อผิดพลาดเกิดขึ้น“
สำหรับภาพยนตร์ ‘กฤษดาพาราไดซ์’ วันที่จะเข้าฉายวันที่ 11 มิถุนายน 2569 ในโรงภาพยนตร์



