หน้าแรก บันเทิง หนุ่ม สันติสุ...

หนุ่ม สันติสุข สุดภูมิใจ ลูกชายคนโตจบวิศวะ AI  พร้อมลุยทำงานต่อเพื่อลูกอีก 2 คน 

17.06.26 | 14:28 น.

หนุ่ม สันติสุข สุดภูมิใจ ลูกชายคนโตจบวิศวะ AI  พร้อมลุยทำงานต่อเพื่อลูกอีก 2 คน 

เป็นอีกหนึ่งความภูมิใจของครอบครัวเมื่อ โฟกัส ลูกชายคนโตของนักแสดงรุ่นใหญ่ หนุ่ม สันติสุข พรหมศิริ ได้คว้าปริญญาสาขา AI คณะวิศวกรรมศาสตร์ จากสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบังมาได้ พร้อมเตรียมเข้าทำงานกับบริษัทหนังอเมริกา ล่าสุดหนุ่ม สันติสุขได้เข้าร่วมงานเปิดตัวภาพยนตร์ Toy Story 5 ในฐานะ ผู้ให้เสียงพากย์ “Buzz Lightyear” ในภาพยนตร์แอนิเมชันภาคต่อฟอร์มยักษ์ “Disney and Pixar’s Toy Story 5 ทอยสตอรี่ 5” โดยเจ้าตัวได้ให้สัมภาษณ์กับสื่อ เผยความภูมิใจต่อลูกๆ ทุกคนและพร้อมที่ลุยงานต่อเพื่อส่งเสียลูกอีก2คนที่เหลือ

ขอแสดงความยินดีด้วย เห็นว่าลูกชายเรียนจบแล้ว ?
“คนโตก็จบวิศวะ AI ที่ลาดกระบัง ส่วนน้องๆ ก็สอบเข้าจุฬาฯ และลาดกระบังได้อีก”

ในฐานะพ่อรู้สึกภูมิใจแค่ไหน?
“มันหลายอย่างครับ ทั้งโล่งใจ ทั้งภูมิใจ เพราะลูกๆ ค่อนข้างเรียนเก่งกันหมดเลย แล้วทุกคนก็เรียนทางด้านวิศวกรรมศาสตร์เหมือนกันหมด แถมยังเล่นดนตรีด้วย เราก็คิดว่าเรามีหน้าที่พาเขามาส่งถึงจุดนี้ พอถึงวันนี้ก็รู้สึกว่าเขาเริ่มดูแลตัวเองได้แล้ว

สาขาที่ลูกคนโตเรียนค่อนข้างยาก?
”เป็น AI ทางวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ ซึ่งเป็นสาขาที่ต่อไปจะมีบทบาทมาก เพราะโลกกำลังพัฒนาไปทางนี้ ตอนแรกที่เขาเลือกเรียน ผมก็เห็นด้วยนะ เพราะอาจารย์ที่รู้จักกัน ที่เป็นอาจารย์สอนอยู่ ก็แนะนำว่าถูกทางแล้ว ตอนนั้นลูกเลือกเรียนตั้งแต่ 4 ปีก่อน ซึ่งถือว่าเลือกได้ถูกจังหวะมาก พอเรียนจบก็ตรงกับช่วงที่ตลาดต้องการพอดี ตอนนี้เขาได้งานแล้ว ทำงานกับบริษัททำหนังของอเมริกาเลย ที่ทองหล่อ ได้งานตั้งแต่เทอมสุดท้าย เพราะสาขานี้ยังมีคนจบน้อย รุ่นที่เขาจบก็เป็นรุ่นแรกๆ มีนักศึกษาจบออกมาแค่ประมาณ 30 กว่าคนเอง

Advertisement

ในฐานะพ่อ กว่าจะส่งลูกเรียนจบได้ก็ลำบากเหมือนกันครับ ทุกวันนี้ค่าครองชีพ ค่ากิน ค่าเรียน มันไม่เหมือนสมัยก่อน สมัยก่อนมีลูก 7-8 คนก็ยังเลี้ยงได้ แต่ตอนนี้บางคนมีลูกคนเดียวยังหนักเลย หลายคนถึงขั้นไม่อยากมีลูก คนรุ่นใหม่ก็มองว่าเป็นภาระ ซึ่งก็แล้วแต่มุมมองของแต่ละคน แต่ถ้าอนาคตไม่มีใครมีลูกเลย สุดท้ายประชากรก็จะน้อยลง คนวัยทำงานก็จะหายไป เหลือแต่คนแก่กันมากขึ้น”

ที่บ้านปลูกฝังลูกๆ อย่างไร?
“บ้านผมเป็นครอบครัวขยายครับ อยู่กันหลายเจเนอเรชัน ผมโตมากับปู่ย่า พ่อแม่ แล้วก็เห็นพ่อแม่ดูแลปู่ย่าจนถึงวันสุดท้าย เราเลยซึมซับเรื่องครอบครัวมาตลอด บ้านเราเป็นครอบครัวไทยค่อนข้างมาก ไม่ค่อยเที่ยวไหน อยู่บ้านกันเป็นหลัก ถึงลูกจะเรียนอินเตอร์ แต่เรื่องมารยาทไทยเราสอนตลอด เจอผู้ใหญ่ก็ต้องไหว้ ต้องให้ความเคารพคนที่อาวุโสกว่า บางครั้งทางโรงเรียนยังชมเลยว่าเลี้ยงลูกได้ดี มีความอ่อนน้อม ไม่เหมือนเด็กอินเตอร์บางคนที่โตมาแบบสากลมากๆ ซึ่งก็ไม่ได้ผิดนะ แต่ผมคิดว่าเราอยู่ในสังคมไทย ความอ่อนน้อมถ่อมตัวยังเป็นสิ่งสำคัญ และทุกวันนี้ก็ยิ่งหายากขึ้น

อย่างตัวละคร “บุญชู” ที่เป็นคนซื่อ คนเสียสละ คนมีน้ำใจ ทุกวันนี้ก็ดูจะหายากขึ้นเรื่อยๆ ถ้าสังคมมีแต่คนเอาเปรียบกัน สังคมก็คงอยู่ยาก เราต้องช่วยกันรักษาสิ่งดีๆ เหล่านี้ไว้”

ระหว่างเรียน ลูกเคยบ่นหรือเคยท้อบ้างไหม?
“ไม่เคยเลยครับ เขาไม่เคยมาบ่นว่าเรียนหนัก หรือเรียนไม่ไหว แต่ผมก็เห็นนะว่าเขาเหนื่อย บางทีผมกลับมาจากถ่ายละครดึกๆ ยังเห็นลูกนั่งทำการบ้านอยู่เลย เขาตั้งใจเรียนมาตลอด แต่ไม่เคยบ่นอะไรให้ฟัง ส่วนตัวผมก็ไม่เคยกดดัน ไม่เคยบังคับว่าต้องเรียนอะไร ทุกคนเลือกทางของตัวเองหมด เขาชอบอะไร เขาก็เลือกเรียนแบบนั้น”

พอลูกเรียนจบแล้ว ได้บอกอะไรกับลูกบ้างไหม?
“เขาก็น่าจะรู้อยู่แล้วว่าพ่อภูมิใจในตัวเขามาก ที่เรียนจนจบได้ เพราะทุกวันนี้แค่เรียนจบ และใช้ชีวิตรอดมาได้ก็ถือว่าเก่งแล้ว สังคมทุกวันนี้ แค่ขับรถปาดหน้าก็ยิงกันตาย ผมก็บอกเขาเรื่องการใช้ชีวิต อย่าประมาท ให้รู้จักเก็บเงินเก็บทองไว้บ้าง อย่าใช้หมด เพราะเดี๋ยวนี้เด็กยุคใหม่ใช้เงินง่ายมาก โดยเฉพาะเรื่องสั่งอาหารออนไลน์

อย่างลูกผมอยู่บ้าน บางทีสั่งอาหารออนไลน์วันละ 3 มื้อเลย (หัวเราะ) แต่ก็เข้าใจเขานะ เพราะสะดวก ไม่ต้องขับรถออกไป ไม่ต้องเสี่ยงอันตราย ไม่ต้องเสียค่าน้ำมัน

ตอนนี้ก็ถือว่าโล่งใจไปได้หนึ่งคน ยังเหลือลูกอีก 2 คนที่กำลังเรียนอยู่ ก็ต้องลุ้นกันต่ออีกประมาณ 4 ปี เพราะฉะนั้นผมก็ต้องเล่นละคร เล่นหนัง ทำงานกันต่ออีก 4 ปี เพื่อลูกครับ (ยิ้ม)”