ติณติณ ไม่กังวลผลตรวจ DNA พ่อ-แม่เดือด! จ่อฟ้องปมกุข่าวเสพยา-พรากผู้เยาว์ ผจก.ซัด ‘ฟารีดา’ ปั้นกระแสหวังดัง
จากกรณีที่ ฟารีดา นักร้องสาว ออกมาแฉว่าตนเองตั้งครรภ์ได้ 5 เดือน โดยระบุว่าพ่อของเด็กคือ ติณติณ จรัสรวี เทียมคลั่ง หรือ ติณติณ นิวคันทรี่ พร้อมเรียกร้องให้ฝ่ายชายออกมารับผิดชอบค่าเลี้ยงดู โดยล่าสุดทั้งสองฝ่ายได้ตกลงเข้ารับการตรวจพิสูจน์ความสัมพันธ์ทางพันธุกรรม (DNA) จากเดิมเป็นวันที่ 20 มิ.ย. ได้เลื่อนมาเป็นวันพฤหัสบดีที่ 18 มิ.ย. 2569 เวลา 09.00 น. สถานที่ คลินิกบางกอก ไซโตเจเนติกซ์ เซ็นเตอร์ เทคนิคการแพทย์ (ซอยวิภาวดีรังสิต 16/6) เพื่อพิสูจน์ว่าเด็กในครรภ์ฟารีดา เป็นลูกติณติณ หรือไม่
ทั้งนี้ ภายหลังจากตรวจ DNA เสร็จเรียบร้อยแล้ว ติณติณ พร้อมด้วยคุณพ่อ-คุณแม่, ผู้จัดการ ก๊อท จักรพันธ์ และคนดูแลวงนิวคันทรี่ และ นีโอ เพื่อนสนิทติณติณ ได้ออกมาเปิดใจกับสื่อมวลชนว่า
หลังจากผลตรวจแล้วเป็นยังไงบ้าง?
ติณติณ : “ก็รู้สึกโอเคขึ้นครับ เพราะว่าหลังจากผ่านช่วงนั้นมา ก็ได้คนซัพพอร์ตจากทั้งบ้าน คุณพ่อคุณแม่ก็ได้ปรึกษาตลอด รวมถึงอาก็อทด้วย ยิ่งอาก็อทก็คืออยู่ด้วยกันตั้งแต่ 2-3 วันแรก พยายามตามหาความจริงว่ามันเกิดอะไรขึ้นตลอด ก็ได้มีการปรึกษาอาก็อทกับอามดด้วย มาจนถึงวันนี้รอสิ่งเดียวคือผลตรวจนั่นแหละครับ”
สิ่งที่ทำให้เราสบายใจขึ้น เกี่ยวกับเรื่องที่ทางค่ายซัพพอร์ตเรา แล้วก็ประกาศให้เรากลับมาร่วมงานด้วย อันนี้เกี่ยวไหม?
ติณติณ : “ก็ต้องขอบคุณทางแกรมมี่ด้วยครับ แกรมมี่ก็ส่งความเป็นห่วงเป็นใยตลอด ถามถึงว่าเป็นยังไงบ้าง แล้วก็ดูแลตลอดครับ ก็ทำให้สบายใจขึ้นด้วยครับ”
ติณติณกังวลไหมครับ เพราะว่าอีกฝั่งเขามั่นใจ 100% เลย?
ติณติณ : “ตอนนี้ผมไม่ได้กังวลว่าเด็กในในท้องจะเป็นลูกผมหรือไม่ใช่ครับ ก็คิดว่าให้เป็นไปตามกระบวนการการตรวจมากกว่าครับ ตอนนี้ก็คิดเผื่อไว้ดีกว่าครับ ในกรณีที่เป็นลูกจริงๆ ก็จะให้ปรึกษากับแม่ แม่ก็พร้อมที่จะช่วยซัพพอร์ตตลอด แต่ว่าถ้าไม่ใช่ก็คือไม่ใช่ ก็แค่นั้นครับ”
“ฟารีดา” บอกว่าถ้าเกิดเป็นลูกติณจริงๆ เขาจะไม่ให้เราเลี้ยง?
คุณแม่ : “แม่ขอผลก่อนแล้วกันเนาะ แม่ขอดูผลก่อน แล้วเดี๋ยวตัดสินใจอีกที ถ้าเป็นลูกติณแม่ก็นะ… (หัวเราะ) ขอดูผลก่อน”
เขาก็มั่นใจว่าเราเป็นพ่อของเด็กจริงๆ เรารู้สึกยังไงกับตรงนี้?
ติณติณ : “ผมอาจจะไม่ค่อยได้รู้สึกอะไรมากครับ ผมก็เห็นเขามั่นใจมาตลอด”
หลังจากเกิดเรื่อวทางครอบครัว ทางผู้ใหญ่ของทั้งสองฝ่ายได้คุยกันบ้างไหม?
ติณติณ : “ยังไม่ได้คุยกับฝั่งนู้นเลยครับ”
คุณแม่ : “แม่ยังไม่รู้เลยว่าผู้ใหญ่เขาคนไหน เมื่อกี้ผู้ใหญ่เขามาไหม แม่ยังไม่เห็นเลย ผู้ใหญ่เขาคนไหน คือใคร ที่บอกว่าเป็นพ่อเขา หรือว่าแม่เขา ยังไม่รู้เลย”
วันนี้ตั้งใจที่จะมาคุยกับเขาไหม เพราะถือว่าเป็นการเจอกันครั้งแรกตั้งเกิดเรื่อง?
ติณติณ : “ตั้งใจมาตรวจมากกว่าครับ (เมื่อกี้ได้เจอกันไหม?) ไม่เห็นครับ”
คุณแม่ : “ไม่เห็น แต่ว่าเขาเฉยๆ มาก แล้วก็แม่จะถามว่า 5 เดือนเด็กดิ้นหรือยัง เราก็อยากจะถามอยู่นะ แต่ว่าก็ไม่กล้าถาม”
ที่เมื่อกี้น้องบอกว่าไปตรวจมาแล้วว่าสรุปว่าเป็นลูกสาว เรารู้สึกยังไงบ้าง?
คุณแม่ : “เดี๋ยวขอดูผลตรวจออกมาก่อนค่ะ ตอนนี้ยังแบบยังไม่รู้ก้ำกึ่ง 50:50”

ติณติณ : “ถ้าดูจากในไทม์ไลน์แชตอะครับ เขารู้ตั้งแต่ 2 เดือนแรกแล้ว ว่าเป็นลูกสาว (เหตุการณ์ที่ผ่านมาทำให้เราเขวเหมือนกัน?) ใช่ครับ เพราะว่าผมก็รับรู้เรื่องมาตลอดอะไร แล้วพอล่าสุดก็บอกว่า เดี๋ยวไปลุ้นเพศพร้อมกัน ผมก็เอ้า…ยังไง ก็อย่างที่พูดในรายการเลยครับ ก็คือตอนแรกไม่เชื่อ แล้วก็ไม่มั่นใจด้วย เพราะว่าหลายๆ อย่างมันแบบขัดแย้งกันไปหมดเลยครับ”
รู้สึกยังไงกับการที่เขาพูดตลอดว่ามันคือความจริง 100%?
ติณติณ : “ผมก็ไม่อยากตัดสินใครนะครับ แต่ว่าเราก็มีความความจริงที่มีหลักฐานได้ อยากเอาส่วนนั้นมาโต้แย้ง กับความจริงที่เขาพูดมากกว่าครับ”
ยังมีหลักฐานที่เรายังไม่ได้นำออกรายการ?
ติณติณ : “คิดว่ายังมีอีกหลายอย่างเลยครับ เพราะว่ายังไม่ได้สามารถที่จะเอามาแสดงจนหมด บางอย่างมันยาวมากด้วย เพราะว่าอย่างรายการนี้ผมก็ส่งแชตทั้งหมดไปเลย ทั้งแชตเพื่อน รวมถึงทุกๆ มันก็ค่อนข้างที่จะยาวมากครับ (หลักฐานตรงนี้เราจะเก็บไว้ใช้ตอนไหน?) ก็คิดว่าต้องเก็บไว้ก่อนครับ เผื่อว่าวันหนึ่งอาจจะต้องนำกลับมาใช้ หรือว่าอาจจะโดนพาดพิง กล่าวหาในเรื่องไหนอีก”
ถ้าหลังจากนี้ความจริงมันไม่เป็น 100% จะมีการดำเนินการคดีไหม?
ติณติณ : “เรื่องนั้นอาจจะอาจจะต้องตัดสินใจดูก่อนครับ เพราะว่าเอาจริงๆ สิ่งสำคัญที่ผมให้ตอนนี้มากที่สุด อาจจะเป็นเรื่องผลตรวจครับ อยากโฟกัสที่ตรงนั้นมากกว่าครับ”
เขายืนยันว่าเขาอยากเจอหน้าเรา อยากคุยโดยตรง วันนี้เราเรายังอยากคุยกับเขาไหม?
ติณติณ : “ตอนนั้นผมก็ดูในรายการอยู่ครับ ก็แอบกลัวครับ ตอนแรกด้วยความเป็นคนที่ไม่ค่อยคิดอะไรอยู่แล้ว แบบว่าอาจจะมองโลกในแง่บวกมากเกินไปด้วย ก็ต้องบอกว่าเรื่องนี้ก็ให้บทเรียนผมค่อนข้างเยอะครับ (กลัวอะไร?) อย่างสองเรื่องแรกครับ โดนกุเรื่องว่าเสพยา พรากผู้เยาว์ ผมรู้สึกว่ามันหลายๆ อย่างที่พูดขึ้นมา มันมีเจตนาทำให้ผมเสียหาย สองอย่างนี้มันเป็นคดีอาญาที่มันค่อนข้างรุนแรงด้วยครับ เพราะฉะนั้นผมไม่รู้ว่าผมจะจะโดนอะไรอีก ผมอยากอยู่กับคนที่ผมไว้ใจ มั่นใจมากกว่าครับ”
ในพาร์ตของคุณแม่รู้สึกยังไง กับการที่ลูกเราโดนกระทำขนาดนี้?
คุณแม่ : “โห เสียใจ แล้วก็…ให้พ่อพูดดีกว่า”
คุณพ่อ : “คือเรื่องที่น้องกล่าวพาดพิงเรื่องพรากผู้เยาว์ เรื่องยาเสพติด มันค่อนข้างรุนแรงมาก เรื่องนี้มันเกิดความเสียหายไปแล้วกับน้องอย่างรุนแรงเลย มันเอาคืนกลับไม่ได้ พ่อมีความคิดเห็นว่า พ่ออยากจะฟ้องเรียกร้องความยุติธรรมตรงนั้นให้ได้ มันรุนแรงมากเกินไป โดยที่ไม่มีเหตุมีผล แล้วหลักฐานก็ไม่ชัดเจน คือถ้าทุกคนเห็นในในสื่อ จะเห็นว่าเขาพูดรุนแรงมาก ไม่ใช่แค่เคสนี้หรอก เขาพูดโดยที่ไม่มีหลักฐาน มันดูสนุกปากในการใช้คำพูด อันเนี่ยรุนแรงมาก”
ถ้าผลดีเอ็นเอออกมาแล้ว จะดำเนินคดีในข้อหาหมิ่นประมาท?
คุณพ่อ : “คือเรื่อง DNA ก็อีกส่วนหนึ่ง”
คุณแม่ : “เราไม่ปฏิเสธ แต่ว่าสองเรื่องนี้เราขอฟ้องก่อนได้ไหม แต่คนนี้ (ติณติณ) บอกว่าแม่อย่าเลย แต่นี่เป็นหัวอกแม่นะ เขาบอกอยากโฟกัสเรื่องผลตรวจ ผลตรวจก่อน (ถ้าผลออกมาว่าเป็นลูกจริง จะยุติการฟ้องไหม?) ขอให้ผลออกมาก่อนเนาะ ตอนนี้แม่ตันหัวสมองไปหมดแล้ว คือแม่เอ๊ะว่าผู้หญิงปกติอะไร ถ้าท้องจะมาบอกคนอื่นก่อนบอก แม่ก็คิดโน่นคิดนี่ ก็เลยไม่แน่ใจ ถ้าเป็นแม่นะ แม่ก็เสียใจ แต่แม่ก็ไม่ทำอย่างนี้ แม่อยากไปโฟกัสเรื่องลูกมากกว่า ตอนนี้ลูกดิ้นหรือยัง จะ 5 เดือนแล้วนะ แม่อยากจะเข้าไปถามกินอะไรหรือยัง วันนี้ลูกดิ้นหรือยัง”
มองว่าจุดเริ่มต้นมันควรไปคุยกันหลังบ้านก่อน?
คุณแม่ : “ใช่”
คุณพ่อ : “ควรจะมีผู้ใหญ่มาคุยกันเป็นเรื่องกิจจะลักษณะ ไม่ควรจะเป็นแบบนี้ คือเรื่องไม่ควรออกแบบมาแบบนี้”
คุณแม่ : “เราก็ไม่ใช่คนใจดำ”
คุณพ่อ : “เรื่องนี้มันควรจะคุยกันดีๆ แล้วก็ไม่ควรจะกล่าวร้ายรุนแรง ตรงเนี่ยเป็นเรื่องสำคัญเลย”
แสดงว่าทั้งพ่อทั้งแม่ก็รู้ตามข่าวเลยว่าเขาท้อง?
คุณพ่อ : “ก็ตามข่าวครับ ใช่”
คุณแม่ : “ไม่รู้ก่อนหน้านั้นเลย รู้วันนั้นเลย รู้จาก TikTok จริงๆ ไม่เคยรู้ก่อนหน้านี้เลย ถ้ารู้ก่อนหน้านี้แม่ก็ต้องขออนุญาต (ถ้าผลตรวจออกมาว่าใช่ พร้อมรับเขาเป็นลูกสะใภ้ไหม?) ไม่ สงสารเด็กมากกว่า ยิ่งเป็นหลานเรานี่โอ้โห ตายแล้ว แทบอยากจะร้องไห้เลย”

จากที่เขาได้ออกรายการไป เขาบอกว่าพยายามติดต่อเรา เขาได้มีการติดต่อเราจริงไหม?
ติณติณ : “ไม่มีนะครับ แล้วจริงๆ ที่ผมบล็อกเขา ที่เขากล่าวอ้าง คือมันเกิดจากเหตุการณ์ที่เขาไล่โพสต์ด่าเพื่อนๆ ผม คนในร้านสักก็ไม่โอเค ตอนแรกเพื่อนๆ ก็แบบเราจะโพสต์ด่ากลับเหรอ มันควรจะเป็นอะไรอย่างงั้นเหรอ แล้วก็แบบคุยกันว่าจริงๆ มันไม่ใช่คนที่มีวุฒิภาวะทำกันนะ ก็เลยรู้สึกว่าถ้างั้นผมจะตัดสินใจบล็อกเขาดีกว่า อันนั้นก็หลังจากวันที่เขามาบอกผม แล้วก็ได้เคลียร์กัน ก็หลายวันแล้วนะครับ ซึ่งบล็อกแค่ IG นะครับ ตอนแรกก็มีไลน์ด้วย มีเบอร์โทรศัพท์ด้วยซ้ำนะครับ แล้วที่เขาแบบอ้างว่าติดต่อไม่ได้ เพราะว่าโดนบล็อก จริงๆ สามารถติดต่อได้นะครับ ถ้าจะติดต่อ”
หลังจากนี้วางแผนชีวิตตัวเองยังไง?
ติณติณ : “ก็คิดว่าจะระวังตัวเองให้มากขึ้นครับ เพราะบอกตรงๆ ผมรู้สึกมีความสุขกับการร้องเพลงมากกว่าการยืนอยู่ตรงนี้นะครับ (หัวเราะ) ผมชอบการร้องเพลงครับ ก็คิดว่าจะใช้ชีวิตอย่างระวังตัวมากขึ้นครับ เรื่องนี้มันให้บทเรียนผมเยอะครับ”
ผู้จัดการ : “เป็นบทเรียนราคาแพงมากครับ เพราะว่าผมว่าเรื่องนี้มันไม่ได้เกี่ยวกับเรื่องความรัก มันเป็นกระบวนการ มีการวางแผน เพราะฉะนั้น คนที่อยู่ในกระบวนการเนี่ย ถ้าถึงเวลาแล้วก็เตรียมรับมือนะ (มีหลักฐานใช่ไหม?) มีครับ มั่นใจ ผมกับพี่ก๊อทเนี่ยเห็นทั้งหมดแล้ว แล้วก็รู้แล้วว่ามันไม่ได้เกิดจากความรักครับ เข้ามาตีสนิทแบบเพื่อน เข้ามาใช้ความใจดีของติณติณว่าถูกชก แล้วผมถามติณติณว่าถูกชกไหม ติณบอกเห็นว่าตาเขียว อันนี้ผมไม่ได้กล่าวหานะ ผมว่าเขาเมกอัพครับ เขาอาจจะเอาบทละครในซีรีส์แนวตั้งมาจัดการ ซึ่งติณติณไม่ได้เอะใจ คือใครขออะไรให้หมด”
ได้คุยกับ “ก๊อท จักรพันธ์” หลังโฟนอินดุเดือดในโหนกระแสไหม?
คุณแม่ : “แม่ขอขอบพระคุณอาก๊อทก่อน ที่อาก๊อทพูดนั่นน่ะ คือในจิตใจกับในสมองแม่เลย แต่แม่ไม่มีสื่อที่จะพูดได้ยังไง”
ติณติณ : “จริงๆ ผมอยู่กับอาก๊อทตั้งแต่ช่วงแรกๆ ที่เกิดเรื่องเลยครับ คิดว่าอาก็เข้าใจในมุมผม ผมอาจจะไม่ได้แสดงอารมณ์มาก แต่ว่าก็พยายามอธิบายข้อเท็จจริงให้อาฟัง แล้วก็คิดว่าอาน่าจะรู้เรื่องราวต่างๆ มากกว่าด้วย ก็คิดว่าอยากขอบคุณอามากกว่าครับ จริงๆ ตั้งแต่อาก๊อทเลี้ยงดูปลุกปั้นมา ตั้งแต่วันแรกก็คืออาเต็มที่กับพวกเรานิวคันทรี่มากๆ เลยครับ จนถึงวันนี้ยิ่งรู้สึกว่าอาเป็นผู้มีพระคุณคนหนึ่งที่สุดๆ ในชีวิตเลยครับ”
หลายคนมอง “ก๊อท” ปกป้องเรามากเกินไป?
ติณติณ : “ครับ ผมคิดว่าอาอาจจะมีข้อมูลอะไรบางอย่าง ที่อาจจะยังไม่ได้เปิดออกมา เพราะว่าจริงๆ ผมกับอาก๊อทในระหว่างที่ปรึกษากัน ก็คือร้องไห้กันหลายรอบมาก เรื่องนี้มันหนักหนามากจริงๆ ครับ”
ผู้จัดการ : “คืออย่างนี้นะครับ พี่ในฐานะที่เป็นผู้จัดการพี่ก๊อท จักรพันธ์ แล้วก็เป็นคนดูแลวงนิวคันทรี่ คือผมไม่ว่าหรอก คนที่ไม่ได้เสพข่าว แล้วก็ไม่ได้ตามข่าว แล้วก็ไม่ได้รู้เรื่อง แล้วมาโจมตี มาว่าพี่ก๊อทเนี่ย ผมอโหสินะ เรื่องพวกนั้นน่ะ แต่คุณอยากจะเป็นนักเลงคีย์บอร์ด ที่พิมพ์ด่าแล้วสะใจ จบเรื่องนี้ก็ไปด่าคนอื่น คุณจะด่าอะไร ว่าอะไรคนน่ะ ผมอยากให้คุณดูถ้าคุณไม่รู้ คุณด่าไปแล้ว คุณช่วยไปดูตั้งแต่ EP.1 โหนกระแส EP.1 2 3 แล้วต่อๆ ไปเนี่ย มันจะมีคนออกมาเปิดนิสัยพฤติกรรมของเขา เขาไม่ได้เข้ามาแบบรักหรือชอบติณติณนะครับ เขากำลังหาเหยื่อที่จะเป็นคุณแม่เลี้ยงเดี่ยว ที่พี่ก๊อทพูดทั้งหมดคือเรื่องจริง แต่คนที่ไม่รู้ ก็ว่าทำไมไม่ใส่ถุงยาง ถ้าติณติณไม่ใส่ถุงอย่างนะ แล้วเป็นอย่างหลักฐานที่เขาเอาเข้ามา พยานที่เขาเอาเข้ามารวมกันในกลุ่ม ติณติณป่านนี้มีลูกเป็นสิบ เป็นร้อยแล้วครับ”
สิ่งที่ “ก๊อท” โพสต์เป็นเรื่องจริงหมด?
ผู้จัดการ : “เรื่องจริงหมด พูดทุกอย่างเป็นเรื่องจริงหมด เพราะฉะนั้นเตรียมตัวนะ ทีมงานของเขา เตรียมตัวนะครับ แต่อาก๊อทไม่พูดแล้ว วันนั้นที่อาก๊อทออกมาปกป้องน้อง อาก๊อทโดนคนที่ไม่รู้เรื่องมาด่า ขอด่าอย่างเดียว ขอสวนกระแส ไม่ว่าจะเป็นใคร จะเป็นคนในวงการ หรือจะเป็นใครก็แล้วแต่ จะสวนกระแสอย่างเดียว ขอด่า ด่าเสร็จก็ไปด่าคนอื่นต่อ คุณลองมาเป็นคนที่เขาถูกด่าโดยที่ไม่เป็นความจริงบ้าง คุณจะรู้สึกยังไง ติณติณน่ะเป็นคนที่แบบว่าอะไรก็ได้ แต่อาศัยความใจดีเขา พี่ก๊อทอยู่กับน้องมาตั้งแต่เริ่ม ตั้งแต่อายุ 18 ตอนนี้ 25 ทำไมพี่ก๊อทจะดูไม่ออกว่าคนไหนดี คนไหนเลว”

หลายคนบอกว่าในโหนกระแส ใช้คำค่อนข้างแรงเกินไป?
ผู้จัดการ : “ผมมองว่าสังคมควรจะมอง อย่ามาโลกสวย ผมอายุ 65 แล้ว ผมไม่สนว่าใครจะมาด่าผม แต่วันนี้ถ้าลองกลับกัน ถ้าผู้หญิงเมา เดินขึ้นไปนอน แล้วผู้ชายเดินตามขึ้นไป แล้วไปมีอะไรกัน สังคมจะบอกว่าผู้ชายข่มขืนผู้หญิง แต่ยุคนี้ติณติณขึ้นไปนอนเมา ไม่รู้ตัว ไม่ได้สติ ผู้หญิงเดินตามขึ้นไป แล้วก็รู้กันสองคน ตื่นมา อ้าว มันในหนังละครสั้นซีรีส์เกาหลี จีน”
ตกลง “ติณติณ” คือเป็นเหยื่อ?
ผู้จัดการ : “รอฮะ รอก่อน ถ้าทางฝั่งนั้นยังไม่เลิกปลูกสวนสตรอว์เบอร์รี่ เดี๋ยวจะลากทั้งก๊วนออกมาเลยครับ”
กังวลไหมที่หลายคนมองภาพเจ้าชายเปลี่ยนไป?
ผู้จัดการ : “ไม่ๆ พี่ก๊อทก็คือเจ้าชาย พี่ก๊อทก็คือคนดี พี่ก๊อทเป็นคนตรง ผิดบอกผิด แล้วพี่ก๊อทจะบอกเด็กทุกคนในค่ายตั้งแต่ 6-7 ปีที่แล้ว ตั้งแต่เขามาฝึก สิ่งเดียวที่อาก๊อทรับไม่ได้ คือต้องห้ามพูดโกหก อันนี้คือกฎเหล็กของพี่ก๊อท ห้ามพูดโกหก”
ที่ “ฟารีดา” บอกว่ามีความสัมพันธ์กัน 3 ครั้ง เราก็ไม่เชื่อตั้งแต่แรก?
ผู้จัดการ : “โอ๊ย ถ้าเขา 3 ครั้งจริง ป่านนี้เขาออกมาพูดแล้ว ตอนนี้ฟารีดาเนี่ยพูดอะไรเป็นความจริงบ้าง ผมว่าตอนเนี่ยผมไม่ต้องพูด แต่คนทั้งประเทศรู้หมดแล้วว่าอะไรเป็นอะไร ตอนนี้แค่ว่าจะสำนึกไหม อยากให้ไปโฟกัสว่าเด็กในท้อง ว่าควรจะดูแลยังไง เลิกสืบ เลิกเสพสื่อ เลิกทุกอย่าง ไม่ต้องพูดอะไรแล้ว ดูแลเด็กเถอะ”
ในขบวนการนี้คิดว่ามีกี่คน?
ผู้จัดการ : “เยอะ หลายคน ลองไปตาม ถ้านักข่าว ช่วยนะครับ ไปตามดูในไลฟ์สด ตั้งแต่วันที่เริ่มปลุกกระแส ปั้นกระแสนี้ขึ้นมา จากการที่เอาเรื่องท้องไม่รับ ไม่มีคนสนใจ ก็ใส่ยาเสพติดเข้าไป ใส่ภาพผู้เยาว์ อันนี้เนี่ยคือหนักหนาสาหัส จากยอดคนดูแค่ 60 คนเนี่ย กลายเป็นแสน อันนั้นภูมิใจดีใจมาก หลังจากออกโหนกระแสเนี่ย โอ๊ย ชีวิตเปลี่ยน สินค้าเข้า อุ๊ย ชีวิตเขาเปลี่ยนเลย เพราะออกโหนกระแสแล้วชีวิตเปลี่ยน ตอนนี้ชีวิตเปลี่ยนแล้วครับ”
เขามาสร้างชื่อเสียงให้กับตัวเอง?
ผู้จัดการ : “ประชาชน คนทุกคนที่อ่านข่าวแบบมีสตอจะมองออก ยกเว้นคนที่ยังโลกสวย ยังมองไม่ออก ยังทำไมไม่ใส่ถุงยาง เลิกพูดได้แล้วครับ แล้วถุงยางถ้าสนใจจะให้ติณติณเป็นพรีเซนเตอร์ ก็เข้าเลยนะครับ ช่วยเข้าหน่อยนะฮะ สนับสนุนคนดีนะ ตอนนี้ผมว่าสินค้าน่าจะเห็นแล้วว่าใครดีใครเลว”
“ก๊อท” มีความเห็นยังไงกับเด็กในท้องของ “ฟารีดา”บ้าง?
ผู้จัดการ : “พี่ก๊อทบอกเลยว่าตอนนี้ ไม่ว่าจะยังไงก็แล้วแต่ ก็คือเด็กคนหนึ่ง สิ่งที่คุยกันมีแต่บอกว่าจะพยายามไม่ให้กระทบ”
ตอนนี้ร้านสัก ยังดำเนินการตามปกติไหม?
นีโอ : “ข่าวเรื่องร้านสัก สำหรับผมก็จบแล้วนะ เพราะว่าผมไม่อยากพูดอะไรเยอะ จบก็คือจบนะฮะ แต่ว่า มันก็มีฝั่งเขาที่ลงไปโพสต์อีก แต่คือผมสัจจะลูกผู้ชายฮะ ถ้าเขาอยากจบ ก็คือให้เคารพ แล้วเดี๋ยวผมลบให้ ต้นเรื่องก็คือเขาโพสต์ก่อน เขาโพสต์ข่มขู่ผมทั้งๆ ที่มันจบไปแล้ว ผมก็บอกไว้แล้วว่าผมจะไม่ยุ่งเกี่ยวกับเรื่องแบบนี้อีก ก็ขอให้เป็นกระบวนการทางกฎหมาย”
เรื่องเงิน 12,000 บาท ของเรากับอดีตคนคุย ตอนนี้จบยังไง?
นีโอ : “คนที่โลกสวยบอกว่าเขาเสียหาย เขาไร้ค่าใช่ไหม จริงๆ เขาอยู่บ้านผมเขานอนสบายนะ ค่าไฟ ค่าบ้านก็ไม่ต้องจ่าย ค่าข้าวผมก็จ่ายให้เกือบหมด ผมซัปพอร์ตเขาเกือบทุกอย่างนะฮะ หลายๆ คนจะมองว่าผมไม่ให้สถานะเขา โอเค ผมก็ยอมรับ แต่ว่าผมรับผิดชอบในสิ่งที่ผมทำได้ดีที่สุดแล้ว”
ที่แม่เราบอกว่าจะฟ้อง ยังมีการดำเนินการอยู่ไหม?
นีโอ : “มีครับ เพราะว่ามันเป็นสิ่งที่บางทีผมก็ยอมไม่ได้เหมือนกัน แต่จริงๆ ตัวผมเองก็ยอมง่ายเหมือนกันนะ ผมไม่ได้ดื้อรั้นอะไรขนาดนั้นนะ ถ้าอยากจบก็คือจบ ถ้าไม่จบก็คือโอเค เดี๋ยวไปต่อให้”
ลูกค้าเยอะขึ้นไหม หลังจากออกโหนกระแส?
นีโอ : “ตอนนี้ออกงานคู่กันก็คือเต็มนะฮะ เดือนนี้ก็คือเต็มแล้ว จริงๆ จ้างต่อได้นะ”
ติณติณ : “ใครเต็มฮะ ผมไม่เต็ม ผมว่างฮะ”
นีโอ : “อ้าว ไปด้วยกันไง (หัวเราะ) ไปด้วยกันครับ เวลาทำงาน ก็อยากให้รับด้วยกันอะไร เพราะว่าอยู่กันมาตลอด อยู่ข้างๆ กัน ถามว่าทำไมถึงเลือกที่จะซัปพอร์ตเพื่อนคนนี้ตลอดเวลา ผมรู้สึกว่าผมมองคนออก แล้วก็รู้สึกรักที่เป็นเพื่อน เพิ่งเคยเจอเพื่อนที่รักด้วยใจจริงๆ อยู่ข้างตลอด ไม่เคยห่างอะไร มีปัญหาก็ช่วย”
ติณติณ : “เป็นวิถีของบ้านเราด้วยเนาะ ร้านสักเรา มันแบบว่า…”
นีโอ : “รักกันแบบครอบครัว”
ติณติณ : “เราให้ความสำคัญกับคำว่าเพื่อน มากกว่สคนภายนอก มากกว่าผู้หญิง มากกว่าเรื่องของแฟน เราอยู่ด้วยกันมาตั้งนาน ค่อยๆ สร้าง เราเริ่มมาจากศูนย์เลย เรื่องร้านสักนี่คือแบบมาจากศูนย์จริงๆ กว่าจะสร้างขึ้นมาเป็นแบรนด์ สร้างขึ้นมาเป็นร้านสักที่มีคุณภาพ กว่าจะผ่านมาถึงตรงนี้ด้วยกันน่ะ มันเป็นมิตรภาพที่ขั้นกว่า ผ่านร้อนผ่านหนาวมาด้วยกัน”

ยังให้เพื่อนคนนี้เป็น MVP อยู่ไหม?
ติณติณ : “เสมอครับ MVP เสมอครับ”
หลายคนเปิดวาร์ปเรา รู้สึกยังไงบ้าง?
นีโอ : “จริงๆ ก็อยากจะขอบคุณทุกคนนะที่พูดถึง ผมก็ ขอบคุณ แล้วก็ขอให้คำอวยพรของทุกคนนั้น กลับไปหาทุกคนให้หมดเลยครับ”
ติณติณ : “อยากขอบคุณแฟนคลับทุกคนนะครับ ที่ส่งกำลังใจให้ตลอดเลย จริงๆ ผมอ่านตลอดเลยนะครับ แล้วก็คิดว่าที่สู้อันนี้ มันไม่ได้แค่สู้เพื่อตัวผมเอง แต่สู้เพื่อทุกคนที่เฝ้ารอความสำเร็จจากผม สู้เพื่อครอบครัว สู้เพื่อความหวัง แค่เห็นส่งข้อความที่ส่งมามาแบบว่า ดีใจนะที่เห็นติณติณร้องเพลงอีก มันก็แบบว่า อยากขอบคุณทุกคนมากครับ ถ้าผมอยู่ตัวคนเดียว ผมอาจจะไม่ได้ออกมาตรงนี้ครับ”
ถ้าได้เจอกับ “ฟารีดา” อยากบอกอะไร?
ติณติณ : “ไม่มีครับ ผมอยากอยู่เงียบๆ”
เมื่อกี้ “ฟารีดา” บอกว่าได้มีการสบตากับ “นีโอ” ?
นีโอ : “เขากำลังจะหาเก้าอี้นั่ง ผมก็มองว่าอยากไหมล่ะ นั่งได้นะ ผมก็ไม่ได้อะไร (ยังโกรธเขาอยู่ไหม?) ผมบอกเลยนะ ผมอโหสิกรรมให้เขา ผมไม่เคียดแค้นอะไรเขาทั้งนั้น ถ้าเขาอยากจะหันหน้ามาคุย ถามว่าคุยได้ไหม ผมคุยได้ แต่ว่าต้องเข้าใจว่านี่เพื่อนผมเหมือนกัน”




