คอนเสิร์ต ‘GDH โตมาด้วยกัน’ พาผู้ชมหวนคืนสู่ความทรงจำที่ยัง ‘ทุ้มอยู่ในใจ’
บางครั้งคำว่า “โตมาด้วยกัน” อาจไม่ได้หมายถึงการเดินเคียงข้างกันตลอดเวลา แต่หมายถึงการที่เราหันกลับไปมองอดีต เรายังคงพบร่องรอยของกันและกันอยู่เสมอ ภาพยนตร์บางเรื่องอาจจบลงไปนานแล้ว เพลงบางเพลงอาจไม่ได้เปิดฟังมาหลายปี แต่เมื่อเราได้ยินเพลงนั้นอีกครั้ง เราจะจำได้ทันทีว่า ตอนนั้นเราเป็นใคร กำลังรักใคร กำลังฝันถึงอะไร และกำลังใช้ชีวิตอยู่ในช่วงเวลาแบบไหน
นั่นคือตลอดเวลากว่า 3 ชั่วโมงของ “มาม่า presents GDH โตมาด้วยกัน ออร์เคสตรามูฟวี่คอนเสิร์ต” ที่ไม่ใช่แค่การพาผู้ชมกลับมาพบกับภาพยนตร์และซีรีส์ที่รัก หากกำลังกลับมาพบกับตัวเองในวัยต่างๆ ที่เคยเติบโตไปพร้อมกับเรื่องราวเหล่านั้น เพราะตลอดหลายปีที่ผ่านมา ไม่ใช่แค่ GDH ที่เติบโตขึ้น แต่คนดูเองก็เติบโตไปพร้อมกับภาพยนตร์ เพลง และตัวละครที่เคยเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตเช่นกัน

บางคนเติบโตมากับ “แฟนฉัน” ที่พาให้นึกถึงรักครั้งแรกในวัยเด็ก บางคนเคยร้องไห้กับ “เพื่อนสนิท” หรือ “กวน มึน โฮ” บางคนเคยไม่เข้าใจเหมยลี่ใน “รถไฟฟ้า..มาหานะเธอ” และเมื่อเวลาผ่านไป หลายคนก็ค้นพบว่าตัวเองเติบโตมาเป็นเหมยลี่จริงๆ ในวันที่ชีวิตเต็มไปด้วยหน้าที่ ความหวัง และการเฝ้ารอใครสักคน ขณะที่บางคนเพิ่งเข้าใจความหมายของคำว่าครอบครัวจาก “หลานม่า” ความพิเศษของคอนเสิร์ตนี้จึงไม่ได้อยู่ที่การรวบรวมนักแสดงหรือศิลปินชื่อดังมาขึ้นเวทีเท่านั้น แต่อยู่ที่การนำ “ความทรงจำร่วม” ของผู้ชมหลายยุคหลายสมัยมาร้อยเรียงเข้าด้วยกัน

เพลง รักไม่ต้องการเวลา, ช่างไม่รู้เลย, อยากหยุดเวลา, จะได้ไม่ลืมกัน, ยินดีที่ไม่รู้จัก และ โปรดส่งใครมารักฉันที เรากลับรับรู้ได้ในวันนี้ว่า บทเพลงเหล่านั้นได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตผู้คนไปแล้ว ทั้งยังปลุกความทรงจำที่ถูกเก็บไว้ลึกที่สุดในใจให้ค่อยๆ หวนกลับมาอีกครั้ง ผู้ชมไม่ได้กำลังนึกถึงแค่ตัวละครในเรื่อง หากกำลังนึกถึงตัวเองในวันนั้น วันที่ยังเป็นเด็กคนหนึ่งที่ฝันถึงรักแรก วันที่กำลังเรียนรู้การสูญเสีย วันที่มีใครบางคนนั่งอยู่ข้างๆ ในโรงหนัง หรือแม้แต่วันที่ชีวิตยังเรียบง่ายกว่านี้




ความมหัศจรรย์ของคอนเสิร์ตครั้งนี้จึงอยู่ตรงที่ไม่ได้พาผู้ชมย้อนกลับไปดูหนังเรื่องเดิมเท่านั้น แต่พาผู้ชมย้อนกลับไปพบกับตัวเองในอดีต ผ่านบทเพลงที่เคยเดินทางเคียงข้างกันมาในแต่ละช่วงชีวิต เพราะระหว่างที่ภาพยนตร์เหล่านั้นเติบโตจนกลายเป็นความทรงจำ เราเองก็เติบโตเช่นเดียวกัน
อีกหนึ่งช่วงที่สะท้อนตัวตนของ GDH ได้อย่างงดงาม คือ Playlist Tribute to JIRA รวมถึงหนังสั้นพิเศษที่เล่าถึงชีวิตของนักตัดต่อภาพยนตร์ ผู้ทำงานอยู่เบื้องหลังความสำเร็จของผลงานมากมาย สิ่งเหล่านี้ทำให้ผู้ชมได้เห็นว่า กว่าภาพยนตร์เรื่องหนึ่งจะกลายเป็นความทรงจำของผู้คน ไม่ได้เกิดขึ้นจากนักแสดงที่อยู่หน้ากล้องเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากผู้คนอีกมากมายที่ค่อยๆ ประกอบชิ้นส่วนของความฝันและความตั้งใจเข้าด้วยกัน จนกลายเป็นงานศิลปะที่เติบโตไปพร้อมกับคนดู



เช่นเดียวกับช่วง Experience Horror ไม่ว่าจะเป็น เด็กหอ, สี่แพร่ง, 5 แพร่ง, ฝากไว้..ในกายเธอ หรือ บ้านเช่า..บูชายัญ ต่างยังสร้างอารมณ์ร่วมให้ผู้ชมได้เสมอ แม้เวลาจะผ่านไปนานเพียงใด เพราะความกลัว เสียงกรีดร้อง และความตื่นเต้นที่เคยสัมผัสในโรงหนังวันนั้น ยังคงถูกเก็บรักษาไว้อย่างดีในความทรงจำ




ขณะที่การกลับมาของ “Hormones วัยว้าวุ่น” ก็ทำหน้าที่ราวกับเครื่องย้อนเวลา พาผู้ชมกลับไปสู่ยุคที่ซีรีส์เรื่องหนึ่งเคยสร้างแรงสั่นสะเทือนให้กับสังคมไทย เป็นเหมือนการเปิดอัลบั้มรูปเก่า แล้วพบว่าตัวละครเหล่านั้นยังคงมีชีวิตอยู่ในตัวเรา









ผู้ชมไม่ได้กลับไปหา Hormones หากแต่กลับไปพบกับ ไผ่, สไปรท์, วิน, ต้า หรือ เต้ย เด็กวัยรุ่นที่ครั้งหนึ่งเคยอาศัยอยู่ในตัวเรา ก่อนที่กาลเวลาจะพาพวกเขาเติบโตเป็นผู้ใหญ่
และเมื่อค่ำคืนเดินทางมาถึงบทสุดท้าย พร้อมกับเพลง “ทุ้มอยู่ในใจ” ที่ดังก้องไปทั่วทั้งฮอลล์ ช่วงเวลานั้นทำให้หลายคนตระหนักว่า คอนเสิร์ตนี้ไม่ใช่เพียงการเฉลิมฉลองภาพยนตร์ของ GDH แต่เป็นการเฉลิมฉลองการเติบโตของทุกคนที่เคยร่วมเดินทางมาด้วยกัน

เพราะไม่ใช่แค่หนังที่เติบโต ไม่ใช่แค่คนดูที่เติบโต แต่เป็นความทรงจำทั้งหมดที่เติบโตมาด้วยกัน “ต่อให้เราไม่พบไม่เจอเป็นปี แต่เพลงนี้ยังทุ้มในใจ”



