ทนายนิด้า เปิดใจกระแสซีรีส์ ‘ทนายปีศาจ’ ชีวิตจริงดาร์กยิ่งกว่า ยันฉีดโบท็อกซ์ไม่มีผลต่อการว่าความ
เรียกว่าเป็นซีรีส์ที่ถูกพูดถึงกันอย่างมากบนโลกออนไลน์ สำหรับซีรีส์แนวกฎหมายสายดาร์กทาง Netflix อย่าง ‘ทนายปีศาจ’ ที่ได้นักแสดงมากฝีมือระดับตัวแม่ หญิง-รฐา โพธิ์งาม มารับบท ‘ทนายจิตตรี’ โดยงานนี้ เมื่อเจอ ทนายสายลุย อย่าง ทนายนิด้า-ศรันยา หวังสุขเจริญ ที่มาร่วมงานแถลงข่าวของทางแบรนด์ Dr.JiLL ณ True Digital Park East ก็ได้เปิดใจถึงซีรีส์ดังที่กำลังเป็นกระแสอยู่ในขณะนี้
พูดเรื่องกระแสซีรีส์ดัง ‘ทนายปีศาจ’ กลายเป็นว่าเรื่องการเป็นทนายความหญิง มองในมุมซีรีส์ มีโอกาสได้ดูไหม?
“ดูแล้ว สนุก”
เป็นไงบ้าง มันเหมือนหรือไม่เหมือนอาชีพที่เราเป็นอยู่ไหม?
“มีทั้งเหมือนและมันทั้งไม่เหมือน ที่ไม่เหมือนก็คือทรงผม จริงๆ วันนี้ก็จะทำมาแบบนั้นเหมือนกันแต่กลัวว่าจะขโมยซีนหลายๆ คน ก็มีทั้งเหมือนและไม่เหมือน ต้องชื่นชมก่อนนะว่าซีรีส์ทำออกมาได้ดีมากๆ เข้าถึงคนดู ที่ไม่เหมือนคือบางเรื่องอาจจะเพิ่มอรรถรส แต่ในความเป็นจริงถ้าในซีรีส์บอกว่าดาร์กแล้ว มันจะมีความดาร์กกว่านั้นอีก”
อย่างเช่นในการซักถาม หรือว่าเรื่องต่างๆ?
“ถ้าในประเด็นซักถาม ก็ถามกันแบบนั้นแหละ การตั้งคำถามของทนายความ ถ้าในเรื่องความผิดเกี่ยวกับเพศก่อนนะ ก็จะถามกันถึงขนาดนั้นแหละ ยกตัวอย่างเช่น ถ้าสมมติว่าเป็นทนายที่เป็นฝ่ายผู้ต้องหา ฝ่ายจำเลย พอยต์ของทนายของจำเลยคือทำยังไงก็ได้ให้ศาลไม่เชื่อว่าเหยื่อถูกข่มขืนจริง ดังนั้นก็จะต้องให้เขาเล่าเหตุการณ์ ทำยังไงก็ได้ให้ตัวผู้เสียหายเล่าเหตุการณ์ที่มันขัดแย้งกัน หรือไม่สมูท จึงเป็นการถามเพื่อดูความจดจำของตัวเหยื่อ คุณจำได้แค่ไหน คุณถูกกระทำอย่างนั้นจริงไหม ประมาณไหน ที่หลายๆ คนบอกว่าคดีความผิดเกี่ยวกับเพศ แล้วจะต้องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมมันถูกทำซ้ำๆ อันนี้ก็จะไม่เกินจริง มันก็จะเป็นแบบนั้น ถ้าทนายอีกฝ่ายนึงที่จะทำลายน้ำหนักของเหยื่อ ก็จะใช้คำถามลักษณะแบบนี้แหละ แต่ในศาลอาจจะไม่ได้ไปขู่ตะคอกไปอะไรมากเท่ากับในซีรีส์นัก อาจจะเป็นการเพิ่มอรรถรส เพราะถ้าทนายทำเช่นนั้น ศาลก็จะติติงอยู่แล้ว ว่าไม่ให้ใช้น้ำเสียงที่เป็นการตะคอก ดุดัน แต่ถามว่ามีทนายความที่เป็นลักษณะแบบนี้ไหม มี แต่โดนศาลปรามแน่นอน”
ต่างประเทศเขาวิเคราะห์บอกว่า ซีรีส์เรื่องนี้ทำเกินจริง เราอยู่ตรงนี้คิดว่ามันเสมือนจริงหรือเกินจริง?
“ต้องถามว่าประเทศที่เขาบอกว่าเราเกินจริงนี่เป็นประเทศที่เจริญแล้วหรือเปล่า อันนี้ไม่เห็นคำวิจารณ์นี้นะ แต่ต้องบอกว่ามันอาจจะมีเรื่องของแอ็กติ้ง ที่อาจจะสร้างความดุดันให้กับตัวคาแรกเตอร์ของแต่ละคน ก็อาจจะเป็นแบบจิตตรีออกมา แต่ถ้าในแง่มิติของความดาร์กของจิตตรี หรือความดาร์กของข้าราชการหลายๆ คน มันมี เราต้องยอมรับว่ามันมีเกิดขึ้น แล้วหลายๆ เรื่องมันมากกว่าในนั้นอีก ไม่ว่าจะเรื่องข่าวคนบนเรือ จริงๆ ถ้าจากข้อมูลเบื้องลึกเบื้องหลัง ซีรีส์อาจจะถ่ายทอดออกมาไม่หมดได้ขนาดนั้นก็ได้”
อย่าในซีรีส์ คดีข่มขืนผู้ป่วย หลายคนมองแล้วบอกว่าสิ่งที่ใช้ก็เห็นในข่าวจริงๆ?
“ก็อินสไปร์มาด้วย ต้องบอกว่ามีโอกาสได้ให้คำปรึกษาผู้เขียนบท ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่ามีการนำคดีที่มันเกิดขึ้นจริงที่ตัวเองเป็นคนรับผิดชอบ เอาไปดัดแปลงเพื่อให้มันไม่สามารถรีเลตไปที่ตัวบุคคลใดได้ แต่ในคดีข่มขืนในซีรีส์ ก็ต้องบอกว่ามีเค้าโครงมาจากเรื่องจริง”
เป็นคดีของทางทนายนิด้าเองเลยไหม?
“ใช่ เป็นทนายความที่รับผิดชอบในคดีหมอข่มขืนคนไข้ เป็นฝ่ายเหยื่อไม่ใช่ฝ่ายหมอ ซึ่งในซีรีส์หมออาจจะรอด เพราะตัวผู้เสียหายถอนฟ้องไป เพราะอาจจะทนความกดดันไม่ไหว แต่ในชีวิตจริงแพทย์ติดคุก”
กลับมาที่กรณีที่นักวิเคราะห์ออกมาวิเคราะห์ว่า การฉีดโบท็อกซ์ทำให้ผู้พิพากษาไม่เข้าใจสีหน้า ความหน้าผากไม่ขยับ ในฐานะที่เป็นทนายผู้หญิง มองตรงนี้มีมุมมองยังไงบ้าง?
“มันไม่ได้มีผลอะไร เพราะทนายก็ฉีด ตอนนี้ก็คลายมาแล้ว ถ้าย้อนไปเมื่อ 2 วีคที่แล้วก็ตึงมาก แต่ศาลก็จะสามารถเข้าใจบริบทเราได้ หรือคนที่อยู่ในคอกพยานที่เรากำลังไปถามเขา เขาก็สามารถเข้าใจบริบทเราได้ว่าเรากำลังดุดันอยู่นะ เรากำลังเค้นเขานะ จริงจัง ซีเรียส ไม่ได้มีผลอะไร”
ไม่มีผลต่อการแสดงอารมณ์เลยใช่ไหม?
“ไม่มีผลต่อการแสดงอารมณ์ เราโกรธเขาก็รู้ว่าเราโกรธ เราไม่พอใจเขาก็รู้ว่าเราไม่พอใจ เราสามารถแสดงอารมณ์ความรู้สึกด้วยมิติอื่นๆ ได้”

อย่าโทษโบท็อกซ์?
“อย่าโทษ ไม่เอา”
ในฐานะที่เราเป็นทนายแล้วถ้าถูกวิเคราะห์แบบนี้ อยากจะตอบโต้เขาอย่างไรกับนักวิเคราะห์คนนั้น?
“ไม่รู้จะตอบโต้อย่างไร คนวิจารณ์ฉีดไหม มันเป็นสิ่งที่ยอมรับในยุคปัจจุบันแล้ว ไม่มีใครไม่อยากสวย ไม่อยากฟรีซความอ่อนเยาว์ไว้ มองว่ามันเป็นเรื่องที่ข้ามผ่านไปเถอะ”
ซึ่งไม่มีผลต่อรูปคดี และไม่มีผลต่อการแพ้ชนะ ไม่มีผลต่อการสืบพยานเลย?
“ไม่มีผลต่อการแพ้ชนะ ไม่มีเลย”
แล้วเรื่องทรงผมไม่มีผลใช่ไหม ทรงผมปกติเราสามารถทำแบบนั้นไปศาลได้ไหม?
“จริงๆ ในมรรยาททนายความ ในระเบียบข้อบังคับของสภาทนายความไม่ได้มีข้อกำหนดเรื่องทรงผมเอาไว้ แต่โดยภาพรวมก็คือทนายต้องแต่งกายสุภาพเรียบร้อย แต่ก็ไม่ได้มีนิยามไว้ถึงเรื่องทรงผมว่าทรงผมแบบใดจะสุภาพหรือไม่สุภาพ ดังนั้นเมื่อไม่ได้เป็นข้อห้าม ก็ทำทรงอย่างจิตตรีได้ วันนึงอาจจะเห็นเป็นทรงแบบนั้นมาก็ได้ ถ้าจะทำเดี๋ยวจะถ่ายลงโซเชียล”
ขอถามประเด็นดราม่าที่โจทก์มีการปล่อยคลิปเสียง ที่ทนายนิด้าเคยออกมาวิเคราะห์ มองว่ามีความเห็นยังไงบ้าง?
“เป็นเรื่องของการให้ข้อกฎหมายในเรื่องของคำว่าข่มขืนกับคำว่ากระทำชำเรา เราก็ให้ความเห็นในทางกฎหมายอย่างตรงไปตรงมา ต้องบอกว่าตอนนี้ทัวร์หรือชาวโซเชียล อะไรที่ไม่ถูกใจก็จะตีเป็นผิดไปเสียหมด แต่อย่าลืมว่าบางทีเพจนักกฎหมายก็ต้องโฟกัสที่เรื่องของมุมข้อกฎหมาย ดังนั้นสิ่งที่เราแชร์มุมมองไปคือเราอยากให้ชาวเน็ตสามารถวิพากษ์วิจารณ์อะไรได้ แต่ถ้าบนพื้นฐานความรู้ที่มันถูกต้อง มันจะเพิ่มพูนกันต่อไปได้เรื่อยๆ ทีนี้เหตุที่มาโพสต์เรื่องของคำว่าข่มขืนกับคำว่ากระทำชำเรา พูดง่ายๆ ก็คือออรัลเซ็กซ์ ต้องบอกว่าหลายๆ คนไปเข้าใจว่าการออรัลเซ็กซ์คือการข่มขืนกระทำชำเรา ไม่ใช่ ออรัลเซ็กซ์ก็คือออรัลเซ็กซ์ แต่จะไปบอกว่ามันเป็นความผิดต้องได้ความต่อไปว่าการออรัลเซ็กซ์นั้นเกิดจากการบังคับขู่เข็ญ ถูกบังคับขู่เข็ญ ดังนั้นการออรัลเซ็กซ์มันมีทั้งการสมยอมหรือไม่สมยอม แต่หลายๆ คนไปตีความเหมารวมว่าออรัลเซ็กซ์แปลว่าข่มขืน ไม่ใช่ แต่เราก็ไม่ได้บอกว่าประเด็นที่ดังมันเป็นความผิดหรือไม่เป็นความผิด เพราะสุดท้ายแล้วมันจะมีข้อกำหนดด้วยอายุของผู้ถูกกระทำ มันจะมีเกณฑ์อายุของผู้ถูกกระทำ 13 ปี 15 ปี ถ้าสมมติว่ากระทำความผิดอะไรที่มันเกี่ยวกับเพศ ไม่ว่าจะสมยอมหรือไม่สมยอม มันผิดทั้งหมดอยู่แล้ว แต่เราอยากให้แยกให้ถูกว่าการออรัลเซ็กซ์มันเป็นความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเราเลยไหม มันไม่ใช่ ไม่งั้นเดี๋ยวต่อไปมันจะไม่มีมิตินี้กันแล้วนะ
มันไม่ใช่ความผิดกรณีเดียวกัน มันเอามารวมกันไม่ได้ มันต้องแยกนิยามกันให้ถูก เราแค่ออกมาบอกในเรื่องของนิยามให้มันถูกต้องเท่านั้นเอง เพราะไม่ใช่แค่ชาวเน็ต นักกฎหมายบางคนก็ยังใช้ผิดเหมือนกัน เราก็อยากใช้ให้มันถูก เพราะการที่เราเป็นบุคคลสาธารณะหรืออินฟลูเอนเซอร์ เรายิ่งมีภาระหน้าที่ความรับผิดชอบต่อสังคม มีทั้งคนชอบและไม่ชอบเราทั้งหมดนั่นแหละ แต่เวลาที่เขามาเสพเรา ไม่ว่าคนชอบหรือไม่ชอบเรา เราก็มีจริตที่เราอยากจะให้เสพในมิติที่มันถูกต้อง”
หลังจากที่โพสต์ให้ความรู้ไป ฟีดแบ็กเป็นยังไงบ้าง?
“มีทั้งคนที่เข้าใจในมุมมองข้อกฎหมาย แล้วก็มีทั้งทัวร์ลง เป็นเรื่องปกติ”
เราไม่ได้ติดใจเอาความคนที่มาวิจารณ์หรือมาทัวร์ลงใช่ไหม?
“ต้องข้ามผ่าน ไม่อย่างนั้นต้องบอกว่าเราใช้ชีวิตอยู่ในโซเชียลไม่ได้ ขนาดล่าสุดไม่ได้ติดตามข่าวเรื่องตชด. ที่มีข่าว ยังมีนักกฎหมายที่มาบอกว่าป้องกันไม่ป้องกัน หรืออะไรยังไง ทัวร์ก็มาลง แต่ในมุมตัวเองก็เห็นว่าเขาให้ความรู้กฎหมายที่ถูกต้องแล้ว ทัวร์ก็ลงเหมือนกัน ดังนั้นก็เลยโอเค มันก็จะมีทั้งคนที่อยากเสพในสิ่งที่ตัวเองอยากเสพตามจริตตัวเอง เราก็ละไว้ แต่คนที่เขาอยากได้ความรู้กฎหมายก็มาเสพแล้วกัน
โดนทัวร์ก็มีเซ็งบ้าง เราไม่ได้จะเทคไซด์ใครเลย แต่เราแค่อยากให้ความรู้กฎหมายที่มันถูกต้อง พอเวลามันมีอะไรที่ไม่เป็นตรรกะ คือเราเถียงกับคนที่ไม่ได้มีเบสพื้นฐานเหมือนกัน คุยกันคนละเรื่องคนละประเด็น มันก็อาจจะมีการบั่นทอนบ้าง แต่เดี๋ยวมันก็ข้ามผ่านไปได้เพราะเราเจอมันมาเยอะแล้ว”
สุดท้าย มองว่าทนายปีศาจส่งผลต่ออาชีพการเป็นทนายยังไงบ้างไหม?
“ตอนนี้ไม่ได้ส่งผลอะไร ในแง่มุมนึงก็ทำให้อาชีพทนายได้รับความสนใจมากขึ้นจากที่ได้รับความสนใจอยู่แล้ว ไม่ว่าจะทั้งดีและเลว ทนายปีศาจก็มากระเพื่อมขึ้นอีกครั้งหนึ่ง แต่ส่งผลต่ออาชีพให้เราทำงานยากขึ้นง่ายลงอะไรแบบนี้ สำหรับส่วนตัวไม่ได้มีอะไร”
ในศาลมีทุจริตเหมือนในซีรีส์ไหม?
“คำถามยื่นหอกยื่นดาบมาก ขอไม่โฟกัสไปว่าในศาลมีหรือเปล่า แต่พูดเป็นภาพรวมของกระบวนการยุติธรรมเลยดีกว่า ว่ามีการทุจริต มีการสร้างพยานหลักฐานเท็จอะไรไหม มีค่ะ มีการทุจริต ทั้งกับเอกชนที่ทุจริต แล้วก็ราชการที่ทุจริตเอื้อกัน มีหมด จากประสบการณ์ที่ได้ประสบพบเจอมา ก็เคยเจอ”
ดูหญิง รฐา เล่นแล้วรู้สึกยังไงบ้าง?
“ดีมาก แสบมาก แซ่บ หลายๆ คนก็บอกว่าเหมือนนิด้าเลย แต่เราก็ไม่ได้แสบขนาดนั้น แต่อาจจะเป็นคนที่เหมือนมีความชัดเจน มีความคล่องแคล่วดุดัน ก็อาจจะมีจุดบุคลิกที่คล้ายกันบางประการ ก็ดีใจ เพราะว่าเขาดัง เราก็ได้พลอยไปด้วย”


