บีม-ออย เล่าโมเมนต์ส่งลูกสาวเข้า ร.ร. -‘พี่ธีร์-น้องพีร์’ จบอนุบาล พร้อมเปิดคุณสมบัติว่าที่ลูกสะใภ้‘
ถือเป็นอีกหนึ่งครอบครัวที่น่ารักและอบอุ่นสุดๆ สำหรับครอบครัวตันจรารักษ์ ของพ่อบีม กวี ที่ล่าสุดควงคุณภรรยาคนสวย ออย อฏิพรณ์ มาร่วมงานแถลงข่าว Dr.JiLL ณ True Digital Park East งานนี้เลยขออัพเดตความน่ารักของลูกแฝดทั้ง 4 คน ทั้งเรื่องการเข้าสู่รั้วโรงเรียนหมาดๆ ของแฝดน้อง น้องอัญญา-น้องอัยวา และอัพเดตพัฒนาการของแฝดพี่ ‘น้องธีร์-น้องพีร์’ พร้อมแชร์มุมมองทริคการเลี้ยงลูกในยุค AI สไตล์ครอบครัวตันจรารักษ์
ตอนนี้ลูกแฝด ลูกสาวจะเข้าโรงเรียนแล้ว?
บีม: “เข้าไปแล้วฮะ ลูกสาวเพิ่งเข้าไปเรียนเมื่อซักอาทิตย์นึง”
ออย: “เป็นการปรับพื้นฐานก่อนเปิดเทอมจริงค่ะ โรงเรียนก็จะปรับ 1 เดือน”
น้องเป็นยังไงบ้าง?
ออย: “อาทิตย์แรกเนี่ยไม่ร้องเลย”
บีม: “แต่เปิดแค่สองวันนะฮะ (หัวเราะ) เขาเปิดพฤหัสบดี ศุกร์”
ออย: “แต่พออาทิตย์ที่สองอัญญาเหมือนแบบเหมือนจิตกลับเข้าสู่ร่าง เริ่มระลึกได้ว่านี่มาโรงเรียน”
บีม: “อ้าวมันจะเกิดขึ้นทุกวันเลยเหรอ อะไรอย่างงี้”
ออย: “เราก็บอกอีก 19 ปีเองลูกเดี๋ยวก็จบแล้ว (หัวเราะ)”
บีม: “เขาก็จะแบบทำหน้าเบ้ทุกเช้าว่าแบบเออไม่อยากไปโรงเรียน”
ออย: “แต่ไม่ถึงขั้นดิ้นอะไรอย่างงี้ หรือต้องฉุดรั้งกันหน้าประตู คุณครูดึงทางนึง แม่ทางนึง ไม่อะไรขนาดนั้น แต่ก็จะมีแบบว่า ไม่อยากไปสคูลเลยอะไรแบบนั้น แต่พอแตะบัตรได้ก็เข้าไปนะคะ เป็นอยู่อย่างงั้นหนักๆ ประมาณ 3 วัน พอวันที่ 4 ปุ๊บมีเบะปาก แต่ไม่มีน้ำตาละ เหมือนแบบว่ายัง improvise อารมณ์อยู่ เดี๋ยวจะดูขาดช่วงไป”
บีม: “แต่เมื่อเช้าดีมากนะ”
เล่าได้ไหม พ่อกับแม่มีไปแอบดูลูกบ้างไหม?
ออย: “มีแอบดูเขาได้ถึงแค่ตอนเข้าแถว แต่ว่าจุดเปลี่ยนคือตอนนางหันมาเห็นเรา คุณครูชี้นี่ไงแม่อยู่ตรงนี้ พอหางหันมาเห็นก็อยากจะมาหา หลังจากนั้นก็เลยต้องออกมา ไม่ดูตอนเข้าแถว เพราะกลัวจะลำบากครู เพราะครูต้องดึง แล้วก็ไม่ใช่ตัวเล็กไง”
อันนี้มีอาการสองคนเลยไหม?
ออย: “คนเดียวค่ะ ส่วนอัยวาก็คือรักการเต้นมาก เพราะตอนเช้าโรงเรียนนอกจากจะมีเคารพธงชาติแล้ว สวดมนต์แล้ว ยังมีการเต้นออกกำลังกายนิดนึง โห อัยวานี่คือสุดแขน”
บีม: “เด่นสุดในห้อง เต้นแรงสุด”
แปลว่าคนนี้คือปล่อยได้?
บีม: “ปล่อยได้ๆ จอยทุกเช้า อุ้ยนี่จะไปเรียนเหรอ ไปเรียนดี”
จอย: “เข้าได้แล้ว จะเข้ารึยัง สะพายกระเป๋าตั้งแต่รถเลย คือแบบเอนเนอร์จี้ดีมาก จนมาถึงทุกวันตอนกลางคืนก่อนนอนเนี่ยนางจะต้องร้องเพลงซัก 4-5 เพลง ถึงปิดไฟแล้วก็ยังได้ยินเสียงแบบเต็มร้อย แบบร้องเพลงไปเรื่อยเลยค่ะจนกว่านางจะหลับไปเอง”
นางอยากร้องเพลงที่นางอยากร้องหรือเพลงที่เรียน?
จอย: “ใช่ ร้องที่อยากร้อง คือเป็นแต่ไหนแต่ไร”
บีม: “คือก่อนหน้าที่เขาจะไปโรงเรียนเนี่ย ก่อนนอนเขาจะร้องเพลงตลอดเลย เพราะเหมือนเอนเนอร์จี้มันยังเหลือ พอไปโรงเรียนปุ๊บกลับมาเป็นยังไง”
ออย: “ตาลอย (หัวเราะ) นอนตาลอย ไม่ต้องมีใครกล่อมหรือแตะตัวฉันเลย ส่วนอัญญาคือนอนคว่ำปุ๊บหลับเลย ดีมาก”
แล้วเราเหงาไหมลูกไปโรงเรียน?
บีม ออย: “เหงา”
ออย: “พี่ชายเขาก็เหงา พี่ชายเขาบอกว่าชอบให้น้องอยู่บ้านเสียงดัง แต่ไม่ชอบให้น้องมาแย่งของเล่น น้องไปโรงเรียนดีแล้วไม่คิดถึง แต่บ้านเงียบ”
ต้องเพิ่มแล้วล่ะ
บีม: “ไม่เอาแล้วครับ” (หัวเราะ)
น้องๆ มีมาเมาธ์ไหมว่าไปโรงเรียนเจออะไรมาบ้าง?
บีม: “นี่พยายามถามเขาว่าเรามีเพื่อนรึยัง”
ออย: “แต่เหมือนกับธีร์กับพีร์ที่ตอนแรกๆ จำชื่อเพื่อนไม่ได้ บอกว่ามีเพื่อนเยอะเลย มีกี่คน 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 มีกี่คน 2 คน ยังงงอยู่”
บีม: “คือระหว่างวันเนี่ยบางทีครูเขาก็จะถ่ายรูปมามั่ง ถ่ายวีดีโอมามั่ง เขาก็แฮปปี้นะ เพราะมันจะมีแบบว่าไปที่ playground แล้วเขาจะได้เล่น คือผมลืมตอนที่เขาร้องไห้ทำปากแบะไปเลย เหมือนเขาก็เอนจอยกันการอยู่สคูลเหมือนกัน”
แล้วเราบอกอะไรบ้างไหมคะว่าเราต้องไปเจออะไรที่โรงเรียน ต้องกล่อมให้เข้าใจ?
ออย: “ตอนแรกก็ไม่ได้พูดอะไร ไม่ได้พูดว่าไปโรงเรียนอย่าร้องไห้นะ ไม่ได้พูดแบบนี้ แต่จะบอกว่า อุ้ยโรงเรียนสนุกมากเลย แต่เขาเห็นพี่เขาไปเรียนอยู่แล้วไงคะ เขาอยากจะตามไปอยู่แล้ว แล้วก็เคยก่อนที่เขาจะเริ่มเข้าซัมเมอร์เนี่ย พาเขาไปส่งพี่เขา เขาจะไปแอบส่องดูพี่เขาเข้าโรงเรียนอะไรอย่างงี้ เขาก็เลยรู้สึกอยากไป แต่พอตัวเองได้ไปจริงๆ เนี่ยอัยวาจอยมาก แต่อัญญาก็อย่างที่เล่าเลย…แต่ว่าระหว่างวันเนี่ย เขาเอนจอยมากเพราะเข้าอนุบาล มันยังไม่ได้มีวิชาการค่ะ ส่วนใหญ่ก็ทำขนม ระบายสี แปะกาว ทำแล้วก็จะมีงานฝีมือกลับบ้านทุกวัน”
แล้วยุคนี้เราต้องระวังไหมครับเพราะมี AI เข้ามามีบทบาทบนสื่อออนไลน์?
ออย: “AI ตอนนี้เท่าที่เห็นเขาจะจับนางไปรำ ไปเต้นอะไรอย่างงี้” (หัวเราะ) ใส่ชุดไทย ใส่ชุดตามเทศกาลต่างๆ อะไรงี้ มันก็ยังน่ารักอยู่”

น้องมีการเสพสื่อไหม แบบว่าเล่นไอแพดอะไรอย่างงี้?
ออย: “ไม่ค่ะ แต่ว่าจะมีแค่ขอดูการ์ตูน แล้วก็จะมีแบบว่าเป็นเวลา เพราะตอนนี้เขาเรียนหนังสือเนี่ย วันอาทิตย์ถึงวันพฤหัสบดีจะไม่ให้ดู เพราะว่าต้องรีบเข้านอน แต่ว่าถ้าเป็นคืนวันศุกร์กับคืนวันเสาร์อะ จะได้ดู นอกจากว่าป้าๆ ต่างๆ มา นั้นก็จะเป็นเวลาแฮปปี้ไทม์”
บีม: “คือพ่อแม่แบบคือพ่อแม่ใจร้ายอะไรประมาณนี้ คนอื่นก็เนี่ย ใจดี ทุกคนสปอยล์ เนี่ยคนข้างๆ เนี่ย มาแล้วเสียระบบหมด” (หัวเราะ)
คือพ่อแม่เป็นระบบปิด?
บีม: “ใช่ พ่อแม่เป็นระบบปิด”
ออย: “แต่ก็ออยก็ปล่อยนะคะ ออยรู้สึกว่าเขาก็จะได้แบบมีความยืดหยุ่นบ้าง หรือว่าถ้าเย็นวันศุกร์พี่เขาไปเรียนภาษาไทยที่บ้านปะป๊าออยอย่างงี้อะค่ะ ออยจะให้เขาจอยเต็มที่ อยากจะกินขนมอะไรอย่างงี้ได้เลย เพราะอยากให้เขารู้สึกว่ามาบ้านอากงแล้วแฮปปี้”
เรามีการควบคุมในระดับนึง น้องไม่มีติดจออะไรอย่างงี้ทุกคนเลยใช่ไหม?
ออย: “ไม่ค่ะ กินข้าวไม่ต้องดู แต่ไปข้างนอกอะ (พยักหน้า)”
บีม: “โชคดีที่คุยกันรู้เรื่องแล้วเข้าใจ คืออาจจะเพราะเราเลี้ยงเขาด้วยเหตุผลมาโดยตลอด เวลาเราบอกว่าเออทำไมเราถึงให้ทำสิ่งนี้ แล้วทำไมไม่ให้ทำสิ่งนี้ เราให้เหตุผลไปด้วย ซึ่งแรกๆ ผมก็คิดว่าเขาเบลอๆ แต่หลังๆ ก็รู้เรื่อง อ้อเพราะมันเป็นแบบนี้เหรอ”
ออย: “แล้วสมมุติว่าเขาขอดูนอกเวลา แต่น้อยนะคะ วันนี้ขอดูได้ไหม เราก็จะบอก เราดูได้ตอนไหนนะ ตอนอาบน้ำ ใช่ นางก็จะรู้ว่ายังไม่ถึงเวลาก็เดินไป”
บ้านเรามี 4 สอนไปทั้งหมดฟังกี่คน ที่ทำได้จริง?
ออย: “พี่เขาง่ายนะ ออยก็คิดว่าคู่ที่สองก็จะง่าย แต่อัญญาจะมาแบบ ได้ไหมม please please อย่างงี้”
บีม: “แต่ว่าเป็นคนที่อ้อนน่ารักมาก”
พ่อยอมบ่อย?
บีม: “ครับผม ก็จะเป็นอย่างงี้” (หัวเราะ)
ออย: “นางจะตาเล็กๆ ใช่ไหม แล้วนางจะพยายามทำตาโต ซึ่งมันก็ไม่โตอยู่ดี นางก็จะได้ไหม please please อย่างงี้ แต่ก็ไม่ให้ ก็ไม่ได้อยู่ดี”
แต่พ่อยอม พ่อแพ้จริงไหม?
บีม: “บางครั้งครับ แต่ว่า….ใครมีอำนาจมากที่สุดในบ้านครับ (หัวเราะ) คือผมยอม แต่ผมบอกว่าไปถามแม่ดูก่อนนะ ก็เป็นกำแพงยักษ์ที่วิ่งชนเท่าไหร่มันก็ไม่แตก (หัวเราะ)”
แล้วเวลาลูกสาวอ้อนอย่างงี้ พี่บีมอ้อนพี่อย่างงี้ไหม?
บีม: “โอ้ยฮะ“ (หัวเราะ)
ออย: “จริงๆ อ้อนไม่ต้องยากเลยนะคะ เลขบัญชีเขามีอยู่แล้วนะคะ (หัวเราะ) ไม่ต้องอ้อนเลย โตแล้วคุยด้วยการหมุนเวียน”
แล้วเราคุยกันด้วยตัวเลยบ่อยไหมคะพี่บีมยังไง?
บีม: “เราต้องเก็บเงินไว้ให้ลูก โหมีตั้ง 4 คน”
แต่จริงๆ พ่อแม่เลี้ยงลูกยุคนี้มันลำบาก เพราะสังคมเอย อะไรเลย หลายคนจะกลัวว่าเรื่องว่าเด็กยุคนี้โตไปต้องเจออะไรบ้าง
บีม: “มันก็ต้องปรับไปเรื่อยๆ ด้วย บางทีสิ่งที่เราเรียนรู้ตอนที่เรายังเด็กหรือสิ่งที่เราคิดว่า เนี่ยน่าจะดีแล้วสำหรับเด็ก บางทีโตแล้วก็อาจจะต้องปรับเปลี่ยน”
ออย: “ออยว่ามันเปลี่ยนเร็วกว่า มันไม่ใช่ 10 ปีนะคะ มันอาจจะเป็นเดือนเดียว หรือสองเดือน มันเร็วมากเลย แล้วก็ อะไรที่เราเคยคิดเมื่อตอนเราเรียนจบแล้วเราอยากจะทำอันนี้ เดี๋ยวนี้มันอาจจะเป็นอาชีพที่แบบไม่มีใครอยากจะทำแล้วก็ได้ แต่ก็ไม่แน่ในอนาคตมันอาจจะกลับมาฮิตอีกก็ได้ เราไม่รู้เลย เพราะฉะนั้นตอนนี้เรามีหน้าที่แค่ว่าเราจะปลูกฝังเขายังไง ให้เขาเป็นคนเก่ง แต่เก่งอย่างเดียวไม่ได้นะ ต้องเป็นเด็กดี มีมารยาทด้วยอะไรแบบนี้ เพราะว่าอย่างน้อยสมมุติว่าลูกเราไม่ได้เก่งมากแต่ว่าเป็นเด็กดีมีมารยาทก็จะได้รับความเมตตา”
สองหนุ่มอัพเลเวลแล้วเพิ่งจบอนุบาล?
ออย: “ใช่ ตอนนี้น้องพีร์ก็จะแบบว่าสูงยืดขึ้น ถ้าเจอเขาอีกทีนึงก็จะรู้สึกว่าเขาสูงขึ้น แล้วก็กินเก่ง อาจจะเป็นช่วงที่แบบว่ากำลังโต ส่วนพี่ธีร์ก็จะยังเหมือนเดิมก็คือเลือกกิน อันนี้กิน อันนี้ไม่ พี่ธีร์จะดูชะลูดกว่าน้องพีร์นิดนึง แบบว่าผอมกว่า น้องพีร์ก็จะแบบมีเหนียงๆ นิดนึง กินเก่ง”
เป็นเรื่องของสังคมด้วยไหม เพราะมันก้าวเข้าสู่อีกวัย?
ออย: “ก็ยังไม่เปลี่ยนเพราะยังไม่มีสังคมมาก (หัวเราะ)”
บีม: “ก็ยังไม่เปลี่ยนมากครับ ผมคิดว่าเด็กที่เขาบอกว่าเปลี่ยนจริงๆ คือประมาณ 12-13 ตรงนั้นจะเป็นช่วงที่มันเปลี่ยนจริงๆ”
ออย: “วัยฮอร์โมนอะเนาะ”
บีม: “แต่ตอนนี้เราก็พยายามแบบ ให้เหตุผลเขา ให้เขาชินกับเหตุผลที่เราให้ ผมว่ามันน่าจะสำคัญที่สุด เพราะสุดท้ายสมมุติว่าเราไม่เคยให้เหตุผลกับเขาเลย สั่งเขาอย่างเดียวอะไรงี้ พอเขาอายุ 12-13 มันไม่มีที่มันสามารถไปหยุดเขาได้ เพราะเราสั่งเขาแทบไม่ได้แล้ว”
ออย: “ออยพยายามจะเป็นแบบที่เขารู้สึกไม่มีที่ไหนแล้วก็มาปรึกษาแม่ แต่ก็ไม่ได้ให้เขาเป็นลูกแหง่นะ ก็คืออาจจะบอกพี่ธีร์กับน้องพีร์ว่าแบบ หนูโตขึ้นแล้วหนูไม่รู้จะไปไหน ให้หนูมาบ้านหม่ามี้นะลูก หรือถ้าหนูเสียใจจากที่ไหนให้หนูมาหาหม่ามี้นะ เราก็จะพูดตลอด เพราะเราอยากให้เขารู้ว่าตรงนี้เป็นที่พึ่งนะ ต่อไปไม่อยู่ตรงไหนก็แล้วแต่ มีอะไรที่ทำให้รู้สึกไม่ไหวก็ให้กลับมา”

อย่างถ้าเขาเป็นวัยรุ่น เรื่องการแบบโตแล้วมีแฟน เราได้คิดเอาไว้ไหม?
ออย: “ไม่ได้คิดเอาไว้เลย แต่ถ้าเวลามีคนพูดว่าอีกหน่อยน้า น้องพีร์น้องธีร์จะมีแฟน เราก็แบบอย่าพูดงี้สิ เด็กมันยังไม่รู้จักเลย(หัวเราะ) คือรู้สึกไม่อยากให้นางแบบว่าโตเกิน คือช่วงเวลาเด็กอะมันเป็นช่วงเวลาสั้นๆ อยากให้นางเสพความเป็นเด็กใสๆ อย่างงี้ไปก่อน”
แล้วพี่ออยทำใจไว้รึยังเพราะเขาก็โตขึ้นทุกวัน?
ออย: “เตรียมหาสินสอด (หัวเราะ) ฉันมีเหตุผล แล้วฉันทำงานหาเงินทุกวันนี้ ฉันเตรียมให้ลูกสะใภ้”
บีม: “เขาต้องเป็นคนหา เขาต้องเป็นหาเองที่รัก“
ออย: “เพราะว่ามีบุญเท่านั้นถึงมาได้ตรงนี้ไป ฉะนั้นลูกสะใภ้ฉันต้องเป็นคนดี”
บีม: “เดี๋ยวๆ อย่าเพิ่งคุยใหญ่”
ลูกสะใภ้ที่จะเข้ามาเตรียมนับแล้วนะ?
ออย: “แต่ถ้าอีกหน่อยลูกหาเองได้ตรงนี้จะเป็นของแม่ทันที ลูกก็ไปจัดเตรียมใหม่”
บีม: “เขาพูดเล่นครับ พูดเรื่องงานแต่งงานแล้วอะ สุดท้ายแล้วพูดถึงความเป็นชาย เขาก็ต้องยืนด้วยตัวของเขาเอง ใช่ไหม ไม่งั้นเลี้ยงไปจนแบบ…อย่างงั้นก็ไม่ไหว”
แม่แค่สำรองเอาไว้เฉยๆ ใช่ไหม ไม่ได้พูดจริงๆ?
ออย: “ก็ไม่รู้ ดูหน้างานแล้วกัน นี่ลูกเพิ่ง 6 ขวบ เขาจะได้รู้ว่าตรงนี้ต้องเคารพนับถือนะเธอ ฉันมีดาวบนบ่า”
บีม: “เขาชอบพูดแบบนี้เพราะอะไรรู้ไหมฮะ ที่บอกจะเตรียมเพชรไว้ให้ คือจริงๆ แล้วอยากจะซื้อไว้ใส่เอง”
ออย: (หัวเราะ)
คุณสมบัติลูกสะใภ้เป็นยังไง?
ออย: “จริงๆ ก็คืออยากให้เขาอยู่ด้วยกันแล้วมีความสุข ให้แบบว่าเกื้อกูลกันอะไรอย่างงี้ ถ้าแบบว่า…”
บีม: “ลูก 6 ขวบนะ เพิ่ง 6 ขวบ”
แต่ลูกเราหน้าตาดีไง
ออย: “เรื่องหน้าตาไม่เป็นไร สวยของใครของมัน ไม่เหมือนกัน”
แต่ลูกเราหล่อไง?
ออย: “ยังไม่รู้ เดี๋ยวอีกหน่อยอีก 3 ปีเราก็ไม่รู้”
บีม: “เด็กเขาหน้าเปลี่ยนเรื่อยๆ นะ”
ออย: “คือออยจะไม่อยากให้คนแบบ อุ้ยน้องพีร์หล่อจังเลย คือเฉพาะคนในบ้านอะเนาะ ถ้าชมเราก็ก็คือจะไปพูดมันหล่ออะไร เดี๋ยวเพ้อเจ้อ เดี๋ยวมันจะโฟกัสว่าเราหล่ออะไรอย่างงี้ ให้ไปโฟกัสที่อื่น ให้ไปแบบว่า ว่ายน้ำเก่งๆ เล่นเปียโนเก่งๆ อะไรอย่างงี้ แล้วเราไปชมเขาเรื่องความสามารถที่มันจะอยู่ติดตัวเขาไปตลอด เพราะหล่อเดี๋ยวมันก็แก่ ก็ไม่หล่อได้ หมายถึงความหล่อมันไม่คงทน (หัวเราะ) อยากให้เขาไปโฟกัสที่ความสามารถมากกว่า แบบพยายามในการทำอะไร เราก็จะแบบอุ้ยเก่งมากเลยลูกพยายามทำจนเสร็จ เราก็จะชมความพยายาม ความอดทนของเขามากกว่า”
ก็แปลว่าเรามองอนาคตไปถึงทางลูกสะใภ้?
ออย: “ก็มองเพ้อๆ ไปค่ะ ไม่ได้แบบต้องทำอาชีพนี้ หน้าตาอย่างงี้ คือแค่มองอนาคตที่แบบว่าอยากให้เขามีความสุข”
ลูกเขยก็เหมือนกัน?
บีม: “ผมยังอุ้มลูกสาวไปเรียนอยู่เลย ลูกสาว 3 ขวบ คุยอะไรกันเนี่ย หนักกว่าลูกชายอีก ก็ให้เขาโตเป็นคนดีของสังคมแล้วกันครับ”
คุณพ่อบ้าง วันเกิดปีนี้ เป็นยังไงบ้าง?
บีม: “ปีนี้ก็อบอุ่นดีครับ ผมโชคดีแหละที่มีญาติๆ ดี มีครอบครัวดี มีพี่น้องดีอะไรอย่างงี้ ชีวิตคนจะต้องการอะไรมากกว่านี้”
อ้อนขอรางวัลจากภรรยาบ้างมั้ย?
บีม: “เขาบอกว่าจะซื้อนู่นนี่ให้ แต่ผมบอกให้เขาเก็บเงินไว้เหอะ ก็อยากได้อันนี้แต่เก็บเงินไว้เถอะ
(หัวเราะ) พอเรามานั่งคิดดูมันจำเป็นมั้ยน้าในเศรษฐกิจแบบนี้อะไรอย่างงี้ ก็เลยไม่ซื้อ เราก็ห้ามเขาไว้แล้ว แต่เราก็รู้แล้วล่ะความตั้งใจที่เขาอยากจะให้ของขวัญเรา เราก็รับมาเป็นของขวัญแล้ว”
ออย: “แต่ว่าของเราต้องมีเนาะ”
บีม: “อันนี้ก็รู้ (หัวเราะ) รับมาละความตั้งใจนี้”
หรือจริงๆ แล้วเรามีคิดจะเซอร์ไพรส์อะไรเขาอยู่?
ออย: “มันไม่รู้จะเซอร์ไพรส์อะไรอะค่ะ เพราะเราดูอะไรมันก็ดูไม่ค่อยจะทำเป็นขนาดนั้น อย่างล่าสุดที่ซื้อนาฬิกาให้ มันก็หมดก็บอกมันไม่รู้จะซื้ออะไรให้มากกว่านี้แล้ว อีกทีนึงก็เป็นรถเลย แล้วเราก็ไม่สามารถที่จะแบบ ใช่ มันใหญ่ไป ต้องไปซื้อเองแล้วแหละ”
แล้วถ้าเป็นของเราล่ะ?
ออย: “เราไม่ได้ชอบอะไรที่มันฟุ่มเฟือย ทุกอย่างมันเป็นของที่สะสมเพื่อแบบว่าอนาคตทั้งนั้น อย่างเช่น เพชร อะไรอย่างงี้”
แล้วเราอยากอวยพรอะไรเขาในปีนี้?
ออย: “ก็แบบอยากให้เขาดูแลสุขภาพแหละ แต่ว่าเขาดูแลอยู่แล้ว ดูแลดีกว่าออยอีกเพราะว่าเขาออกกำลังกายเป็นประจำ ส่วนออยก็มาเริ่มสควอชอะไรอย่างงี้ เพราะไม่อยากจะแก่ไปแล้วหกล้ม ก็จะสควอชจะได้มีแรงเดินกับลูก ก็อยากให้เขาดูแลสุขภาพ อยู่ด้วยกันแบบนี้ไปนานๆ อยู่เป็นเพื่อนกัน เป็นสามีภรรยากัน ช่วยกันดูแลลูก”
พี่บีมตั้งใจไว้ยังไงบ้างคะในวัย 46 ปี?
บีม: “ก็อยากให้เรื่องสุขภาพเราแหละให้แข็งแรง เพราะว่าพอมาอยู่ตรงนี้ มีลูก ซึ่งลูกก็ยังเล็กอยู่อะไรอย่างงี้ เราก็ต้องดูแลไปอีกนาน ลูกต้องไปโรงเรียนอีก 19 ปี เราก็ต้องอุ้มลูกบ้างบางครั้ง อุ้มลูกถึงแค่แบบขึ้นประถมอะไรอย่างงี้ ก็เรื่องสุขภาพแหละครับ ก็ดูแลสุขภาพแล้วก็บอกออยอยู่เสมอว่า ดูแลสุขภาพไหม เพราะว่าเราไม่ไหวนะ ถ้าจะทิ้งเราให้ดูแล 4 คน (หัวเราะ) ก็อยากให้เขามีสุขภาพที่ดีอยู่กับเราไปเรื่อยๆ ครับ”




