หน้าแรก บันเทิง แหม่ม วิชุดา ...

แหม่ม วิชุดา ฟ้องกลับทวงความยุติธรรม หลังเจอหมายเรียกเป็นผู้ต้องหาฉ้อโกง

15.07.26 | 14:39 น.

แหม่ม วิชุดา ฟ้องกลับทวงความยุติธรรม หลังเจอหมายเรียกเป็นผู้ต้องหาฉ้อโกง

จากกรณีที่ นักแสดงสาว แหม่ม-วิชุดา พินดั้ม ถูกแจ้งความจับอ้างว่าเจ้าตัวมีเอี่ยวร่วมกันฉ้อโกงทรัพย์หลายสิบล้านบาท จนตำรวจออกหมายเรียกตัวนักแสดงดังเข้าพบในฐานะผู้ต้องหา ล่าสุดเจ้าตัวตั้งโต๊ะแถลงข่าวขอทวงคืนความยุติธรรม ที่ สำนักงานทนายเดชา โดยมาพร้อม ทนายเดชา, นุ๊ก สุทธิดา, ทนายกุ้ง และ อี้ แทนคุณ ขอชี้แจงถึงเรื่องนี้

อยากให้พูดถึงปัญหา จุดเริ่มต้นคือเกิดอะไรขึ้น?
แหม่ม: “มันก็เริ่มจากคู่กรณีนะคะเขาโทรมาหาเรา แล้วก็ให้ทนายของเขาคุยกับเขาว่ามีการแจ้งความดำเนินคดีข้อหาร่วมกันฉ้อโกงจำนวนเงิน 40 ล้านบาท แล้วก็ไปแจ้งความดำเนินคดีกับพนักงานสอบสวนเป็นที่เรียบร้อยแล้ว แล้วก็กำลังจะออกหมาย ซึ่งตอนนั้นเราก็ยังไม่เห็นได้เห็นหมายเนาะ แล้วฟังเรื่องแล้วเราก็ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องอะไร ก็เลยบอกเขาไปว่าถ้าเรารับหมายแล้วเราก็จะไปสู้คดีก็แล้วกัน เขาก็ว่าเดี๋ยวยังฟังไม่จบเลย จะมาเคลียร์คดีกันไหม เราก็ยืนยันไปว่าไม่เคลียร์คดีอะไรทั้งสิ้น เพราะเราไม่ได้ทำความผิดอะไรตามที่เขากล่าวอ้าง เราก็เลยบอกว่าเราจะสู้คดี เขาบอกว่าเขาก็จะดำเนินคดี ก็วางสายกันไปแล้วก็มานั่งคิด คือเราก็ทำอาชีพสุจริตอยู่ดี ๆ เนาะเป็นนักแสดง จะมายัดเยียดคดีให้เราแบบนี้มันก็ไม่ถูก หลังจากนั้นเราก็ได้รับหมายแล้วก็ติดต่อขอเข้าพบพนักงานสอบส่วน แต่ตอนนั้นพนักงานสอบสวนไม่ว่างก็เลยให้เรารอ ก็รอนานเลยค่ะ รอประมาณปีครึ่ง แล้วระหว่างนั้นเราก็สืบหาความจริงว่าสิ่งที่เราเจออยู่มันคืออะไร แต่ว่ามันก็ค่อนข้างลำบากนิดหนึ่งค่ะเพราะว่าเราไม่มีข้อมูลอะไรเลย แล้วคู่กรณีเขาไปแจ้งเราเขาก็ไม่มีหลักฐานอะไร ก็เลยเนี่ยค่ะต้องเดือดร้อนเพื่อน แหม่มกับพี่อี้รู้จักกันเพราะเล่นละครด้วยกัน แล้วก็ขอให้พี่อี้ช่วยลองคุยให้หน่อยว่าเรื่องที่เราเจออยู่เนี่ยคืออะไร เพราะเราก็งงเนาะว่ามันเป็นแบบนี้ได้ไง เขาก็เลยคุยให้ก็เลยได้เรื่องมา”

กับคู่กรณีเรามีความเป็นมาอย่างไร รู้จักกันมานานแค่ไหน มีอะไรเกี่ยวโยงกันบ้าง?
แหม่ม : “จริง ๆ แหม่มรู้ตักกันเขามานานแล้วมาก ๆ ก่อนโควิด มีคนให้เรารู้จักในงานอีเวนต์งานหนึ่ง เราก็เจอกันไม่กี่ครั้งด้วย เพราะฉนั้นความสัมพันธ์เนี่ยแทบจะไม่มีอะไรเลยอ่ะค่ะ ก็คือเป็นแค่คนที่คนรู้จักแนะนำแค่นั้นเลย”

แล้วเมื่อกี้เห็นบอกว่าหาคำตอบไม่ได้ แบบว่ามาฟ้องเราอย่างงี้ ตอนนี้ได้คำตอบหรือยัง?
แหม่ม : “ตอนนนี้ได้คำตอบแล้วค่ะ พี่อี้เป็นคีร์เวิร์ดสำคัญเลยที่ทำให้เราได้รู้ว่าเรื่องที่เกิดขึ้นมันคืออะไรกันแน่ รายละเอียดเป็นยังไง เพราะว่าเขาโทรไปคุยกับทั้งตำรวจและคู่กรณี ทนายของคู่กรณีเขาก็บอกกับพี่อี้มาแหละค่ะว่า ถ้าจะเอาชื่อของแหม่มออกจากคดีก็จ่ายมา 2-3 ล้าน เราก็จะจ่ายทำไมเราไม่ได้เอาเงินของเขามา”

Advertisement

เขามีเหตุผลในการมาเรียกเงินเรายังไงบ้าง?
อี้ : “เรื่องมันเป็นอย่างงี้ คู่กรณีเขาไปทำศัลยกรรมที่เกาหลี เขาไปเจอหมอ 2 คน พอเจอหมอสองคนเขาก็คิดว่ากิจการน่าจะไปได้ดีก็อยากมาทำที่ไทย เรื่องขอเรื่องคือไม่ทีอะไรมากเลย พอเขาจะมาทำที่ไทยเนี่ย ทางเกาหลีบอกว่าเขาต้องลงทุน 40 ล้าน คุณแหม่มไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรเลยเพียงแค่บอกว่าก็ไปจัดการให้มันถูกต้อง ไปซื้อหุ้นซื้ออะไร ทางคู่กรณีเขาก็เห็นว่าเออทางเกาหลีมีตัวตนจริง เขาก็ไปโอนของเขาเองนะครับ คุณแหม่มก็ไม่ได้ไปเกี่ยวข้องหรือไปรับเงินอะไรซักบาทเลย ผมก็เอ๊ะใจว่าทำไมถึงต้องมาเกี่ยวข้องกับคุณแหม่มด้วย เพราะว่าแค่ว่าคุณแหม่มต่างคนต่างรู้จักกัน แล้วก็อยากช่วยกันในแง่ที่ว่าถ้าธุรกิจมันดีก็เดินทางไปด้วย การตัดสินใจเป็นของคู่กรณีล้วน ๆ เลยแหม่มไม่ได้ไปชักชวน ไม่ได้ไปโน้มน้วม ไม่ได้ไปถือหุ้นซักบาท ไม่ได้ไปติดต่อของเป็นพรีเซนเตอร์อะไรทั้งสิ้น ก็ปรากฏว่าพอโอนไปแล้วเนี่ย ก็ไม่ได้มีการไปทำคลีนิกจริง ๆ 40 ล้านโอนไปเสร็จเขาก็ไปแจ้งความเกาหลีมี 2 คน พอแจ้งความเกาหลีแล้วก็พ่วงแหม่มไปด้วย ผมก็โทรไปคุยกับคู่กรณีเขาก็บอกให้ไปคุยกับทนาย ทนายก็บอก ”ไม่มีอะไรหรอกพี่ ถ้าอยากเอาชื่อออกก็ขอ 2-3 ล้านก็แล้วกัน“ ผมก็บอกเอ้ยมันได้ยังไงในเมื่อเขาไม่ได้ทำอะไรผิด ถ้าเขาทำอะไรผิดผมคงก็คุยกับเขาอีกแบบหนึ่งว่าเราต้องหาทางเยียวยาผู้เสียหายไปนะ เพราะแบบว่าผมก็ช่วยคนไปเยอะมาก ผมฟังดูแล้วมันก็แปลกๆ ต้องยอมรับว่าคุณแหม่มเกินอาการแพนิกและมีความวิตกกังวลสูงมาก ก็เลยเครียด ทีนี้มันก็เลยกลายเป็นว่าคล้ายกับไปข่มขู่เขาโดยเอาคดีไปให้เขาหรือเปล่า นี่ก็เป็นข้อสังเกตแล้วกันว่าทำไมไม่สืบสาวราวเรื่องหรือตรวจสอบข้อเท็จจริงให้ชัดเจน ทั้งตำรวจ ทนาย และคู่กรณี ว่าการที่จะไปดำเนินคดี อย่างการตอนนี้ที่ผมทำเรื่อง Forex มีศิลปินเกี่ยวข้องเยอะแยะ มันต้องมีลักษณะของการเชิญ แบบว่าเออถ้าลงทุนกับเกาหลีสองคนนี้จะได้กำไรเท่านั้นเท่านี้ อันนี้ไม่ได้มีการเชิญชวนเลย เพราะงั้นเป็นการดำเนินคดีตรงนี้เป็นการแจ้งความเท็จแก่เจ้าพนักงาน ซึ่งมีอำนาจในการสอบสวนด้วย แล้วทำให้คุณแหม่มได้รับความเดือดร้อน เครียด ต้องยอมรับนะครับว่าเป็นดารา เป็นอินฟลูเอนเซอร์ เป็นนางเอก จะมายัดเยียดความเป็นผู้ต้องหาให้แบบนี้มันไม่ถูก เพราะงั้นการจะไปแจ้งความใครคุณก็ต้องรับผิดชอบสิ่งที่เกิดขึ้น เพื่อนผมคนนี้รู้จักกันมา 20 กว่าปีแล้ว เครียดแล้วก็วิตกกังวลสูงมาก คือคนไม่เคยโดนคดีจะไม่รู้“

แสดงว่าโดยหลักฐาน 100 เปอร์เซ็นต์ ไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับเขาเลย?
อี้ : “ไม่มี ผมยืนยันเพราะผมตรวจสอบแล้ว”

เป็นแค่คำกล่าวอ้าง?
อี้ : “แน่นอนครับ 100 เปอร์เซ็นต์จึงเป็นที่มาว่าทำไมถึงมาในวันนี้“
แหม่ม : ”แล้วก็แหม่มตั้งข้อสังเกตนิดหนึ่งค่ะ คือก่อนหน้าที่คู่กรณีจะโทรมาว่าจะแจ้งความดำเนินคดีกับแหม่ม ช่วงนั้นแหม่มไปเกาหลีกับพี่นุ๊ก มีคนมาตะโกนว่าที่สนามบินว่าอีขี้โกงดังมาก“
นุ๊ก : ”ซึ่งตอนแรกเราก็ไม่รู้ว่าเขาด่าใคร“

ใครอยู่ในเหตุการณ์?
แหม่ม : ”พี่นุ๊กกับหนูสองคน“
นุ๊ก : ”ตอนแรกเราก็ไม่รู้ว่าเขาด่าใคร เราก็คิดว่าไม่ได้ด่าพวกเราแน่นอนเพราะพวกเราไม่ได้ทำธุรกิจทางการเงินหรือไปโกงใครแน่นอน แต่ซักพักนึงมันมีการมายืนต้องหน้าเรา ด้วยความที่เขาใส่แมสเราก็ไม่รุ้ว่าเขาเป็นใคร แล้วพูดคีร์เวิร์ดที่มันเกี่ยวข้องกับเรา แล้วเราสองคนก็หัวเราะ เขาก็บอก ”หัวเราะกันไปเถอะทุกอย่างอยู่ในสำนวนหมดแล้ว“ คือถ้าเราไม่หยุดถามเขาตรงนั้นว่าด่าใคร เขาตามด่าเราตลอดทางแน่นอน”

ซึ่งเราไม่ได้รู้จัก?
แหม่ม : “ตอนแรกเขาใส่แมสเราไม่รู้จัก แต่พอถอดแมสเราก็เอ้าเราเจอคนนี้ครั้งนึง”

เขาเป็นใคร?
แหม่ม : “เขาทำงานเป็นเอเจนซี่อยู่ที่เกาหลี”

ซึ่งเป็นคนนอกวงการ?
แหม่ม: “ไม่เกี่ยวกับคนในวงการ เป็นเอเจนซี่อยู่ที่เกาหลี แล้วเราก็ไม่เคยได้มีเรื่องอะไรกับเขาแล้วก็ไม่ได้สนิทกับเขาด้วย”

เป็นเอเจนซี่เกี่ยวกับธุรกิจศัลยกรรมไหม?
แหม่ม : “ไม่เกี่ยวกันค่ะ เอเจนซี่เกาหลีมีหลายคนเนาะ มีเยอะมาก แล้วสุดท้ายเขาก็บอกกับพี่นุ๊ก ไม่บอกกับแหม่มนะ ว่าอยากรู้อะไรให้ไปถามเพื่อนในวงการบันเทิงที่ชื่อว่า ก ไก่ดู”
อี้ : “เป็นนักร้องยุค 90 เป็นเพื่อนสนิทกัน คือคนนี้เขาเป็นคนดังทำหลายอย่าง ทำธุรกิจด้วยแล้วก็เป็นคนดีมาก แล้วสาระสำคัญคืออะไรรู้ไหมครับ ประเด็นที่ถูกด่าเนี่ยเพราะว่าเขาเอาข้อมูลที่ฟ้องร้องกันเนี่ยไปเผยแพร่ไปแชร์ต่อ ทำให้คนที่ไม่รู้ เห็นแค่เองสารแต่ฟังเดียวก็เข้าใจผิดว่าทางแหม่มไปช่อโกงเขาจริง ไปชักชวนเขาจริง ทั้งที่ไม่เป็นความจริงใด ๆ ทั้งสิ้น อย่างมีการโอนอะไรซึ่งคู่กรณีเขาเป็นคนโอนเอง อย่างเช่นที่สาขาเมืองทอง ธนาคารก.ไก่ ครั้งแรกคือ 22/11/62 เวลา 12:56 น. จำนวนเงิน 19,727,000 บาท ครั้งที่สองที่เดิมวันเดียวกันนะครับ เวลา 13:30 น. จำนวนเงินอีก 12,140,000 บาท ครั้งที่สามเป็นวันเดียวกัน เวลา 13:48 น. จำนวนเงิน 7,500,000 กว่า ก็คือหลัก ๆ แล้วต้องไปแจ้งที่เกาหลีสองคนว่าทำไมถึงไม่ดำเนินการ มันเป็นเรื่องทางแพร่งหรือเปล่า หรืออะไรก็ไม่รู้ แต่ผมว่าการฟ้องอาญามันเป็นเรื่องที่ละเมิดสิทธิเกินไป แล้วมีการไปแชร์มันทำให้เขาเสียหายด้วย“
แหม่ม: ”อย่างที่พี่พูดมันมีการแชร์ให้กับคนในวงการบันเทิง เราก็รู้จักกับเขา พอแชร์ปุ๊ปแล้วเขาเชื่อ เขาเห็นเอกสารก็เชื่อ คือคนเห็นเป็นประจำวัน เขาเห็นเอกสารก็เชื่ออยู่แล้ว บางคนที่เจอหน้าเราทุกวันนี้ เขาเชื่อแต่เขาอาจจะไม่พูดก็ได้ บางคนอาจจะอยากจ้างงานเรา พอรู้ข่าวนี้แล้วเขาก็ไม่เอาดีกว่า“

อี้: “มันทำให้เกิดความเสียหาย เพราะพอคนทั่วไปเห็นเอกสารหรือจดหมายจากทางตำรวจ เข้าใจว่าต้องหลอกลวงแน่เลย โหทั้ง 40 ล้าน มาทำงานกับเราจะแอบโกงเราหรือเปล่า ก็เลยเกิดความเสียหาย ซึ่งมันขยายวงไปกว้างขนาดไหนเราก็ไม่รู้ ตั้งแต่ปี 62 จนถึงปัจจุบัน 7ปีเนี่ย”

คู่กรณีจากข้อมูลตอนนี้เห็นว่าเป็นนักธุรกิจ 2 ท่าน ธนากรหนึ่งท่าน ถูกต้องไหมคะ?
แหม่ม : “ใช่ค่ะ”

ซึ่งเราก็รู้ตัวตนแน่นอนว่าเขาเป็นใคร?
ทนายกุ้ง : “รู้ค่ะ เพราะเขาก็ฟ้องแล้วเรียบร้อยนะคะตอนนี้ เพราะว่าก่อนที่จะมาถึงฟ้องเนี่ย อย่างที่บอกว่าคุณเแหม่มไปหลายที่มาก พยายามตรวจสอบว่ามันเกิดะไรขึ้น แต่มาถึงเราก็ต้องตรวจสอบอีกรอบหนึ่งนะ เพราะว่าได้ติดต่อมาทางลูกหมี ติดต่อมาว่ามีเคสแบบนี้นะ ก็มาคุย มาคุยปากเปล่าไม่ได้นะต้องมีเอกสาร ขอเอกสารทุกอย่างก่อนเนื่องจากว่าเรื่องราวเป็นยังไง เราก็ได้เห็นบันทึกประจำวันแล้วว่ามีชื่อเขาจริง ซึ่งมันไม่ใช่แค่ประจำวันอย่างเดียว หลังจากคู่กรณีเข้าไปแจ้งความที่สน.แล้ว ก็ยังมีการไปฟ้องศาลกับคนที่เขาไปร่วมลงทุนด้วย 4 คนเนี่ย ซึ่งไม่มีชื่อคุณแหม่มนะ แต่ตอนไปแจ้งความมีชื่อ แต่ตอนฟ้องศาลมีชื่อ สุดท้ายเท่าที่ทราบมาศาลพิพากษายกฟ้องมาแล้ว อันนี่ก็ต้องให้คุณแหม่มขอเอกสารมายืนยันเหมือนกันว่าคุณแหม่มไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้อง แล้วก็เช็คไทม์ไลน์ว่าช่วงที่โอนเงิน คุณแหม่มทำอะไร ปรากฏว่า คุณแหม่มยังไม่รู้จักกันผู้เสียหายทั้งสองคนเลยทีแรก ผู้เสียหายที่แจ้งความกับคุณแหม่มว่าร่วมกันฉ้อโกงเนี่ย ยังไม่ได้รู้จักกันเลย แต่มาเจอกันหลังจากที่เขาลงทุนกันไปแล้วกับจำเลย 4 คนนั้น มีการจ่ายเงินไปคุณแหม่มไม่รู้ พอมีการแนะนำให้รู้จักกับเอเจนซี่คนนึงที่รู้จักกับคู่กรณี เขาก็ยังไปมาหาสู่กัน เจอกันไม่กี่ครั้ง แต่เขาก็ไม่เคยเล่าให้ฟังว่าเขาลงทุนกัน มารู้อีกทีคือว่าเขาโทรมาแจ้งว่าคุณแหม่มเป็นผู้ต้องหาช่วมกันฉ่อโกงแล้วนะ ซึ่งเรื่องมันตั้งแต่ปี 62 แต่เขามาแจ้งความตอนปลายปี 66 แล้วก็ดำเนินคดีกับคู่กรณีของเขาประมาณปลาย ๆ ปี 66 เหมือนกัน ก็จนศาลพิพากษามาแล้ว ตอนนี้เราก็เลยมั่นใจว่าคุณแหม่มไม่เกี่ยวข้อง สุดท้ายจึงมาดูข้อมูลดูว่ามันไม่ได้เป็นเรื่องจริงตามที่เขากล่าวหามา ก็เลยมีการฟ้องศาล ตอนนี้พี่ฟ้องศาลแล้วเรียบร้อย ข้อหาแรกคือแจ้งความเท็จ ข้อหาที่สองคือแจ้งให้เจ้าพนักงานจั่วข้อความอันเป็นเท็จลงในเอกสารราชการ นั้นก็คือบันทึกประจำวัน แล้วข้อหาที่สามก็คือกรรโชก ก็มาจากที่เขาบอกคุณพี่ว่าถ้าอยากจะเอาชื่อออกจากคดีเอามาซัก2-3ล้าน มันเป็นการกรรโชก ข่มขู่เรื่องเสรีภาพก็คือการดำเนินคดีอาญา อย่างที่สองคือเรื่องชื่อเสียงเพราะเขาเป็นดารามายัดเยียดข้อหาให้เป็นผู้ต้องหา อันนี้ก็ฟ้องศาลแล้วเรียบร้อย มีไต่สวนวันที่ 21 กันยายน 9:00น. ที่ศาลอาญากรุงเทพใต้ มีคุณอี้และคุณนุ๊กเป็นพยานด้วย”

เคสแบบนี้ในทางกฎหมาย อันนี้ในมุมพี่แหม่มความเกี่ยวข้องมายืนยัน การที่คู่กรณีเขาทำแบบนี้มันมีมูลเหตุอะไรได้บ้างที่เขาทำแบบนี้ เขามีความกล้ามาจากไหนที่มายัดเยียดข้อหาให้เรา?
อี้: “เท่าที่ผมคุยกับทางทนายและผู้เสียหาย เขาเข้าใจว่าคุณแหม่มมีส่วนร่วมหรือรู้เห็นเป็นใจกับทางนู้นที่ชักชวนลงทุน แต่คุณแหม่มไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องเลย เขาก็ไปดีลกันเอง พอโอนคุณแหม่มก็แค่บอกว่าทำให้มันเรียบร้อย ถ้าอยากลงทุนก็ทำให้มันเรียบร้อยสิ”
แหม่ม: “ขออนุญาตนะคะ คือเวลาเขาคุยกับพี่อี้เขาจะคุยอีกแบบหนึ่ง เขาจะบอกว่าเขาไม่รู้ เขาคิดว่าแหม่มเกี่ยวข้อง แต่แหม่มมั่นใจว่าเขารู้อยู่เต็มอกว่าแหม่มไม่มีส่วนเกี่ยวข้องอะไร เขายังไม่รู้จักแหม่มเลย แล้วแหม่มถามเขาว่าไปเอามาจากไหนว่าแหม่มมีส่วนเกี่ยวข้อง เขายังตอนไม่ได้เลย แต่พอเวลาผ่านไปแล้ว พอพี่อี้ไปคุย เขาก็ประนีประนอม มาคุยว่าเขาเป็นคนกลางนะ เขาก็เลยบอกกับพี่อี้ว่าเขาเข้าใจแบบนี้ แต่แหม่มว่ามันล้านเปอร์เซ็นต์ว่าเขารู้อยู่แล้ว”
ทนายเดชา: “เขาบอกว่าเราเป็นผู้อะไร” (ยื่นเอกสารให้ดู)
แหม่ม: “ผู้ประสารงาน”
ทนายกุ้ง : “จริง ๆ แล้วในนี้เขาเขียนว่าเป็นผู้ประสานงานว่าให้ไปโอนเงิน แต่จริง ๆ ตอนนั้นคุณแหม่มยังไม่รู้จักเขาเลย”
ทนายเดชา : “เขาเขียนเลยว่าเป็นคนประสารงานพาไปโอนเงินที่ธนาคารกสิกร สาขาสี่แยกบางหิน ปี66ครับ เรื่องเกิดปี62แต่ไปแจ้งความปี66 อาจจะความรู้สึกช้าไปหรือเปล่า ซึ่งยังไม่ได้รู้จักกัน มันสืบได้ไม่ยากเพราะมันมีกล้องวงจรปิด อย่างเวลาเขาฟ้อง เขาไม่ได้ฟ้องคุณแหม่มนะ เขาฟ้องคนอื่น แต่ว่าให้ตำรวจออกหมายเรียกผู้ต้องหามาให้แหม่ม”
อี้: “ทำงานชุ่ยแล้วก็ไม่มีความเป็นธรรมด้วย”
ทนายเดชา: “พอหลังเกิดเหตุคุณแหม่มก็ให้ทนายหลายคนเนี่ยไปติดต่อที่โรงพัก ทนายไปแล้วเป็นไงบ้าง”
แหม่ม: “ก็ตำรวจเขาก็ไม่ได้ฟังอะไร”
ทนายเดชา : “ทุกวันนี้มีการฟ้องร้องกันจนยกฟ้องไปแล้ว ไม่ใช่เราด้วยนะ 4คนที่เอาเงินเขาไปไม่ใช่เรายกฟ้องไปแล้ว”
อี้: “เพิ่งจะมารู้ตัวก็เนี่ย 3 เดือนนี้เอง อันนี้ตำรวจก็ไม่มีการเช็คเลยนะว่ามันเลยมาเป็นปีแล้ว เขาจะไปอ้างว่าเพิ่งรู้ก็เป็นไปไม่ได้ด้วย ซึ่งปกติพนักงานสอบสวนควรจะเช็คทั้งข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย“
แหม่ม: ”อีกอันที่พี่อี้คุยกับทางรองผู้กำกับให้ ช่วยที่ติดต่อขอเข้าพบตำรวจ ผู้หมวดบอกไม่ว่างใช่ไหมคะ แหม่มก็เลยทำเป็นหนังสือเป็นลายลักษณ์อักษรว่าเราจะขอเข้าพบตามหมายเรียกนะ วันที่ 30 เมษายน ปี67 รองผู้กำกับเขาก็ประสารมาว่าให้รอก่อน หลังจากนั้นก็กลายเป็นว่าเราคุยกับรองผู้กำกับไป เมื่อเดือนกันยายนปี68 ที่ให้พี่อี้ช่วยคุยกับรองผู้กำกับ รองผู้กำกับก็พูดเองนะคะว่าหมายเนี้ยออกมาผิด จริงๆ ต่อให้ผู้เสียหายชี้ตัวว่าคนนี้จะดำเนินคดีกับคนนี้ แต่มันต้องดูด้วยที่พยานหลักฐาน ถ้าหลักฐานไม่มีก็ต้องออกหมายเรียกพยาน ไม่ใช่ออกหมายเรียกเป็นผู้ต้องหา เขาก็พูดเอง“
ทนายเดชา : “สน.อะไรฮะ?”
อี้ : “สน.ปทุมวัน”
ทนายเดชา: “ฝากพิจารณาด้วย ยังดำเนินคดีนี้อยู่นะฮะ”

อี้: “แล้วก็ทางผู้กำกับสน.นี้ด้วยนะครับ อาจจะได้มีโอกาสโทรคุยกับท่านอีกครั้งหนึ่ง ก็ขอให้ท่านได้พิจารณาใหม่ คือเราไม่ได้จะมาต่อต้านขัดขืนอะไรนะครับ แต่เราแค่ติดว่าเรื่องนี้ท่านดำเนินการไม่ถูกต้อง ไม่ว่าจะข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นก็ดีหรือข้อกฎหมายก็ดีเพราะงั้นอยากให้ท่านได้ทบทวน แล้วก็ลองพิจารณา เพราะยังอยู่ในอำนาจตำรวจที่จะสั่งไม่ฟ้องก็ได้”
แหม่ม: “แล้วตัวแหม่มเองก็ใช้ชีวิตยากนะเอาจริง ๆ พยายามทำตัวเข้มแข็งนะคะเพราะว่าตัวเองเริ่มจะแพนิดเวลาไปต่างประเทศหรือออกจากบ้านไปกองถ่าย แหม่มไม่รู้ว่าแหม่มจะโดนล็อกเมื่อไหร่ก็ไม่รู้ พอถึงวันที่เราโดนล็อกเราอธิบายอะไรไม่ได้ ภาพที่ออกไปมันหนักแล้วแม่แหม่มก็แก่มาก แล้วหมายก็ส่งไปที่บ้านแม่แหม่ม ซึ่งท่านก็ 80 กว่าแล้วถ้าท่านเห็นจดหมายแล้วเป็นอะไรขึ้นมาใครจะรับผิดชอบ”

ตอนนี้นอกจากอาการแพนิก ผลกระทบกับชีวิตเราโดยตรงคืออะไรบ้าง?
แหม่ม : “หนักเลยค่ะ บอกเลยว่าแพนิกทำเรานอนไม่ได้เลย ถามนุ๊กได้เลย”
นุ๊ก : “คุยตลอดเรื่องนี้ แหม่มไฟท์กับเรื่องนี้มาโดยตลอด แล้วก็โทรคุยตลอดเวลา ตั้งแต่ที่เข้มแข็ง หาคนช่วย ร้องไห้ กลับมาเข้มแข็ง แล้วก็เป็นแพนิกอีก”
แหม่ม: “มันขึ้นๆ ลงๆ ตลอด พยายามจะประครองตัวเองให้ได้ แต่มันก็ยาก”

แล้วเรื่องงานล่ะคะ มีคนยกเลิกงานหรือผลกระทบอื่นไหม?
แหม่ม : “อย่างที่แหม่มบอกไปว่าคนที่เขาจะยกเลิกงานเราอะ มันไม่ใช่ว่าเอามาแล้วแล้วยกเลิกนะคะ ถ้าเขาเห็นเราปุ๊ป แล้วเขาไม่เอาเราเขาจะกากากบาทเลยว่าไม่เอาเราตั้งแต่แรก เราจะรู้ได้ยังไงถูกไหม เพราะเรื่องมันถูกส่งต่อไปในคนวงการบันเทิง”
ทนายเดชา : “คนที่ไปแจ้งความที่สนามบินได้ไปทำไร? แจ้งความไว้?”
แหม่ม : “แจ้งความไว้แล้วค่ะ”
อี้: “คือต้องบอกอย่างงี้นะว่าทางแหม่มเนี่ยเขากังวลใจว่าจะเกิดอะไรขึ้นอีกไหม ต้องนึกภาพว่าคนที่ไม่เคยไปทำอะไรที่ไม่ดี ไม่เคยไปหลอกลวงใคร วันหนึ่งมีจดหมายจากทางตำรวจ มีคดีความมาเนี่ย”
ทนายปู: “อันนี้เป็นคนที่ไปตะโกนด่าเขาที่สนามบิน”
อี้: “อันนี้เป็นเรื่องที่ว่าคนนี้ นางสาว ร.เรือ ซึ่งได้มีการมาทำฐานหมิ่นประมาทเมื่อวันที่ 11 ธันวาคม ปี66 เวลากลางคืน โดยที่นางสาว ร.เรือ ได้พูดว่า “โกง ไอ้ขี้โกง” นางสาว ร.เรือตะโกนอยู่หลายครั้ง ทำให้ประชาชนที่อยู่ในระแวงนั้นได้ยินและทำให้ผู้เสียหายเกิดความอับอาย แล้วก็เกิดความทุกข์ใจว่าทำไมถึงมาประจานหรือต่อว่าทั้งที่ไม่ได้กระทำความผิด”

แจ้งไปตั้งแต่ตอนไหน คดีดำเนินไปถึงไหนแล้ว?
แหม่ม: “ตั้งแต่ปี67 ยังไม่มีอะไรเลยค่ะ”
ทนายเดชา : “2ปี ยังไม่มีการสอบสวนเลย”
ทนายกุ้ง : “แจ้งความคนนี้ข้อหาหมิ่นประมาทด้วย อีกอันคือเขาส่งเอกสารมาเป็นหมายสาร หัวกระดาษหมายศาล เลขคดี แล้วก็ไปตัดหางประจำวันที่มีชื่อคุณแหม่ม ส่งไปให้เพื่อนคุณแหม่มในวงการบันเทิง”
ทนายเดชา: “แบบนี้เขาเรียกว่าฝังกลบกัน ไม่ต้องเกิดกันเลย”

เราสังเกตไหมว่างานเราหายไปเยอะไหม?
แหม่ม : “คือส่วนใหญ่หลัง ๆ อะพี่จะผันตัวเองไปขายของใน TikTok เยอะมากเลย ตอนนี้ก็คือหาทางไปหางานอย่างอื่นก่อนเลยตอนนี้”
นุ๊ก : “งานมันหายไปเยอะรึเปล่าไม่รู้ แต่ว่าขนาดเพื่อนที่สนิทได้รับหมายนี้ก็ยังเชื่อ เชื่อแล้วก็เตือนว่าให้หยุดเดียวนี่เลย”
แหม่ม: “เดี๋ยวจะเคลียร์ให้นะ เขาใหญ่มากเลยนะ เพื่อนก็บอกมาแบบนี้ เราก็ไม่รู้ว่าเขาไปฟังอะไรมา แต่เราก็ใจเสีย”

คำว่าผู้ต้องหาเขาฟังคำนี้แล้วรู้สึกอย่างไรบ้าง?
แหม่ม : “โห…ผู้ต้องหาคือติดคุกได้เลยนะ”
อี้: “หลายคนได้ยินว่าผู้ต้องหาคือเป็นคดีอาญาแล้ว ดำเนินคดีสำเร็จต้องคิดคุกเลยอะไรอย่างงี้ มีประวัติอาชญากรรม คือเขาเครียดมากจิตดิ่งไป ฟังดูบางครั้งทางจิตวิทยาเรียกว่าภาวะย้ำคิดย้ำทำเพราะเรื่องที่เกิดขึ้น”

มันกลายเป็นแผลในใจเลยไหมว่าเกือบตกเป็นผู้ต้องหาแล้ว?
แหม่ม: “พูดเลยว่าก่อนออกจากบ้านมาแพนิก กลังว่าจะมานั่งอยู่ตรงนี่ได้รึเปล่าด้วยซ้ำไป แต่โชคดีคืออาจารย์อะบอกเราว่าไม่ต้องเครียด เราไม่ใช่คนนั้น ก็เลยโอเคขึ้น”

อันนี้คือเราฟ้องเขาสามข้อหา ขั้นตอนต่อไปคืออะไร?
ทนายกุ้ง: “กระบวนการตอนนี้คือเรายื่นฟ้องไปแล้วเมื่อวันที่ 9 กรกฏาคม แล้วก็มีนัดไต่สวนวันที่ 21 กันยายน ตอนนี้ก็อยู่ระหว่างการส่งหมายไปให้กับจำเลยทั้ง 3 คน ก็มีนักธุรกิจสามี ภรรยา แล้วก็ทนายความเรื่องการกรรโชก เรามีทั้งคลิปเสียงและไทม์ไลน์ เราฟ้องไป 3 ข้อหา 6 มาตรา

แหม่ม: “หลังจากที่แหม่มคุยกับพี่อี้แล้วว่าหมายนี้จริงๆ เราต้องเป็นพยานไม่ใช่ผู้ต้องหา แหม่มเลยเข้าไปขอความเป็นธรรมกับ ปปท. นะคะ ล่าสุด ปปท. ส่งเรื่องไปให้ ปปช. ดำเนินคดีกับตำรวจ ที่มาวันนี้แหม่มต้องขอบคุณพี่เดชา พี่กุ้ง พี่อี้ นุ๊ก เพราะที่ผ่านมาแหม่มขอให้คนช่วยตลอดเวลาเพราะไม่รู้ว่าสิ่งที่เจออยู่คืออะไร แต่ว่าถึงเวลาจริงๆ ทุกคนก็บายหมด อาจจะติดว่าเพราะเรามีหมายแล้วจริงๆ ก็คิดว่าเราผิดจริงๆ โชคดีที่พี่ๆ รับฟังและขอเอกสาร ทำให้เรามั่นใจว่าเราไม่ได้ทำอะไรผิดจริงๆ”

เรามองว่าเป็นขบวนการไหม?

นุ๊ก : “โดยความคิดเห็นส่วนตัวเราก็มองกันสองคนว่ามันเป็นขบวนการเพราะมีแก๊งที่ทำลายชื่อเสียง ส่งต่อข้อมูลที่ไม่จริง มีฝั่งที่เอาไปแจ้งเป็นผู้ต้องหา”

มีเรียกค่าเสียหายไหม?

ทนายกุ้ง : “ยังไม่เรียกค่ะ อันนี้ฟ้องอาญาล้วนๆ เลย โทษจำคุกอย่างเดียวเลย ขอดำเนินคดีตรงนี้ก่อนดีกว่าค่ะ อยากให้คุณแหม่มพิสูจน์ความบริสุทธิ์ก่อน”

แหม่ม: “ที่ออกมาพูดวันนี้แหม่มอยากให้เป็นประโยชน์กับคนที่ได้ดูข่าวนี้ ที่ตกอยู่ในสถานการณ์แบบแหม่มว่าต้องทำยังไง”

มีอะไรจะฝากถึงคู่กรณี?

แหม่ม: “แหม่มก็ไม่รู้ว่าอะไรดลจิตใจให้มาทำแบบนี้กับแหม่ม แหม่มไม่เคยมีปัญหาทะเลาะเบาะแว้งอะไรกัน คุณรู้อยู่เต็มอกว่าแหม่มไม่เคยไปเอาเงินของคุณมา ไม่เคยโกงเงินคุณ ไม่เคยชักชวนคุณไปทำอะไรแบบนั้นเลย เราไม่ได้สนิทกันขนาดนั้น แต่คุณดำเนินคดีกับแหม่มข้อหาร่วมกันฉ้อโกง หมายเรียกผู้ต้องหาไปที่บ้านแม่แหม่มที่อายุ 80 กว่านะคะ คุณทำแบบนี้คือทำร้ายแหม่มมาก ทั้งที่แหม่มไม่เคยทำอะไรให้คุณเลย คุณคิดผิด ใครที่อยู่ในขบวนการทั้งหมดทุกคนเลยนะคะที่ร่วมมือทำร้ายจิตใจแหม่ม ทำร้ายชีวิตแหม่มให้มาอยู่ในจุดนี้ คุณคิดผิดค่ะ”