หน้าแรก บันเทิง ป๋าเต็ด เปิดอ...

ป๋าเต็ด เปิดอกยอมรับ Big Mountain เจอปัญหาเพียบ ประกาศคำมั่นพร้อมรีเซ็ตปรับใหญ่ทั้งงาน

20.07.26 | 15:44 น.

ป๋าเต็ด เปิดอกยอมรับ Big Mountain เจอปัญหาเพียบ ประกาศคำมั่นพร้อมรีเซ็ตปรับใหญ่ทั้งงาน

หลังจากที่ ป๋าเต็ด-ยุทธนา บุญอ้อม Senior Executive Vice President-Showbiz บริษัท จีเอ็มเอ็ม มิวสิค จำกัด (มหาชน) ออกมาโพสต์ถึงเทศการดนตรีระดับประเทศอย่าง Big Mountain Music Festival (บิ๊กเมาน์เท่น) ที่มีหลายคนออกมาบอกว่าแย่ลงทุกปี เจ้าตัวออกมายอมรับผิดว่าเป็นความผิดของตนเองที่ปล่อยให้มันเป็นแบบนี้ ต่อมาเจ้าตัวได้โพสต์อีกครั้ง หลังจากที่ฟังฟีดแบ็กจากทุกคนในโซเชียลมีเดีย โดยประกาศว่า Big Mountain จะมีการเปลี่ยนแปลงแบบให้ดีขึ้นแบบ 100 เปอร์เซ็นต์ เนื้อความระบุว่า

”จากโพสต์ที่ผ่านมา ผมอ่านทุกคอมเม้น ทุกปัญหาที่เกิดขึ้นจะ ถูกแก้ไข เพื่อให้ big mountain เดินทางสู่การเป็นเทศกาลดนตรีที่ดีที่สุด ปีนี้เราจะไม่มีคนสูบกัญชา รถต้องไม่ติด คน ต้องไม่บ่นเรื่องฝุ่น ห้องน้ำจะทั่วถึง“

ล่าสุดป๋าเต็ดให้สัมภาษณ์ถึงกรณีดังกล่าวว่า

“คือแต่ก่อนเนี่ย ตอน ตอนผมเริ่มต้นทำงานด้านอีเวนต์ จริงๆ Big Mountain ก็เป็นอีเวนต์ใหญ่อีเวนต์แรกที่ผมทำ แต่ปัจจุบันนี้ก็อย่างที่เห็น GMM Show นี่คือ เราทำปีนึงหลายอีเวนต์มาก ดังนั้นบทบาทของผมในการลงไปในรายละเอียดของแต่ละงาน มันก็จะน้อยลงนะครับ เพราะว่า เราจำเป็นต้องดูภาพรวมหลายๆ งาน ยอมรับว่าในเชิงดีเทลของแต่ละงานเราก็อาจจะไม่ได้ลงลึกเหมือนกับแต่ก่อน อย่างตอนที่ผมเริ่มทำ Big Mountain  ก็ไม่มีงานอื่นเลยมี Big Mountain อย่างเดียว เราก็จะขลุกอยู่กับทุกรายละเอียดของงาน โดยเฉพาะสิ่งที่ผมสนุกมากแต่ก่อนคือการเข้ามาอยู่ใน โซเชียลมีเดียของงาน แล้วก็เกือบจะเรียกว่าเป็นแอดมินด้วยตัวเองด้วยซ้ำไป คราวนี้พอระยะหลังไม่ได้ทำหน้าที่แบบนั้น เวลาที่เราได้รับฟีดแบ็กจาก  ผู้ชม ผู้ที่มาเที่ยวงานมันก็จะเหมือนกับว่า มันจะได้ รับ ทีละนิดทีละหน่อย เช่น สมมุติเดินอยู่ในงาน เจอผู้คนส่วนใหญ่เวลาเจอกันเราก็จะทักทายกันแบบยิ้มแย้มแจ่มใส ถ่ายรูปด้วยกัน ก็อาจจะมีบ้างถ้าบางคนที่เขา มีประเด็นที่เขาคอนเซิร์นจริงๆ เขาก็จะบอก โห…พี่เต็ดปีนี้ห้องน้ำคิวยาวมาก โห…พี่เต็ดปีนี้ตรงที่จอดรถฝุ่นเยอะมาก แต่ด้วยความที่มันมาแบบ ต้องใช้คำว่า กระปิดกระปรอยก็แล้วกัน คือด้วยความที่อย่างที่บอกพอเราไม่ได้ลงมาขลุกในรายละเอียดมากเหมือนแต่ก่อน แต่ว่าถึงแม้ว่ามันจะค่อยๆ ทยอยมาเนี่ย แต่มันมาเรื่อยๆ แล้วก็ทุกครั้งที่เข้ามาอ่านคอมเมนต์ในเพจของ Big Mountain เอง หรือแม้กระทั่งบางทีก็จะมีคอมเมนต์เข้ามาในโพสต์อื่นๆ ที่ไม่เกี่ยวกับ Big Mountain นะ แต่เป็นโพสต์ของผมเวลาที่ผมโพสต์เรื่องนู้นเรื่องนี้ในพื้นที่เพจของผมเอง มันก็จะเริ่มรู้สึกได้ว่าแบบ เอ๊ะ…บางเรื่องนี่เรา เราเริ่มได้ยินบ่อย เราเริ่ม จับต้องได้เป็นชิ้นเป็นอันว่าเรื่องนี้ผู้คนเขาคอนเซิร์นมากจริงๆ เรื่องไหนเราแก้ได้เราก็แก้ไป แต่ว่า พอมาครั้งล่าสุด ความจริงก็ตามที่โพสต์ไปเลย ครั้งล่าสุดเนี่ย มันก็มีอะไรหลายๆ อย่างที่มันสะท้อนให้เห็นถึงจุดที่เราคิดว่า มันนิ่งเฉยไม่ได้หรือมันแก้ปัญหาด้วยวิธีแบบเดิมๆ ที่เคยทำไม่ได้ เราจำเป็นต้องซีเรียสกับมันมากกว่าเดิมเนี่ย ก็คืออย่างครั้งที่แล้ว ซึ่งก็ตามเนื้อหาที่ผมโพสต์ไปเลย คือหลายอย่างมันฟ้อง คือจำนวนผู้คนที่มาที่งานมันลดลงอย่างมีนัยยะสำคัญ โอเค มันก็ยังเยอะอยู่ดี คือคนที่ไปงานปีที่แล้วบางคนก็เข้ามาโพสต์บอกว่า อันนี้เรียกว่าน้อยแล้วเหรอครับพี่ คือถึงแม้ว่ามันจะลดลง มันก็ยังเป็นเทศกาลดนตรีของไทยที่คนดูเยอะที่สุดอยู่ดี แต่ว่ามันเคยเยอะกว่านั้น แล้วคราวนี้พอไอ้ตัวนี้มันเป็นคล้ายๆ มันเป็นคล้ายๆ นาฬิกาปลุกอ่ะนะฮะ Wake-up call ที่บอกเราว่า เฮ้ย…กูต้องหันมานั่งดูไอ้คอมเมนต์เหล่านั้นอีกครั้งหนึ่งว่ามันไม่ใช่แค่คอมเมนต์ คือมันจะมีคอมเมนต์แบบ คนกันเอง คนซี้ๆ กัน ก็จะบอก ก็บ่นไปงั้นแหละ แต่บ่นแล้วก็ยังมาอยู่ดี อันนี้มันเป็นสิ่งที่เราก็จะพบเห็นกันบ่อย มันเหมือนกับเพื่อนเตือนเพื่อนด้วยความหวังดี แต่เที่ยวนี้มันเหมือนกับ เฮ้ย…ไม่ใช่เขาคอมเมนต์อย่างเดียวเว้ย เขาไม่มาด้วย คนดูลดลงอย่างมีนัยยะสำคัญ

Advertisement

แล้วผมก็มานั่งทบทวนตัวเอง คือโดยเฉพาะบนพื้นที่โซเชียลมีเดีย ก็ต้องยอมรับเลยว่าผมไม่เคย หรืออาจถ้าเคยก็น้อยมากที่จะตอบรับไปอย่างชัดเจนและตรงไปตรงมาว่า เอ้ย…อันนี้เรารับทราบครับ เรารับฟังอยู่แล้วเราแก้ไข 1 2 3 4 5 ผมก็เลยคิดว่า หลายๆ อย่างรวมกัน มันคงต้องออกมา ทำอะไรสักอย่างเพื่อจะบอกกับผู้คนที่ทั้งอาจจะเป็นห่วงเป็นใย ผู้ที่เป็นแฟนของงานของเรา ผู้คนที่เคยมาแล้วก็พักหลังไม่ได้มาอีกแล้วตามที่เขาคอนเซิร์นมาในเรื่องต่างๆ ผมคงต้อง พูดชัดๆ 1 ครั้งว่า พี่น้องครับ ผมได้ยินในสิ่งที่คุณพูด แล้วผมรับทราบ รับรู้ว่ามันเป็นปัญหาจริงๆ ผมในฐานะผู้รับผิดชอบงาน Big Mountain แล้วก็งานอื่นๆ ของ GMM Show ผมจำเป็นต้องบอกให้ชัดเจนว่า ผมยอมรับว่ามันมีปัญหาจริงๆ ผมได้ยินในสิ่งที่คุณพูดนะครับ นั่นคือข้อแรกที่เป็นเหตุผลให้โพสต์ โพสต์แรกไป เพื่อจะบอกให้ชัดเจนว่า เฮ้ย…ผมได้ยินครับ ผมไม่ได้นิ่งเฉย และที่สำคัญก็คือระหว่างนั้นผมก็นั่งคิดกับทีมงานทุกคนที่เกี่ยวข้อง ว่าเราอยากให้ Big Mountain Music Festival  มันเป็นเทศกาลดนตรีที่ดีที่สุด เราจะทำให้มันดีที่สุด เราจะทำให้มันถูกต้องที่สุด ดังนั้นเมื่อมันมีปัญหาเราก็จะคุยกัน เราจะร่วมกันแก้นะครับ อีกสิ่งหนึ่งที่ผมอยากให้ผู้คนได้รับทราบด้วยก็คือว่าเราไม่ใช่แค่รับฟังอย่างเดียวเราอยากแก้มันจริงๆ แบบจริงจังเลย ดังนั้น จริงๆ มันไม่ใช่แค่หลายวันที่ผ่านมานะ ก่อนหน้านี้ เราก็นั่งคุยกันตลอดว่า ปีนี้จริงๆ เป็นปีที่เราคุยกันเรื่อง Big Mountain เยอะมาก เยอะจนทำให้เราค่อยๆ รีเสิร์ชข้อมูล จนไปพบคำแนะนำ คำติชม มากมาย ที่เราต้องมานั่งวิเคราะห์กันอย่างละเอียด มันก็เลยส่งผลให้มันเกิดโพสต์ที่ 2 ไปเมื่อเช้านี้ นะครับ มันเป็นการประกาศให้ชัดเจนอีกครั้งว่า เรารับทราบในปัญหาแล้วก็เราตั้งใจจะแก้มันนะ เรื่องใหญ่ๆ หรืออาจจะเรียกว่า เรื่องที่เราได้ยินเยอะๆ จากคำแนะนำของหลายๆ ท่านในโพสต์ที่แล้ว  เรื่องที่จะเป็นเรื่องแรกๆ ที่เราจะให้คำมั่นในการที่จะบอกว่าเรื่องราวเหล่านี้ คือเราจะแก้แน่ๆ แล้วทำให้มันเป็นวาระแห่งชาติ เราได้ยินการพูดถึงเรื่องกัญชา เรื่องรถติด เรื่องฝุ่น เรื่องห้องน้ำที่ไม่เพียงพอ ความจริงมันมีอีกหลายเรื่องเพียงแต่ว่า เมื่อเช้าผมอาจจะพูดเรื่องหลักๆ เรื่องเหล่านี้ เพราะว่ามันเป็นเรื่องที่ถูกพูดซ้ำบ่อย ดังนั้นสิ่งแรกเลยที่ผมคิดว่า จะเป็นการตอบสนองต่อความเป็นห่วงเป็นใยในสิ่งเหล่านี้ ก็คือการประกาศจุดยืนว่า เฮ้ย…เรารับปากว่าเราจะแก้ไขปัญหาเหล่านี้ และการจะแก้ไขปัญหาเหล่านี้ได้มันต้องเริ่มจากการเปลี่ยนวิธีคิดก่อน เพราะจริงๆ ปัญหาเหล่านี้มันไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้น มันเกิดขึ้นมานานแล้ว แล้วก็ไม่ใช่ว่าเราไม่ได้พยายามแก้ เราพยายามแก้ แต่ว่าทุกครั้งที่เราแก้ปัญหานี้ มันก็จะมีปัญหาใหม่เกิดขึ้นมา หรือบางทีเรา เราใช้วิธีนี้ มันได้ผลในปีนี้ แต่ปีถัดมา เฮ้ย…มันมีวิธีใหม่ของปัญหา ซึ่งเราก็จำเป็นต้องปรับเปลี่ยนวิธีแก้กันต่อไป

ดังนั้นเที่ยวนี้สิ่งที่เราคุยกันชัดๆ มากเลยก็คือว่า มันเหมือนการ รีเซ็ตทุกอย่าง รีเซ็ตเริ่มจากรีเซ็ตมาที่ตัวผมก่อนเลย เริ่มจากศูนย์ใหม่ แล้วผมจะพยายามนึกย้อนกลับไป ณ วันที่ ผมเริ่มต้นทำ Big Mountain Music Festival ครั้งแรก คือ คือจิตวิญญาณของการทำ Big Mountain ครั้งแรกเนี่ย มันเริ่มจาก เราตั้งสิ่งที่เราอยากได้ก่อน เราอยากได้เทศกาลดนตรีที่ดีที่สุดแล้วเราก็จะเดินไปสู่จุดนั้นไม่ว่ามันจะต้องใช้วิธีใดก็ตาม ซึ่งมันก็เลยก่อให้เกิดอะไรมากมายที่มันมีความบ้าบอผสมผสานอยู่ เพื่อให้ได้สิ่งที่เราต้องการ ทำไมเราไม่ใช้เวทีแบบนี้ ทำไมเราไม่ลองวางผังแบบนี้ อันนั้นคือสิ่งที่มันเกิดขึ้นใน ใน Big Mountain ครั้งที่ 1 แล้วก็พอเวลามันผ่านไปเรื่อยๆ งานมันก็ใหญ่ขึ้น บางสิ่งบางอย่าง โดยเฉพาะความบ้าเนี่ย มันถูกแทนที่ด้วย เหตุและผล มันต้องมีสิ่งนี้เพื่อรองรับสิ่งนั้น มันต้องมีสิ่งนี้เพื่อรองรับสิ่งนั้น พอเหตุและผลมันเข้ามาเป็นกรอบกำหนดในการทำงานผมจะรู้สึกว่า เหมือนงานมันเรียบร้อยขึ้น เหมือนงานมัน มันบ้าน้อยลง แต่เพราะว่ามันพยายามจะตอบเหตุและผล ที่มันจะต้องใช้เพื่อที่จะดูแลคนที่จำนวนมากขึ้น ดังนั้นไอ้การแก้ไขปัญหาคราวนี้ผมเลยย้อนกลับมาตั้งแต่ต้น ถ้าจะพูดให้เข้าใจง่ายที่สุดมันเหมือนกับ เราเอาความบ้ามาเป็นที่ตั้งอีกครั้งหนึ่งครับ บ้า ในที่นี้ไม่ได้หมายความว่า ไม่ได้หมายความว่า บ้าบอคอแตกนะ ไม่ได้หมายความว่า คิดอะไรเพี้ยนๆ เท่านั้นนะ แต่มันหมายความว่าถ้าจะเอาให้เป็นภาษาแบบที่ใช้กันก็อาจจะ เรียกได้ว่ามันไม่จำเป็นต้องคิดอะไรที่อยู่ในกรอบดีกว่า โดยเราจะคำนึงถึงผู้ชมเป็นที่ตั้ง ดังนั้นที่ประกาศไปวันนี้ ผมว่าบางคนก็คงจะมองว่า บ้านะ คนเราจะไปรับปากว่างานนี้ไม่มีฝุ่นได้ยังไงวะ มันจะเป็นไปได้เหรอ แต่ความรู้สึกของเรามันคือ ไม่รู้ล่ะจะทำยังไงก็ได้ที่จะให้มันไม่มีฝุ่น ฉันก็จะทำ จะทำยังไงก็ได้ให้รถมันไม่ติด ฉันก็จะทำ ฉันจะทำทุกวิธี เพื่อให้สัมฤทธิผลอันนี้ จะทำยังไงก็ได้ให้งานไม่มีกัญชาอยู่ในงาน ไม่รบกวนคนที่จะมา สนุกกับคอนเสิร์ตเราก็จะทำ ทำให้เขาได้สนุกเต็มที่ ไม่มีอุปสรรคมา มาเบียดบัง จะทำยังไงให้งานนี้ผู้คนไม่บ่นกันเรื่องห้องน้ำ ไม่พอมีไม่ทั่วถึง มันจะตัองทำอย่างไรบ้าง มันจะต้องเปลี่ยนอะไรบ้าง ก็จะเปลี่ยนทั้งหมด ฉันจะเปลี่ยนทุกอย่างเพื่อให้ Big Mountain เป็นเทศกาลดนตรีที่ดีที่สุดให้ได้ ก็เลยโพสต์สิ่งนี้ไปเมื่อเช้านี้ เป็นการรับปากคุณผู้ชมกับแฟนๆ แล้วในขณะเดียวกันซึ่ง สำคัญพอๆ กันเลยก็คือ มันเป็นการรับปากกับตัวเองด้วยครับ หมายถึงว่า ไม่ใช่แค่ผมคนเดียวนะ คือทีมงานทุกคน รับปากกับตัวเองว่า เฮ้ย…อันนี้คือมิชชันของพวกเราว่ะ เราต้องเปลี่ยน เปลี่ยนทุกอย่าง เปลี่ยนวิธีคิด เปลี่ยนวิธีทำงาน เพื่อให้การแก้ปัญหาคราวนี้ มันออกมา ได้ผลไม่เหมือนเดิม”

ผลกระทบที่ผ่านมาป๋าเต็ด มันทำให้ยอดคนดูเยอะ ลดน้อยลงเยอะขนาดไหน?

“ถ้าเทียบกับปีที่เรามีคนดูเยอะที่สุดเนี่ย ยอดหายไปครึ่งนึงอ่ะครับ แต่อย่างที่บอกนะครับ คือมันก็ยังเยอะอยู่ดี คือใครที่ไปงานปีที่แล้วจะบอกว่า อย่างนี้เรียกว่าลดไปครึ่งนึงแล้วเหรอ ผมก็ยังรู้สึกมันแน่นอยู่เลย คือมันเคยเยอะกว่านั้นมาก แต่ดังนั้นหายไปครึ่งนึงแล้วเนี่ย มันก็ยังเป็นเทศกาลดนตรีที่คนดูเยอะที่สุดอยู่ดี แต่ว่าจริงๆ แล้ว เยอะหรือน้อย มันไม่ได้เป็นผลในเชิงตัวเลขอะไรพวกนั้น อันนั้นไม่ใช่พอยต์ พอยต์มันคือ เฮ้ย…ถ้าเกิดสมมุติว่า คนหายไปเยอะขนาดมันแปลว่า เราแก้ปัญหาที่ผ่านมาได้ไม่ดีจริง เราไม่ได้ไปซีเรียสกับการจะได้คนจำนวนเดิมเข้ามาเราอยากให้งานของเรามีคนเยอะเท่าเดิม ไม่ใช่นะ เราต้องซีเรียสกับการที่เราต้องแก้ปัญหานี้ให้ได้สักที เพราะว่านี่คือเสียงสะท้อนของผู้คนที่บอกกลับมา วิธีใดที่เราเคยใช้แล้วเราคิดว่ามันเวิร์กแล้ว เอ๊ะ…มันอาจจะเวิร์กไม่พอ มันอาจจะต้องมีวิธีอื่น ที่ ที่ดีกว่าในการแก้ปัญหา ซึ่งก็ต้องบอกว่าจริงๆ มันคือปัญหาเดิมๆ นะ มันเป็นปัญหาที่ เอ่อ เราก็โดนถามถึงมาทุกปี ครับ”

อยากทราบว่า ตั้งงบไว้เท่าไหร่ครับในการแก้ปัญหาทุกอย่าง?

“ตรงนี้ผม ผมขออนุญาตยังไม่ตอบออกมาเป็น เป็นรายละเอียดตัวเลขนะ เพราะว่าทุกอย่างเนี่ย ตอนนี้ ณ วันนี้ก็ยังคุยกันอยู่ว่า เอ๊ะ…มันมีวิธีไหน แก้ได้ คือ Big Mountain เป็นงานที่ลงทุนเยอะอยู่แล้วครับ ลงทุนเยอะทุกปี แต่ว่าการที่เราจะแก้ปัญหา เราต้องการได้ผลใหม่ มันอาจจะต้องเปลี่ยนวิธี ซึ่งการเปลี่ยนวิธีที่ว่าบางทีมันเป็นเรื่องการเปลี่ยนวิธีคิด เปลี่ยนวิธีในการแก้ปัญหา มันไม่อาจจะ ไม่เกี่ยวกับเรื่องว่าต้องลงทุนเยอะกว่าเดิม  ดังนั้นตรงนั้นผมเลยยังตอบไม่ได้ เพราะว่ามันยังมีเรื่องที่ต้องคิดต้องทำ ที่ยังสรุปไม่ได้ ณ วันนี้”

สำหรับคนจัดงาน ปัญหาไหนมันมีมากที่สุด กัญชา ฝุ่น รถติด?

“ที่ผมเลือกเอามาโพสต์ในวันนี้ กัญชา ฝุ่น รถติด ห้องน้ำเนี่ย จริงๆ แล้วทั้ง 4 อย่างเนี่ย มันยากไปคนละแบบ อย่างเรื่องกัญชามันเป็นเรื่องของการควบคุมพฤติกรรมของผู้คน เพราะจริงๆ แล้วเนี่ย ถ้าเกิดใครมา งานในช่วง 2-3 ปีหลังของเรา เรามีกฎระเบียบเรื่องนี้ ค่อนข้างชัดเจน แต่ว่าบางที คล้ายๆ กับว่าผู้คนก็จะมีวิธีที่จะซิกแซ็ก หลบเลี่ยงกฎเหล่านั้น ดังนั้นเราก็จำเป็นต้องมีวิธีที่จะดีลกับ ผู้คนที่พยายามจะหลบเลี่ยงคือกัญชามันเป็นเรื่องผิดกฎหมายอยู่แล้ว ดังนั้นการทำอะไรในการที่จะไม่ให้เกิดสิ่งผิดกฎหมายในงาน มันย่อมเป็นเรื่องที่ได้รับความสนับสนุนจาก ทุกฝ่ายอยู่แล้วนะครับ มันไม่ใช่เรื่องที่เราตั้งกฎขึ้นมาเอง 2 เรื่องรถติด มันก็จะยากตรงที่ว่าเราต้องทำงานร่วมกับหลายฝ่าย เพราะว่ารถมันไม่ได้มาติดในงานเราอย่างเดียว คือมันติดมาจากข้างนอกแล้ว ซึ่งมันเป็นพื้นที่ที่อยู่นอกงานของเรา การจัดการเพื่อให้ปัญหานี้หมดไปมันก็เลยเป็นเรื่องที่ต้องจัดการทั้งตัวในงานเอง แล้วก็ตัวนอกงาน ซึ่งมันต้องร่วมมือกับหลายฝ่าย ความยากมันก็จะเป็นอีกแบบหนึ่ง เรื่องฝุ่น อันนี้มันเหมือนสู้กับธรรมชาติเลย แต่มันก็จะเกี่ยวข้องกับการเตรียมงาน เตรียมพื้นที่ ซึ่งก็จะยากไปอีกแบบหนึ่ง แล้วก็เรื่องห้องน้ำ มันจริงๆ แล้วมันมี 2 ส่วนผสมกัน มันมีเรื่องวิทยาศาสตร์ การคำนวณในทางสถิติแหละ คนดูจำนวนเท่านี้ควรจะมีห้องน้ำเท่าไหร่ แล้วมันก็จะเรื่องศิลปะนิดนึงง่าห้องน้ำมันเยอะ แต่มันควรจะอยู่ตรงไหนบ้าง ก็ต้องกระจายไปในจุดต่างๆ จุดไหนมันควรจะมีห้องน้ำมากน้อยแค่ไหน ซึ่งทั้ง 4 เรื่องนี้มันเลยบอกยากว่า อะไรยากที่สุด แต่ผมยกให้เป็น 4 เรื่องที่ผู้คนพูดถึงมากที่สุด แปลว่าเขาอยากให้เราแก้ มากที่สุด ก็เลยหยิบ 4 เรื่องนี้มา ความจริงมันมีมากกว่านั้นฮะ มัน จริงๆ มันก็มีเรื่องที่ผู้คนพูด แต่ว่า ผมยังไม่ได้ยกมา ไม่ แต่ไม่ได้แปลว่าเราจะไม่แก้ เพียงแต่ว่าเรายก 4 เรื่องที่น่าจะตรงใจกับผู้คนที่เขาคอนเซิร์นอยู่มากที่สุดมาพูดก่อนครับ

เราจะค่อยๆ เริ่มแจ้งให้ทราบกันไปตั้งแต่สัปดาห์หน้าเป็นต้นไปครับ หลายอย่างตอนนี้ก็ยังคง ความจริงเราก็มีวิธีมีไอเดียที่ดี และหลายอย่างก็เริ่มต้นทำไปแล้วด้วย เพียงแต่ว่าขอเวลาสรุปให้ออกมาเป็นเรื่องราวที่เข้าใจง่าย ประกาศปุ๊บแล้วเข้าใจตรงกัน ก็เป็นประมาณช่วงสัปดาห์หน้าเราจะเริ่มประกาศครับ“

ป๋าเต็ดสามารถประกาศตรงนี้ได้เลยไหม ว่าเราจะทำให้ Big Mountain เป็นกัญชาศูนย์?

“ผมใช้คำว่านั่นคือความตั้งใจของเราเลยครับ เราอยากให้เป็นเช่นนั้น ความจริงไม่ใช่แค่กัญชา ความจริงมันคือเรื่องที่จะมีคนพูดเรื่องสิ่งเสพติดอย่างอื่นด้วย ซึ่งอันนี้มัน เรื่องผิดกฎหมายมันต้องไม่เกิดอยู่ในงานเราอยู่แล้วไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไร และตอนนี้ก็คือสิ่งที่เราพยายามจะทำให้มันเห็นชัดเจนก็คือ ประกาศเลยว่างานนี้ต้องไม่มีกัญชา เมื่อกี้ใช้คำว่ากัญชาศูนย์ ก็ประมาณนั้นแหละครับ”

มาตรการเบื้องต้นที่พอจะเปิดเผยได้ไหมว่า อย่างจะมีมาตรการอะไรเกี่ยวกับเรื่องกัญชา หรือเรื่องห้องน้ำ เรื่องฝุ่น จะหยิบเรื่องไหนขึ้นมาพอจะบอกได้ไหม?

“วันนี้ขอยังไม่บอกอะไรเลยครับ วันนี้ผมอยากให้ชัดเจนว่า สิ่งที่ผมอยากบอกกับทุกคนก็คือ ผม ทีมงานทุกคน เรารับรู้ในสิ่งที่ทุกท่านเป็นห่วง สองก็คือเราอยากประกาศแบบชัดเจนเลยว่า นอก จากเรารับทราบแล้ว ยอมรับในปัญหาที่เกิดขึ้นแล้ว เราอยากจะให้ทุกคนมั่นใจแล้วกันนะครับว่าเราจะแก้ปัญหาเหล่านั้นจริงๆ เราจะเปลี่ยนทุกอย่างเพื่อให้ Big Mountain เป็นเทศกาลดนตรีของทุกคนจริงๆ รายละเอียดในแต่ละเรื่อง สัปดาห์หน้าเราจะเริ่มทยอยประกาศครับ ที่อุบไว้ไม่ใช่อะไรเลยนะ คือบางเรื่องวิธีที่มีอยู่ตอนนี้มันดีเลิศมาก แต่เผื่อถึงสัปดาห์หน้ามันมีวิธีที่ดีกว่านั้น ก็เลยขอใช้ตรงนี้ให้เต็มที่ครับ”

จริงๆ ปัญหาเราแก้มาโดยตลอดครับ เพียงแต่ว่าอย่างที่ผมบอกครับ บางอย่างพอเราใช้วิธีนี้ไป ปีต่อมาเขามีวิธีที่จะมาซิกแซ็กหลบ จริงๆ ถ้าไปงานเราในช่วงหลังๆ ในระยะประมาณ 3 ปีที่ผ่านมา เรามีมาตรการเรื่องตัดสายรัดข้อมือนะครับ ใครทำผิดกติกาตัดสายรัดข้อมือ เรามีมาตรการเรื่องแบล็กลิสต์ด้วยนะครับ ใครที่ทำผิดกติกาของงาน เราจะแบล็กลิสต์ไม่ให้เข้างานเราได้เป็นเวลา 3 ปี คราวนี้มันก็ขึ้นอยู่กับความรุนแรงของสิ่งที่ทำ ถ้าอะไรเป็นสิ่งที่ผิดกฎหมาย เราก็ส่งเจ้าหน้าที่บ้านเมืองเลยทันที เราทำงานร่วมกับตำรวจ ร่วมกับเจ้าหน้าที่บ้านเมืองอย่างใกล้ชิดในทุกงาน ใครไป Big Mountain ก็จะเห็นว่าข้างในงานแทบจะเรียกว่ามีสถานีตำรวจย่อยอยู่ในนั้นเลย ดังนั้น มันไม่ใช่ว่าเพิกเฉย เราไล่แก้ปัญหาเหล่านี้มาโดยตลอด แต่อย่างที่ผมบอก บางอย่างถ้าแก้แล้วมันยังไม่ได้ผล 100% ก็แปลว่าเรายังต้องหาวิธีแก้ที่ดีกว่านั้นต่อไปครับ

เพียงแต่ว่าที่ผ่านมาผมไม่เคยพูดไงครับ ผมไม่เคยมาบอก ทีมงานไม่เคยมาบอกว่า เรารู้ว่าคุณคอนเซิร์นเรื่องนี้ เราไม่เคยพูด เราไม่เคยพูดว่าขอให้มั่นใจนะ เราจะแก้ปัญหาเหล่านี้ เพราะเราก็ทำไปด้วยแต่เราไม่ได้ประกาศออกมา คราวนี้ผมก็เลยรู้สึกว่า เพื่อให้ทุกท่านได้เข้าใจว่าสิ่งที่ท่านคอนเซิร์น เรารับทราบ เราจะแก้ให้มันลุล่วงไปด้วยดีครับ”

ป๋าเต็ดเครียดหรือนอยด์ไหม จากคนดูเยอะๆ เหลือครึ่งหนึ่ง กับสิ่งที่เราทำมาทั้งหมดแล้วเรารักมันมาก?

“จะบอกว่าเครียดไหม ปกติผมก็ไม่ใช่คนเครียดอะไรง่ายๆ นอยด์ไหม ไม่นอยด์ครับ มันเป็นความรู้สึกอย่างนี้มากกว่า เป็นความรู้สึกแบบเราตั้งใจทำอะไรแล้วมันไม่ออกมาอย่างที่เราตั้งใจ เราก็จะรู้สึกว่าทำไม อะไรทำให้เรายังไม่ออกมาดีพอ เราต้องแก้ อะไรต้องปรับปรุง อะไรต้องคิดอะไรใหม่ มันเป็นความรู้สึกแบบนี้ครับ ซึ่งมันเป็นจิตวิญญาณ เป็น Mindset ของพวกเราทีมงาน GMM Show นะครับ คือเราก็วิจารณ์ตัวเองอยู่ตลอดเวลา แล้วเราก็พยายามแก้ เพียงแต่ว่าเราเป็นพวกไม่ค่อยประกาศให้โลกรู้ว่าเรากำลังแก้ให้อยู่นะครับ เที่ยวนี้ผมก็เลยรู้สึกว่าถ้ามันจะต้องแก้ ใช้วิธีเดิมมันจะได้ผลเดิม ปีนี้เราต้องการวิธีใหม่ เราต้องการผลใหม่ เราต้องใช้วิธีใหม่ สิ่งแรกที่ผมแก้ก็คือ ถ้าเราไม่เคยประกาศ เที่ยวนี้เราคงต้องประกาศให้ชัดเจน ทั้งๆ ที่การประกาศไปบางทีมันก็เหมือนกล้ารับปากอะไรอย่างนี้ ว่ามันจะเป็นไปได้ยังไงว่างานไม่มีฝุ่น แล้วถ้าวันงานจริงมีฝุ่นจะเป็นยังไง ไม่รู้ล่ะ มันต้องประกาศไว้ก่อนแล้วเราต้องทำให้ได้อย่างนั้น อย่างน้อยในมุมหนึ่ง การผูกมัดตัวเองมันก็เป็นการกดดันตัวเอง เพื่อจะได้ไม่ยอมแพ้ในการที่จะต้องหาวิธีเอาชนะปัญหาเหล่านั้นครับ”

ป๋าเต็ดอยากจะฝากอะไรถึงทางแฟนๆ ที่รอคอยอยู่บ้างไหมคะ?

“พี่วัวไม่ได้ไปไหนครับ พี่วัวนั่งประชุมด้วยกันทุกวันเพื่อที่เราจะได้กลับมาสื่อสารกับทุกคนได้อย่างชัดเจนในทุกเรื่องที่ทุกคนข้องใจ สิ่งที่อยากจะบอกกับทุกคนก็คือ ที่สำคัญที่สุดคือขอบคุณนะครับ ขอบคุณที่เข้ามาให้คำแนะนำเราไว้มากมาย หลายเรื่องเป็นประโยชน์มากๆ ครับ แล้วก็ปริมาณของการที่แต่ละคนพูดถึงปัญหาต่างๆ มันก็เป็นตัวบอกน้ำหนักของปัญหาที่แต่ละคนคอนเซิร์น คนพูดถึงเรื่องนี้เยอะ คนพูดถึงเรื่องนี้ถึงแม้ว่าจะไม่เยอะ แต่เป็นประเด็นสำคัญ บางประเด็นเราอาจจะมองข้ามไป หรือเราอาจจะเคยมองในมุมมองหนึ่ง แต่ว่าเมื่อมีความเห็นเข้ามา มีคำแนะนำเข้ามา มันก็ทำให้เราหันไปมองอีกมุมหนึ่งของปัญหาเดียวกันนั้นได้ ข้อแรกนี้คือต้องขอบคุณครับ ข้อสองที่อยากจะยืนยันอีกครั้งหนึ่งก็คือ เมื่อเรารับทราบปัญหาเหล่านั้นแล้ว ก่อนอื่นเราก็ต้องบอกว่าเราไม่ได้ปฏิเสธว่ามันไม่มีปัญหานั้น ยอมรับว่ามันมี ที่ผ่านมาเราพยายามแก้ แต่เราก็ยอมรับว่าแปลว่าเราต้องพยายามมากกว่านี้ เพราะถ้าเราพยายามมากพอ หรือแก้ได้สำเร็จแล้ว คุณก็คงไม่พูดถึงปัญหาเหล่านี้มากขนาดนี้ ดังนั้น เราก็รับปากว่าจะพยายามให้มากกว่านี้ เราจะใช้วิธีที่ดีกว่านี้ เราจะค้นหาวิธีที่ดีกว่านี้เพื่อที่จะจัดการกับปัญหาเหล่านั้น เพื่อให้ Big Mountain เป็นเทศกาลดนตรีที่ดีที่สุด แล้วเราอยากให้ทุกคนมาในงานนี้แล้วสนุกเต็มที่ ได้รับแรงบันดาลใจกลับไป ได้รับทุกสิ่งที่อยากได้รับในการมาเทศกาลดนตรีสักงานหนึ่งไปอย่างเต็มที่

ผมเชื่อว่าใครก็ตามที่เดินทางมาถึงงาน Big Mountain ซึ่งจากข้อมูลคือเดินทางมาจากทั่วประเทศ ทุกคนพร้อมจะมาสนุกอยู่แล้ว ไม่มีใครมาโดยอารมณ์ขุ่นมัว ทุกคนพร้อมจะมาสนุกอยู่แล้ว สิ่งที่เราต้องตั้งใจทำมากเป็นพิเศษ นอกเหนือจากการเตรียมความบันเทิงเอาไว้ให้ในงานในรูปแบบโชว์ต่างๆ การออกแบบ โปรดักชันดีไซน์ต่างๆ อีกหน้าที่หนึ่งที่สำคัญมากก็คือ อย่าเป็นอุปสรรคต่อความสนุกเหล่านั้น อะไรก็ตามที่จะเป็นอุปสรรคต่อความสนุกเหล่านั้น ไม่ว่าจะเป็นการเดินทาง การใช้ชีวิตอยู่ในงาน เราจะต้องปัดเป่าอุปสรรคเหล่านั้นออกไป นั่นคือคำมั่นที่เราขอรับปากกับทุกคน ผมในฐานะผู้รับผิดชอบงานนี้ ก็ขอให้คำสัญญาว่านี่คือสิ่งที่เราจะทำให้เกิดขึ้นให้ได้ในปีนี้และปีต่อๆ ไปครับ ชวนไปงานนี้ด้วยนะครับ ปีนี้ขอให้ไปกันนะครับ บางท่านอาจจะเคยไปมาแล้วไม่ได้ไปมานานแล้ว คือผมยังบอกอะไรมากไม่ได้ แต่บอกได้คำเดียวว่า คุณเคยพลาด Big Mountain ครั้งไหนมาก็ตาม ครั้งนี้พลาดไม่ได้ครับ”