หน้าแรก บันเทิง ณเดชน์ รีวิวง...

ณเดชน์ รีวิวงานวิวาห์ สนุกสุดเหวี่ยง รับตื่นเต้นเจอ ‘ลิซ่า’ ครั้งแรก แง้มโอกาสหวนงานคู่ญาญ่า

20.07.26 | 21:46 น.

‘ณเดชน์’ รีวิวงานฉลองวิวาห์ สนุกสุดเหวี่ยง! รับตื่นเต้น เจอ ‘ลิซ่า’ ครั้งแรก แง้มโอกาสหวนรับงานคู่ ‘ญาญ่า’

ยกให้เป็นงานวิวาห์แห่งปีไปเลย สำหรับ งานฉลองมงคลสมรส ของคู่รักซุปเปอร์สตาร์ ณเดชน์ คูกิมิยะ และ ญาญ่า อุรัสยา เสปอร์บันด์ ที่จัดขึ้นเมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม ที่ผ่านมา ที่บอกเลยว่ายิ่งใหญ่อลังการ สมฐาซุปเปอร์สตาร์ระดับประเทศ

ล่าสุด ณเดชน์ มาร่วมงานแถลงข่าวเปิดตัวภาพยนตร์แอ็กชัน ทริลเลอร์ สุดเข้มข้นแห่งปีเรื่อง “คนเดือดทวงแค้น ณ ลานกิจกรรม Fashion Hall, ชั้น 1 ศูนย์การค้าสยามพารากอน ก็ได้เล่าโมเมนต์งานฉลองมงคลสมรสที่ผ่านมา พร้อมเผยอีกหนึ่งโมเมนต์ที่ทำเอาแขกในงานและโลกออนไลน์ฮือฮากันไม่น้อย เมื่อซุปเปอร์สตาร์ระดับโลก อย่าง ลิซ่า ลลิษา มโนบาล ปรากฏตัวในงาน ร่วมฉลองวิวาห์ณเดชน์-ญาญ่า งานนี้เจ้าบ่าวป้ายแดงที่ได้ร่วมเฟรมกับลิซ่า ถึงกับออกอาการตื่นเต้น ทำตัวไม่ถูกกันเลยทีเดียว

เสร็จสิ้นงานแต่งแล้ว 3 รอบแบบสมบูรณ์แบบ?
“ยังคุยกับญาญ่าอยู่เลยว่า จริงๆ แล้วงานที่ 3 รู้สึกว่าเป็นงานที่สนุกที่สุด (สุดเหวี่ยงมาก?) สนุกมากจริงๆ แล้วผมเชื่อว่าทุกคนก็สนุก มันเลยเป็นเหตุผลว่าทำไมผมถึงได้สนุกไปเบอร์นั้นขนาดนั้น”

อยากถามเรื่องถอดเสื้อนิดนึง ฟีลบนเวทีตอนนั้นเป็นยังไง?
“จริงๆ ผมถอดเป็นปกตินะ ญาญ่าให้คิวก็เลยได้เวลาพอดี ภรรยาอนุญาตก็เลยถอดเลย แต่พอกลับลงเวทีก็กลับมาใส่ต่อนะ ก็ยังมีสติมีความอายอยู่ (ตอนแรกๆ ภรรยาก็มีห้ามไว้?) ห้ามถอดกางเกงแต่ถอดเสื้อได้ (ถือว่าคุ้มไหม?) คุ้มค่ามาก คือมันเป็นงานที่ผมรู้สึกว่าเหมือนกับงานสุดท้าย รู้สึกว่าเต็มที่”

Advertisement

วันนั้นงานจบกี่ทุ่ม?
“วันนั้นจริงๆ ถือว่าพิธีการไม่ได้มีอะไรที่ค่อนข้างยืดยาว ตัดเค้กเสร็จ มอบเค้กเสร็จก็อาฟเตอร์ปาร์ตี้เลย วันนั้นตี 1 เขาก็ปิดไฟไล่แล้ว เราก็จบแล้วก็กลับขึ้นไปกัน เชื่อไหมผมยังไม่ได้กินข้าวเลยตอนนั้น คือทั้งวันกิน แต่ตอนเย็นไม่ได้กินข้าวกัน (แต่ไม่ได้รู้สึกหมดแรงหรือหิว?) ไม่ๆ (เอเนอร์จี้มาจากไหน?) ผมคิดว่าด้วยเพื่อนด้วยแหละ เพื่อนๆ ทุกคนแฮปปี้กันหมด คือกว่าเราจะเสร็จพิธีการ กว่าจะไปเปลี่ยนชุดมาเป็นอาฟเตอร์ปาร์ตี้ กว่าจะไปเซ็ตอัพอะไรใหม่ๆ เพื่อนๆ ทุกคนก็เต็มที่แซงหน้าพวกเราไปหมดแล้ว เราก็พยายามที่จะตามให้ทัน”

วันนั้นรวมพลกัน ตื่นมาเป็นยังไงบ้าง?
“ผมตื่นมาเมจิกเต็มตัวผมหมดเลย ผมไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง มีใครเขียนอะไรบ้างก็ไม่รู้ เขียนอะไรบ้างก็ไม่รู้ จำไม่ได้ว่าใครเขียนบ้างแต่รู้ว่ามีคนเขียน ผมก็ปล่อยเขาไป เอาจริงๆ เขียนอะไรก็เขียนไป แม่ผมยังเขียนรูปหัวใจเลย”

หลายคนแซวว่าเป็นงานแต่งแห่งปี?
“เราดีใจที่ได้มีโอกาสเลี้ยงขอบคุณทุกๆ คนที่มีส่วนเกี่ยวข้อง ร่วมเดินทางมากับพวกเราสองคน มันเป็นอีกหนึ่งแชปเตอร์ในชีวิตที่ผมกับน้องมี และอยากจะมอบค่ำคืนงานแต่งงานนี้ให้กับทุกคน”

เห็นสตอรี่คือตื่นพร้อมคุณภรรยา โมเมนต์นั้นเป็นยังไง?
“ตอนนั้นคือไม่แบกร่างไปไหนแล้ว นอนอยู่บนเตียงอย่างนั้นแหละ ไม่ทำอะไรเลย กินข้าวกันก็ไม่ลง มีความสุขครับ (ตื่นกี่โมง?) เที่ยงครับ ตื่นเช้ามาหน้าบวม บวมโซเดียม”

วันนั้นลิซ่าก็มา?
“ลิซ่าให้เกียรติมางาน เป็นแขกของน้องญาญ่า เขามาร่วมยินดีกับเราทั้งสองคนด้วย ก็ขอบคุณมาก (ในคลิปเหมือนดูเกร็งๆ ตื่นเต้นไหม?) ผมก็ตื่นเต้น ไม่เคยเจอ คิดว่าครั้งแรก ไม่มีโอกาสได้เจอ (เขาเต็มที่เหมือนกัน?) ลิซ่าเขาก็น่ารักมาก (เห็นช็อตที่เขาเต้นด้วยกันไหมกับญาญ่า?) เห็นครับ น่ารักครับน่ารัก”

ลิซ่าอวยพรว่ายังไง?
“เขาก็ขอแสดงความยินดีด้วยครับ”

ในงานเราได้คุยอะไรกับลิซ่าไหม?
“ผมไม่ค่อยกล้าคุย จะเป็นญาญ่าแทน (หัวเราะ) ญาญ่าคุยเยอะกว่า”

เป็นการเซอร์ไพรส์แขกในงาน?
“จริงๆ ถ้าพูดโดยรวมนะ ผมรู้สึกเซอร์ไพรส์กับตัวเองมากกว่า (ยิ้ม) ขึ้นเวทีถอดเสื้อร้องเพลงแล้วก็แอดลิปไปเรื่อย”

เห็นตอนแรกบอกจะไม่ร้องเพลง?
” ใช่ แต่อดใจไม่ไหว (จำวีรกรรมตัวเองได้ไหม?) จำได้ คือผมถือไมค์ตลอด ไม่ให้ใครเลย เป็นเอ็มซีมากตอนนั้น เชียร์อัพเพื่อนๆ เรียกทุกคนมาหน้าเวที บิ้วต์ทุกคนเราก็มันส์ไปด้วย”

ได้ดูสตอรี่เป็นเพื่อนหรือยัง?
“ดูครับ อายๆ เหมือนกัน (มีแอบสงสัยบ้างไหมว่าช็อตนี้ไปทำตอนไหน?) ไม่มีครับ คิดว่าจำได้ทุกอย่างครับ ไม่มีภาพตัด วันนั้นสติดีอยู่ครับ”

โมเมนต์กับคุณพ่อ เป็นอย่างไรบ้าง?
“ถือว่าโชคดีมากที่เราจัดที่นี่เป็นที่ๆ 3 แล้วคุณพ่อได้มีโอกาสมาอยู่ร่วมเฟรมในชุดแต่งงานของผมกับน้อง ซึ่งเป็นความตั้งใจของเราทั้งคู่ว่าเราอยากมีภาพครอบครัวครบกันสักหนึ่งรูป ถึงแม้ว่าร่างกายของคุณพ่ออาจจะไม่สมบูรณ์หรือสามารถที่จะยืนถ่ายรูปได้เหมือนคนปกติ แต่อย่างน้อยเราก็ได้ทำหน้าที่ของลูกที่ดีในการให้คุณพ่อได้มาอยู่ร่วมในพิธีอันสำคัญของชีวิตเรา รู้สึกว่าตัดสินใจดีมากที่เราเลือกทำแบบนี้”

บอกอะไรคุณพ่อบ้างตอนนั้น?
“แค่กระซิบว่าแบร์รี่จัง ญาญ่าจัง จะแต่งงานกันนะ กระซิบบอกคุณพ่อ พูดซ้ำๆ ประมาณ 3 ครั้งแกก็รับรู้แล้ว”

อัพเดตเรื่องงานนิดนึง หลายคนลุ้นว่าหลังจากนี้จะมีโอกาสได้เล่นละครกับญาญ่าด้วยกันอีกไหม?
“จริงๆ ก็มีแอบคุยกันว่าถ้าเล่นด้วยกันอยากจะเล่นแนวไหน มีคุยกันขำๆ ประมาณนึง แต่ไม่ได้ถึงขนาดเริ่มแพลนเลย แต่อยากกลับมาทำงานด้วยกันอีกครั้งนึง อาจจะด้วยบทบาทแบบไหนที่… ขายจิ้นอาจจะไม่ได้แล้ว จิ้นไปหมดแล้ว อาจจะต้องเป็นการประชันฝีมือหรืออะไรสักอย่าง เราไม่รู้เหมือนกันแต่รู้สึกว่าถ้ามีโอกาสก็คงอยากจะกลับมาทำงานด้วยกันอีกครั้ง ตอนนี้เล่นละครด้วยกันล่าสุดก็รู้จังหวะรู้กันไปหมดแล้ว ถ้าได้กลับมาเจอกันใหม่น่าจะเป็นอะไรที่รีเฟรชชิ่งดี

แสดงว่าหลังจากนีับทเราก็น่าจะเป็นอีกบทบาทหนึ่งที่เข้มข้นขึ้น ไม่ได้กุ๊กกิ๊กเหมือนที่ผ่านมา?
“ด้วยเบสของคนดูคิดว่าน่าจะเป็นเรื่องของความรักโรแมนติกก็พอได้นะ แต่ถ้าจะมาจิ้นกันรู้สึกว่าอาจจะไม่ใช่แล้ว น่าจะเป็นเรื่องฝีมือที่ไม่จำเป็นต้องเป็นดราม่าอย่างเดียว ถ้าเราหาเรื่องที่สนุกได้จริงๆ ยังไงเราก็ทำงานด้วยกันได้ดีมากๆ”

“ส่วนคนเดือดทวงแค้นน่าจะเป็นอะไรที่โหดที่สุด เดี๋ยวหลังจากนี้คงจะมีโปรเจกต์ที่แปลกใหม่มากขึ้น

แสดงว่าการแสดงของเราต้องท้าทายมากขึ้นกว่าที่ผ่านมาแล้วใช่ไหม?
ใช่ ผมรู้สึกว่าเราไปอยู่ในโปรดักชั่นอะไรก็ตามที่ผลักดันให้เรามีความเหนื่อยความยากมีความพากเพียรพยายามมากๆ มันจะช่วยส่งเสริมให้เรารู้สึกว่าอยากจะพัฒนาตัวเองมากๆ เราก็เลยพยายามมองหางานหรือโปรดักชั่นที่ค่อนข้างท้าทายตัวเราอยู่เสมอ อันนั้นก็เป็นสิ่งหนึ่งที่เป็นเกณฑ์ในการรับงานในช่วงหลังๆ มานี้”

เหมือนที่ผ่านมาเราเลยขีดจำกัดความสามารถไปแล้ว?
“ผมรู้สึกว่าถ้ามองกลับไปในช่วง 10 ปีที่แล้วกับละครโทรทัศน์ การที่เราได้เป็นพระเอกแต่งตัวหล่อๆ มีการจีบกันกับนางเอก กว่าจะตกหลุมรักกันมีความเข้าใจผิด ส่วนตัวรู้สึกว่าในยุคปัจจุบันสำหรับผมไม่ได้มีความท้าทายอะไรกับตัวเรามากมายขนาดนั้น แต่ถ้าบทดีๆ เรื่องดีๆ เราก็สนใจ ตอนนี้งานอะไรที่แปลกใหม่จากที่เราเคยทำมาก่อนหน้านี้ เป็นสิ่งที่เรากำลังมองหา อยากจะทำสิ่งนั้นมากกว่า”

การรับงานต้องปรึกษาหรือแชร์กับภรรยาไหม?
“เรื่องงานเราจะมีทีมและผู้จัดการต่างหาก เราไม่ได้มาปรึกษาคุยกัน แต่เราจะมองภาพรวมว่าอะไรที่เหมาะสมกับตัวเรา อะไรที่เราทำแล้วไม่ได้เดือดร้อนไปถึงเขา เราก็จะรักษาความรู้สึกของกันและกันไว้เสมอ ด้วยความที่เราต่างคนต่างทำงานในวงการบันเทิง เราจะรู้อยู่แล้วว่าอะไรที่เราทำได้ ขอบเขตอยู่ตรงไหน เราก็รู้กันอยู่แล้ว”