หน้าแรก บันเทิง นุ้ย สุจิรา เ...

นุ้ย สุจิรา เปิดใจหลังสูญเสีย ‘คุณพ่อ’ จากมะเร็งชนิดหายาก รับหนักสุดในชีวิต

25.07.26 | 01:17 น.

สุดกลั้นน้ำตา! ‘นุ้ย สุจิรา’ เปิดใจหลังสูญเสีย ‘คุณพ่อ’ จากมะเร็งชนิดหายาก รับเป็นเรื่องหนักสุดในชีวิต

หลังจากพิธีกรและนักแสดงสาวอารมณ์ดี นุ้ย สุจิรา อรุณพิพัฒน์ ได้สูญเสียคุณพ่ออันเป็นที่รักเมื่อเดือนที่ผ่านมา ท่ามกลางความโศกเศร้าเสียใจของคนในครอบครัว ล่าสุดนุ้ย มาร่วมงาน “วิมานอากาศ Sky Castle Thailand World Premiere” ณ SF World Cinema โรง & Central World ชั้น8 ก็ได้ย้อนเล่าถึงอาการป่วยของคุณพ่อ พร้อยเผยบทเรียนสำคัญที่สอนให้รู้ว่า “เวลามากเท่าไหร่ก็ไม่พอ” และเปิดนาทีบีบหัวใจที่ได้จับมือบอกลาคุณพ่อเป็นครั้งสุดท้าย

อาการของคุณพ่อก่อนหน้านี้ และจุดเริ่มต้นของการไปตรวจเป็นอย่างไรบ้าง?
“ใช่ค่ะ คือจริงๆ แล้วนุ้ยแอบสังเกตเห็นว่าคุณพ่อมีเงาบริเวณนี้ (หนังศีรษะ) มาสักพักแล้ว แล้วนุ้ยก็คิดว่า จริงๆ แล้วด้วยความที่เราเป็นพิธีกร แล้วเราก็เจอข้อมูลค่อนข้างเยอะ นุ้ยก็รู้สึกว่าขอบมันไม่ค่อยสวยนะ ปะป๊าไปตรวจดีกว่า มันอาจจะไม่ใช่แค่การเปลี่ยนสีผิวตามวัยก็ได้ค่ะ ก็ไปตรวจ ตรวจแล้วก็มีความเห็นกับคุณหมอด้วย ทั้งๆ ที่ชิ้นเนื้อออกมาก็บอกว่าเป็นปาน แต่ด้วยความที่คุณหมอมากประสบการณ์นะคะ ท่านก็บอกว่าจริงๆ แล้วคิดว่าไม่น่าใช่ แต่ทำไมถึงหายาก หายากเพราะว่าเขาเป็นมะเร็งที่เส้นเลือดค่ะ ไม่ใช่เป็นมะเร็งที่ผิวหนัง ไม่ได้ตรงอวัยวะใดอวัยวะหนึ่ง แต่เป็นที่เส้นเลือด เพราะฉะนั้นถ้าเราเก็บตัวอย่างไม่ได้ตรงบริเวณนั้น ก็ไม่สามารถที่จะรู้ได้ว่าเป็นมะเร็ง ก็เลยจำเป็นว่า จากที่เป็นมะเร็งเส้นเลือดตรงบริเวณหนังศีรษะ ก็ต้องผ่าทั้งหมดออกมา แล้วถึงรู้ค่ะว่าเป็น แองจิโอซาร์โคมา”

แสดงว่าเป็นมะเร็งที่หายาก ไม่ได้มีโอกาสเป็นง่ายๆ ใช่ไหม?
“ไม่ได้เป็นโอกาสง่ายๆ เลยค่ะ แล้วก็ไม่ได้เป็นพันธุกรรมด้วย แล้วก็ตัวนี้ค่อนข้างดื้อต่อการรักษาด้วยค่ะ แต่เราก็ทำเต็มที่นะคะ ตอนแรกก็ผ่าตัดเรียบร้อยแล้ว ยังดีใจอยู่เลยว่าคุณพ่อไม่ต้องทำคีโม เพราะว่าแค่ฉายแสงก็สามารถควบคุมเขาได้แล้ว แต่ว่าคุณหมอก็เตือนไว้แล้วค่ะว่า เราต้องเฝ้าดูทุก 3 เดือน สุดท้ายก็กลับมาหลังจากที่พาคุณพ่อไปเที่ยวแล้ว ก็ 6 เดือน ก็พบว่าน้ำท่วมปอด แล้วก็เลยเข้าโรงพยาบาลเลย”

Advertisement

ระยะเวลาการรักษาตั้งแต่ตอนแรกที่รู้เรื่องจนถึงตอนรักษา นานไหมคะ?
“ก็ไม่ถึงเดือนเท่าไหร่ดีค่ะ เพราะว่าเขาค่อนข้างที่จะไปที่อวัยวะที่ 1 รักษายาก 2 คุณพ่ออายุเยอะแล้ว (หลายๆ อย่างค่อนข้างเร็ว?) เร็วค่ะ เร็ว แล้วก็ไม่ค่อยมีแนวทางการรักษาที่เป็นผลดีมากนัก”

ระยะเวลานั้นเราก็พยายามเข้มแข็ง เพื่อดูแลคุณพ่อและทำงานให้ได้ปกติใช่ไหม?
“ใช่ๆ เราก็ต้องฮึบค่ะ เพราะนุ้ยก็รู้ว่าปะป๊าก็ไม่อยากให้เราเศร้า เสียใจ หรือแน่นอนด้วยหน้าที่การงานของเราค่ะ คือเราก็บอกใครไม่ได้ ใช่ไหมคะ เราก็ต้อง หน้าที่ของเราคือนำเสนอเรื่องราวให้ความสุข นั่นแหละค่ะ แล้วก็คิดว่าในใจนุ้ยมีความหวัง แล้วเราก็รู้สึกว่าเราดูแลคุณพ่อเต็มที่ในทุกๆ ด้านค่ะ แม้ว่าเราจะรู้ว่าอีกใจหนึ่งเวลาอาจจะสั้นลง แต่ว่าช่วงระยะเวลาทั้งหมด เราทำเต็มที่มากๆ เราดูแลเต็มที่ พาไปเที่ยว พ่ออยากไปไหนไป อยากกินอะไรได้กิน ครบหมดทุกอย่าง แต่เราก็รู้สึกว่าเวลาก็ยังน้อยไปอยู่ดี”

ได้รีวิวชีวิตคำหนึ่งว่า เวลามากเท่าไหร่ก็ไม่พอใช่ไหม?
“เวลามากเท่าไหร่ก็ไม่พอ เพราะว่าจริงๆ นุ้ยเอง นุ้ยรู้สึกว่าเป็นคนไม่เคยรออะไรเลยค่ะ คือถ้าพ่อหรือคุณแม่อยากทำอะไร ก็พาไปเลยทันที คุณพ่ออยากไปอเมริกา เราก็จัดสรรเวลาไปเลย คุณพ่ออยากไปเที่ยวไหน อยากเห็นอะไร อยากทำอะไร เราเรียกได้ว่าเราสปอยล์พ่อกับแม่เต็มที่มากๆ เราก็เลยรู้สึกว่าเราเห็นคุณค่าของเวลา แล้วเราใช้ตรงนั้นเต็มที่ แต่อย่างที่บอกว่าคือมีเท่าไหร่ก็ไม่พอ แล้วก็อยากจะต่อเวลาอีกนะคะ แต่ก็ทำไม่ได้”

แสดงว่าเหตุการณ์นี้ทำให้เราได้เรียนรู้อะไรหลายๆ อย่างเกี่ยวกับชีวิตที่เหลือของเราด้วยใช่ไหม?
“ใช่ค่ะ จากจริงๆ เป็นคนเสียดายเวลาอยู่แล้ว ก็เห็นคุณค่าของเวลาอยู่แล้ว เราก็รู้สึกว่าเราเห็นคุณค่าของเวลา แต่ว่าเรายังต้องเห็นคุณค่ากับความสุขของเราที่เรามีอยู่ เพราะว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่หนักมากๆ หนักที่สุดในชีวิต ก็เลยรู้สึกว่าความทุกข์ที่เราเคยผ่านมาที่เราเรียกว่าความทุกข์ ไม่ได้ครึ่งของเรื่องนี้เลย เพราะฉะนั้น ไม่ว่าเราจะเกิดอะไรขึ้น นับตั้งแต่นี้ ทุกอย่างมันเปลี่ยนไปในใจเราเนาะ นุ้ยก็รู้สึกว่าเราจะมีความสุขง่ายขึ้น เราจะช่างมันกับเรื่องที่ทำให้เราเสียเวลามีความสุขกับครอบครัวกับคนที่เรารักได้ง่ายมากยิ่งขึ้น เพราะเราไม่รู้ว่าเราจะมีช่วงเวลานี้อีกนานแค่ไหน เราไม่อยากเสียเวลาที่เราจะทำให้มีความสุขอยู่กับครอบครัวหรือคนที่เรารักหรือคนที่เขาให้ความสำคัญกับเราค่ะ”

 

ช่วงเวลานี้เวลานึกถึงคุณพ่อ จะนึกถึงเรื่องอะไร?
“คือจริงๆ ปะป๊าเป็นคนที่ชอบขับรถไปรับไปส่ง ตั้งแต่นุ้ยจนหลาน ก็ไปรับไปส่งตลอด (น้ำตาคลอ) ก็จะคิดถึงทุกครั้งที่นึกถึงว่าอยากให้….เพราะปะป๊าเป็นคนชอบไปกินของอร่อย เวลากินของอร่อยก็จะรู้สึกว่า อยากให้ปะป๊าได้กินเนาะ แต่ก็รู้แหละว่าเราก็ชวนเขากินแหละ แต่ว่าถ้าเขาอยู่กับเราตรงนี้แล้วเราได้จับมือเขาก็คงจะดี แต่ว่าถ้าไม่มีก็ไม่เป็นไร (ร้องไห้) เพราะว่าเราทำดีที่สุด เราดูแลเขา เราทำเต็มที่จริงๆ เราไม่เสียดายกับคำว่า รู้อย่างนี้นะ ไม่มีคำนั้นเลย ไม่เคยเสียดายเวลาที่เราได้เป็นลูกปะป๊าเลย เพราะนุ้ยดูแลปะป๊าทุกอย่าง แต่ว่าแค่เสียดายเวลาในอนาคตที่ว่าเราไม่ได้อยู่ด้วยกันแล้ว เราต้องคุยกันผ่านรูปภาพ คุยกันผ่านอากาศ เท่านั้นเอง มันคือความคิดถึงที่มันก็ทรมานนะคะ เพราะว่าไม่มีเขาอยู่ตรงนี้แล้วจริงๆ”

 

ช่วงเวลาสุดท้ายที่ได้จับมือคุณพ่อ ได้คุยอะไรกับคุณพ่อบ้างก่อนที่จะจากไป?
“นุ้ยก็บอกว่า ปะป๊าเก่งมาก ปะป๊าเป็นฮีโร่ของนุ้ยเสมอ ของลูกๆ หลานๆ เสมอ แล้วก็ทุกคนรักปะป๊า แต่ว่าถ้าร่างกายนี้มันไม่ไหวแล้ว ปะป๊าต้องปล่อย ต้องปล่อยร่างกายนี้ไป แล้วก็อยากให้ปะป๊ามีความสุข แล้วก็ทิ้งโรคร้ายต่างๆ ไว้ในชาตินี้ ขอให้ต่อไปในอนาคตไม่ว่าจะชาติภพไหนก็ขอให้ปะป๊าแข็งแรง เพราะปะป๊าเป็นคนน่ารักเสมอ ใจเย็น เป็นคนที่ทุกคนรัก และทุกคนก็รักปะป๊าตลอดไป แล้วก็บอกปะป๊าว่า ไม่ว่าปะป๊าจะสู้ทางไหน นุ้ยก็จะสู้เคียงคู่กับปะป๊าค่ะ แล้วก็บีบมือ เขาก็บีบมือตอบกลับ ว่าป๊าไม่ได้อยู่คนเดียว ป๊าก็พกใจของนุ้ยไปด้วย”