หน้าแรก บันเทิง NICKIIE เผยเส...

NICKIIE เผยเส้นทาง 5 ปีที่ต้องฝ่าฟันคำวิจารณ์ สู่การปลดล็อกความฝันในอัลบั้ม Split

29.07.26 | 15:32 น.

‘NICKIIE’ เผยเส้นทาง 5 ปีที่ต้องฝ่าฟันคำวิจารณ์ สู่การปลดล็อกความฝันในอัลบั้ม Split

หลังจากที่ซิงเกิ้ลแรก อย่าง Never Be My BAE ประสบความความสำเร็จ มีคลิป Live Performance ยอดวิว และยอด Streaming รวมมากกว่า 200,000 ล่าสุด NICKIIE หรือ นิกกี้ ศิระคณา ศรีฟ้า ก็มุ่งหน้าเดินตามฝันทำอัลบั้มเพลงสากลเป็นของตัวเอง โดยใช้เวลาเดินทางในการทำทั้งหมด 5 ปี อัลบั้มชุดนี้มีชื่อว่า “Split” เป็นเพลงสากล สไตล์ Pop-Dance, R&B ที่มีกลิ่นไอความเป็นจริตตัวแม่ และ Empowerment Message เพื่อส่งพลังให้กับกลุ่ม LGBTQ+ ที่มีความฝัน ให้ออกมาทำตามความฝันของตัวเองกับสิ่งที่ตัวเองรักเหมือนกับเธอ

โดย นิกกี้ ได้เปิดใจกับ มติชน ถึงเบื้องหลังอัลบั้ม ‘Split’ ผลงานเพลงสากล 14 แทร็กที่กลั่นกรองมาจากชีวิตจริง พร้อมเผยความท้าทายของการเป็นศิลปินข้ามเพศที่ต้องฝ่าฟันคำวิจารณ์จนเกือบถอดใจ และกว่าจะมาเป็นตัวตนที่แข็งแกร่ง เธอต้องผ่านบททดสอบอะไรมาบ้าง

ปล่อยอัลบั้มเต็มมาแล้ว เป็นการเดินทางมาทั้งหมด 5 ปี เป็นยังไงบ้างหายเหนื่อยไหม พอได้ฟังอัลบั้มของตัวเองแล้วความรู้สึกมันเป็นยังไงบ้าง?
“พอพูดว่าหายเหนื่อยไหม นิกไม่เคยคิดถึงคำว่าเหนื่อยมาก่อนเลย แต่พอถาม หายเหนื่อยจริง มันเหมือนปลดล็อกในสิ่งที่ติดอยู่ในใจ ความฝันในวัยเด็กเราสามารถทำมันได้แล้ว ก็รู้สึกดีใจที่วันนี้มันเสร็จสมบูรณ์ ในระหว่างทางมันอาจจะเจอเรื่องมากมาย ทั้งการเรียนรู้ การล้ม พลาดที่จะลอง หรือความเจ็บปวด กว่าจะมาเป็นนิกในวันนี้ที่ปล่อยอัลบั้ม มันผ่านอะไรมาเยอะอยู่ใน 5 ปี”

ขอถามถึงจุดเริ่มต้น ทำไมเราถึงเลือกมาทำเพลงตรงนี้?
“ตั้งต้นก่อนว่านิกเป็นคนชอบร้องเพลง แล้วนิกก็มีศิลปินที่ตามตั้งแต่เด็ก เป็นเครซี่แฟนก็คือ ทาทา ยัง แต่นิกก็มีไอดอลเป็นคนอื่นด้วย ก็คือฝั่งสากล จะเป็น บริทนีย์ สเปียร์ส, พุสซีแคตดอลส์, เซลีน ดิออน, มารายห์ แครี นิกตามหมดเลยค่ะ แต่เพียงแค่ว่าเราฝึกการร้องจากนักร้องเหล่านี้ แล้วเราก็รู้สึกว่าวันนึงเราอยากจะเป็นนักร้องที่มีผลงานเป็นสากลบ้างจัง แต่ตอนนั้นมันได้แค่คิด แล้วก็เคยมีโอกาสที่จะได้ปลุกปั้นแล้วรอบนึง แต่ว่ามันไม่สำเร็จ พอไม่สำเร็จปุ๊บ เราก็ทิ้งความฝันไปเลย เลิกร้องเพลงไปเลย เพลงแรกที่นิกทำ นิกเดบิวต์ตอนอายุ 31 ถามว่าเลตสำหรับนิกไหม นิกคิดว่าไม่

Advertisement

คืออย่างแรกเลย ไอเดียตั้งต้นที่อยากทำก็น่าจะเป็นแรงบันดาลใจที่มันเกิดขึ้น บวกกับเพื่อน ทั้งคนที่รู้จักเอเจนซีที่แนะนำให้เราไปซื้อลิขสิทธิ์เพลงจากเมืองนอกมาทำเอง กับเพื่อนที่ให้กำลังใจอยู่รอบข้าง เขาเห็นเราไม่ร้องเพลงเป็นสิบปี เพราะว่าเราเหมือนไม่มีความฝันแล้ว ก็ใช้ชีวิตไปทำงานอยู่เบื้องหลัง ไม่ได้ร้องเพลง ก็ลืมไปแล้ว แล้วเพื่อนรอบข้างก็พูดว่า ไม่เสียดายเหรอ ฉันยังเสียดายแทนเลย แกอาจจะเป็น one in a million นะ เสียงแกมันยูนีคมาก ไม่กลับมาร้องเพลงจริงๆ เหรอ

ช่วงนั้นก็เริ่มกลับมาทำเพลงคัฟเวอร์ บวกกับเพื่อนที่อยู่อเมริกาก็เริ่มบอกว่า พี่นิกควรมีซิงเกิลเป็นของตัวเองได้แล้วนะ แล้วเขาก็แนะนำเอเจนซีหนึ่งที่รวบรวมนักแต่งเพลงระดับโลกเอาไว้ในนั้น เราก็เหมือนได้ลองทำตามความฝัน ก็ลงสนามจริงดู คือตอนแรกนิกก็ไม่ได้คาดหวังหรอกค่ะว่ามันจะเป็นยังไง เพราะว่าเราไม่เห็นภาพ ลองนึกสภาพคนที่ไม่เห็นภาพตัวเอง เพราะตัวเองทิ้งความฝันไปแล้ว แล้วมาปล่อยเพลงตอนอายุ 31 มันก็จะไม่เห็นภาพว่ามันจะไปทางไหน แต่พอปล่อย Never Be My BAE เป็นเพลงแรก ซิงเกิลแรก ต้องยอมรับว่าเป็นเพลงแรกและเป็นเพลงเดียว ณ วันนี้ ที่ประสบความสำเร็จที่สุด ในแง่ของสตรีมมิง ในแง่ของยอดวิว ที่สุดสำหรับนิกนะ”

ก็ถือว่าเป็นอีกหนึ่งความสำเร็จของเรา?
“ใช่ ก็มีคนฟังสตรีมมิงปีแรกเลยแสนกว่าวิว แม้กระทั่งเราเอามาทำรีมาสเตอร์ปี 2024 ก็ยังมีวิวที่สูง ไลฟ์เพอร์ฟอร์แมนซ์สูงถึงแสนกว่าเลย ก็รู้สึกว่ามันสำเร็จสำหรับเราแล้วแหละ แต่เพียงแค่ว่าพอหลังจากที่มันปล่อยไป กลายเป็นว่า เอ๊ะ เราก็เหมือนเราจะทำได้นี่นา ทำต่อ”

คือ 5 ปีที่ผ่านมาเคยเกือบจะท้อใจแล้ว อะไรคือจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้ตัวเองฮึดสู้ขึ้นมาได้?
“ใช่ค่ะ จริงๆ มันก็เกือบไม่ได้ออกนะ มันมีเควสชันหลายอย่างมาก เพราะว่ามันมีแฟกต์ที่เกิดขึ้น เช่น เพลงที่เราเลือกค่อนข้างยาก ยิ่งช่วงหลังๆ จะเป็นเพลงที่ต้องใช้สกิลเยอะ แล้วสกิลของเรา เราก็ต้องไปเรียนเพิ่มเติม แล้วก็มีคอมเมนต์… ต้องบอกก่อนว่านิกเป็นนักร้องทรานส์เจนเดอร์ ที่เรียกกันในไทยก็คือสาวประเภทสองใช่ไหม ทีเนี้ยพอเวลาร้องเพลง ก็จะมีคนที่ชอบและไม่ชอบอยู่แล้ว คือจริงๆ ไม่ต้องเป็นเพศอะไรก็ได้นะ แต่มันก็จะมีคนที่บอกว่าไม่อินกับการร้องของเรา ซึ่งจริงๆ นิกมองว่ามันเป็นเรื่องปกติ แต่ก็มีกลุ่มคนรอบข้างที่ทำให้เราเขวเหมือนกัน

เราเองก็พยายามพัฒนาค้นหาช่องเสียงของเรา ให้เสียงแข็งแรงขึ้น มีตัวตนเป็นตัวของตัวเองมากขึ้น เพราะเอาจริงๆ นิกยอมรับนะว่าพอเรามีไอดอลเป็น ทาทา ยัง หรือใครก็ตาม การร้องหรือภาพลักษณ์มันออกมาแล้วมันดูเหมือน แต่จริงๆ แล้วนิกไม่ได้มีเรเฟอเรนซ์เป็นใครเลย เราเป็นตัวของตัวเอง นิกคิดว่าศิลปินทุกคนก็มีอินสไปร์เป็นของตัวเองกันทั้งนั้น กว่าศิลปินคนนึงจะเกิด เขาก็ต้องมีอินสไปร์ที่ได้จากอีกคนนึงมาเหมือนกัน นิกก็แค่รู้สึกว่ามันมองกันคนละมุม

เอาจริงๆ นิกก็โดนทั้งกลุ่มแฟนคลับที่เป็นของไอดอลมาเหมือนกัน แล้วก็เพื่อนที่ไม่เข้าใจเหมือนกัน มันก็เลยทำให้มีอยู่ช่วงนึงรู้สึกหลงทางมาก นิกเคยไปเรียนในคลาส เพราะช่วงที่หลงทางมีคำถามบอกว่า ไม่ชินช่องเสียงกะเทย เราไม่รู้ว่าเราจะเปลี่ยนตัวเองยังไง เราแค่รู้สึกว่าการเป็นเรามันแย่มากเหรอ แต่สิ่งที่เราทำได้มันก็แค่ลองไปเรียนรู้ละกัน ถ้ามันทำไม่ได้จริงๆ ก็ให้มันเป็นเรื่องของอนาคต ให้เราได้ลองก่อน เราก็เลยไปลองเรียน ไปฝึกฝน

ทุกวันนี้นิกก็เริ่มออกไปแจมกับเพื่อนนักร้องที่อยู่ในบาร์ คือพัฒนาเรื่องของการร้อง แล้วก็ไปค้นหาช่องเสียง มันเคยมีคลาสแรกๆ ที่เหมือนหลงจริงๆ ช่วงนั้นหลงมาก แล้วไปพูดอยู่หน้าชั้นว่า ฉันหาเสียงตัวเองไม่เจอ เศร้านะ ณ เวลานั้นมันเศร้านะ คือเพื่อนที่อยู่ในคลาสเป็นปรมาจารย์ที่สอนศิลปินระดับประเทศ เป็นครูที่สอนระดับเดอะสตาร์ แล้วก็เป็นเดอะสตาร์ที่อยู่ในคลาส จำได้ว่ามีนักร้องดังๆ เยอะมากที่อยู่ในคลาส นิกไปอยู่ในจุดที่พูดว่าหนูหาช่องเสียงตัวเองไม่เจอ”

ณ ตอนนั้นที่เรารู้แล้วว่ามันหาเสียงตัวเองไม่เจอ เราทำยังไง?
“คือจริงๆ มันไม่ได้หาไม่เจอ แต่เราแค่มีเครื่องดนตรีแล้วเราใช้มันไม่ถูกวิธี แค่นั้นเองค่ะ แต่ว่าเราเป๋เพราะคอมเมนต์เยอะรอบสื่อ แล้วเอาจริงๆ เหมือนใจเราเป็นคนเข้มแข็งในระดับนึง แต่ถ้าเป็นคนรอบข้างคอมเมนต์มันจะอีกความรู้สึกนึงจริงๆ เราก็เลยไม่รู้ว่าจะจัดการยังไงกับความรู้สึกของตัวเอง ณ ตอนนั้น ค่อนข้างจะเจ็บปวด แล้วมันก็ทำให้เราแบกตัวเองมาจนถึงวันนี้แล้วก็ทำอัลบั้ม Split จนสำเร็จ เพราะว่าถ้าเรากลับไปตั้งต้นว่าถ้าเราย้อนกลับไปว่าเราจะไม่ทำ เราก็คงทำอยู่ดี แต่เราจะทำออกมายังไงให้มันเพอร์เฟกต์ในแบบฉบับเรา แล้วก็ให้เห็นพัฒนาการร้อง เจอร์นีย์ที่มันเปลี่ยนผ่านไปเรื่อยๆ เอาจริงๆ ถ้าไปฟังในอัลบั้ม Split จะบอกว่ามันมีหลายเฉดสีมาก แล้วก็มีวิวัฒนาการในการเล่าการเติบโตของนิกได้ดีมาก”

อัลบั้ม Split มีทั้งหมดกี่เพลง?
“14 แทร็กค่ะ เริ่มต้นมาตั้งแต่ซิงเกิลแรก Never Be My BAE ตามด้วย Waterfall, Standing On My Own, All Over Your Body แล้วตอน All Over Your Body เนี่ยยังไม่ได้อยู่ในอัลบั้มไหน ฉะนั้นก็เลยทำมาเรื่อยๆ เพราะจริงๆ แล้วเราซื้อลิขสิทธิ์มาอยู่แล้ว แล้วก็ทยอยทำ เพราะเราทำอย่างอื่นด้วย เราไม่ได้เป็นศิลปินแบบร้อยเปอร์เซ็นต์ เรามีงานอย่างอื่นด้วย แต่เราก็ทำตรงนี้เป็นเหมือนความฝันเป็นแพสชันของเราไปด้วย ก็เลยทำมาเรื่อยๆ”

จนมาถึงเพลงล่าสุด?
“เพลง HEAD vs. HEART จริงๆ แล้วอัลบั้มที่รวม มีเพลงใหม่ทั้งหมด 4 เพลง มีโบนัสแทร็กอีกเพลงนึง ก็คือ HEAD vs. HEART เป็นเพลงป๊อปแดนซ์ค่ะ จะออกแนวสไตล์แก่นๆ นิดนึง แพ้เสียงในหัว เป็นเพลงเถียงกันในหัว เพื่อนพูดอีกแบบ เหมือนเราเห็นผู้ชายเรดแฟลก ทั้งๆ ที่เรารู้ว่าเขาเรดแฟลก เพื่อนก็พูดแบบนี้แต่ใจมันอยากลองเล่นกับไฟ มันก็เลยเป็นเพลง HEAD vs. HEART เถียงระหว่างความคิดกับหัวใจว่าเราจะเลือกอะไร”

“จริงๆ เพลงมีหลายความรู้สึกหลายแนว ถึงบอกว่าปกอัลบั้ม Split มันไม่ได้ถูกคิดขึ้นมาว่าเป็น Split เลย มันคือเอาทุกอย่าง เอเลเมนต์ของเพลง เอเลเมนต์ของความเป็นตัวตนของนิกมาทำเป็น split เพราะว่า Split คือเป็นคนที่มีหลายคาแรกเตอร์ แล้วก็อัลบั้มมันเล่าการเติบโตของคนคนนึงค่ะ”

เห็นว่าได้ร่วมงานกับโปรดิวเซอร์ระดับโลกด้วย นักแต่งเพลง?
“เพลงในอัลบั้มส่วนใหญ่ นิกว่านิกคงถูกจริตกับเขาแหละ เขาชื่อ ไมเคิล เจย์ (Michael Jay) ค่ะ เขาเป็นนักแต่งเพลงที่แต่งเพลงให้กับ Celine Dion, Kylie Minogue, Martika, Gloria Estefan และ Seiko Matsuda แต่ว่าเขาเคยชนะแกรมมี่อวอร์ดในการแต่งอัลบั้มให้กับ Celine Dion ด้วยนะ เมื่อช่วงยุค 90”

อันนี้เราไปเจอเขาได้ยังไงคะ?
“ก็เอเจนซีที่เพื่อนแนะนำนั่นแหละ คือจริงๆ เวลาที่นิกไปซื้อมา เขาจะมีไกด์อยู่แล้ว เขาทำมาสมบูรณ์แล้ว เราแค่มาทำต่อ ซึ่งเราจะดีไซน์ยังไงให้ใหม่ได้บ้าง เช่น เพิ่มคอรัสให้มันฟูลขึ้น เพิ่มบีตให้มันตึ้บขึ้น แล้วแต่เรา คือเหมือนเราซื้อมาแล้วเราก็มาอะเรนจ์เพิ่ม ดีไซน์เพิ่มในเรื่องของการร้อง ไกด์ร้องมาอีกแบบ โหย คนผิวดำร้องยากจัง เราปรับมาให้มันป๊อปฟังง่ายขึ้นไหม ง่ายไหมก็ไม่ง่าย เพลงก็ยังยากอยู่ (ยิ้ม)”

แสดงว่ากว่าจะได้อัลบั้ม Split มาเนี่ย คือต้องผ่านความกดดันความคาดหวังเยอะเหมือนกัน เพราะเป็นเพลงสากลที่ปล่อยให้คนไทยฟัง ต้องดูใจคนไทยด้วยว่าคนไทยชอบสไตล์นี้หรือเปล่า?
“คือตอนแรกมันเป็นเพราะแพสชันใช่ไหม มันก็เลยไม่ได้คิดว่าคนจะชอบไม่ชอบ เรามองแค่ว่าเราได้ทำมันก็เกินฝันแล้ว เพราะว่าตอนเด็กๆ เราแค่คิดเอง ตอนนี้เราเกินฝันแล้วนะ มันเหมือนเราแมนิเฟสต์จนสำเร็จ แต่ทั้งหมดทั้งปวงถ้าเราไม่แมนิเฟสต์ เรื่องนี้ก็จะไม่เกิดขึ้นเลยนะ เราจะไม่เห็นภาพตัวเอง เราจะไม่มีโอกาสที่จะได้มาทำตรงนี้จริงๆ ถามว่าได้รับความกดดันไหม มันมีอยู่แล้ว เพลงแรกมันประสบความสำเร็จ เพลงต่อไปมันก็เริ่มดร็อปลงมาเรื่อยๆ ซึ่งเพลงมันยากขึ้น ฟังยากขึ้น แต่นิกอยากจะให้ทุกคนลองกลับไปฟังดู

นิกมีความรู้สึกว่า ในเพลงที่หลายๆ อย่างที่มันยาก นิกพยายามที่จะทำออกมาให้เพอร์เฟกต์ที่สุด ในแบบของนิกในเวอร์ชันอายุเท่านั้นในแต่ละเพลง คือในแต่ละเพลงนิกอัดคนละปีเลยนะ จริงๆ อัลบั้ม Split ทั้งหมด นิกใช้เวลาอัดทั้งหมด 4 ปี เพราะว่านิกทำอย่างอื่นไปด้วย นิกเริ่มอัดปี 2021 ใช่ไหมคะ แล้วก็ปล่อยมาเรื่อยๆ เลย ปี 2024 จริงๆ อัดเสร็จหมดละ แล้วปี 2025 นิกมาอัดแก้ มาอัดแก้ในสิ่งที่เราไปเรียนรู้มา สิ่งที่เราไม่ชอบ สุดท้ายก็คือทุกอย่างมันก็รอเพื่อฝึกฝน เราก็ไม่แน่ใจในตัวเองเหมือนกัน เพราะพอเราโดนคอมเมนต์เยอะ เราก็หลงทาง

นั่นแหละก็รับความคาดหวัง เอาจริงๆ คนรอบตัวก็คาดหวังค่ะ แต่มันก็ทำให้เรากดดันเหมือนกัน เพราะเรารู้สึกว่าเราเป็นคนที่ไม่ค่อยกดดันตัวเองเท่าไหร่ ก่อนหน้านี้ไม่ได้เป็นคนที่กดดันตัวเอง แต่พอมาอยู่ตรงนี้มันไม่ได้แล้วไง มันถูกรับความคาดหวังอยู่ดี สุดท้ายเราก็ทำในสิ่งที่เราทำได้ แล้วเราก็จะทำต่อแค่นั้นแหละ”

กว่าจะหาสไตล์ของตัวเองเจอมันใช้เวลานานไหม?
“เชื่อไหมว่าเพลงในอัลบั้ม Split มันก็เกิดสไตล์นิกนั่นแหละ ไม่อย่างนั้นนิกจะลงทุนทำไม นิกลงทุนด้วยตัวเองด้วยซ้ำ Tero Music เป็น Distributor ทุกอย่างนิกเป็นคนที่ลงทุนเองทั้งหมด มันก็เป็นเทสต์ที่นิกชอบฟัง เพลงแนวนี้แหละ หลายๆ คนอาจจะบอกว่า แทร็กนี้มันดูเป็นหน้าบีหรือเปล่า แทร็กนี้มันดูเป็นแทร็กโปรโมตไม่ได้หรือเปล่า ด้วยความเป็นคนดื้อเนาะ ก็จะไม่ค่อยฟังใครเท่าไหร่ แต่ในใจมันชอบ อาจจะไม่ได้พูดออกมานะ แต่ในใจมันชอบ ก็ดื้อ ก็จะทำ สุดท้ายเราก็ต้องทำเพราะว่ามันซื้อลิขสิทธิ์มาแล้ว ยังไงก็จะต้องทำอยู่แล้ว

ก็เลยคิดว่า สุดท้ายนิกอยากใช้ชีวิตในแบบที่ถ้านิกอายุ 40 แล้วหันกลับมา นิกจะไม่เสียใจ อย่างสมมติว่าถ้านิกไปเดบิวต์ตอน 40 แล้วร้อง Never Be My BAE หมดเลยนะ แล้วเราจะร้อง Never Be My BAE ได้สดใสเหมือนตอน 31 ไหม ก็ไม่ใช่ไง นิกก็รู้สึกว่าถ้าไม่ใช่ตอนนี้แล้วจะเป็นตอนไหน แต่หลังจากที่นิกทำอัลบั้มนี้เสร็จ จริงๆ นิกอัดเสร็จตั้งแต่ปีที่แล้วใช่ไหม หลังจากนั้นนิกก็เขียนเพลงเองแล้ว แต่งเพลงเองทั้งไทยและสากลค่ะ แล้วอาทิตย์หน้าเข้าห้องอัดแล้ว เพลงไทยและสากลเลย ก็เดี๋ยวจะได้ฟังหลังจากอัลบั้ม Split ต่อ”

แสดงว่าอัลบั้มต่อไปก็จะเป็นเพลงไทยด้วย?
“ทั้งไทย อาจจะเป็นซิงเกิลก่อนค่ะ เพราะว่ายังไม่เห็นภาพอัลบั้ม ตอนนี้เขียนมีแต่เพลงอกหักทั้งนั้นเลย”

คำว่าอกหักนี่มาจากประสบการณ์จริงหรือเปล่า?
“เขียนจากเรื่องของตัวเองหมดเลย (เวลาที่เราเขียนเพลงเราก็นึกถึงตัวเอง ?) ใช่ ปกติเวลาที่นิกแต่งเพลง นิกก็จะเอาเรื่องของตัวเองมาเป็นเบสออนทรูสตอรี่ก่อน แต่ว่าเราก็จะคิดคีย์เวิร์ดขึ้นมาว่า อะไรที่จะทำให้เพลงนี้มันมีชื่อที่ติดหูคำที่ติดหู ก็รอฟังละกันนะคะ ถ้าเพลงไทยน่าจะปล่อยประมาณกันยา แล้วก็ซิงเกิลต่อไปที่เป็นสากลก็ฮาโลวีน เพราะว่าเป็นเพลงธีมฮาโลวีน มันอาจจะมีฟีลนิดนึง”

ถ้าจะให้นิกกี้นิยาม สำหรับอัลบั้ม Split นี้ อยากให้นิยามหน่อยว่ามันเป็นยังไงบ้างสำหรับเพลงนี้ เราชอบอะไรยังไงตรงไหนบ้าง?
“อัลบั้ม Split เหมือนเล่าการเดินทางของคนคนนึงค่ะ ที่ชื่อนิกกี้ เล่าว่าเขาเจออะไรบ้าง เขาผ่านความสดใสของตัวเองมายังไง เขาล้มยังไง เขาพลาดยังไง เขาได้เรียนรู้และเติบโตยังไง ทุกเพลงในอัลบั้ม Split นิกไม่มีเพลงไหนที่ไม่ชอบหรอก เพราะว่านิกเลือกมาแล้ว ฉะนั้นมันเหมือนชิ้นส่วนของจิ๊กซอว์ที่มาต่อเติมให้ Split มันสมบูรณ์ขึ้น ปกอัลบั้มที่มันดูเป็นชิ้นส่วนของ Split ที่เป็นร่างกายของเราที่มันออกมา นิกจะบอกว่าคอนเซปต์มันถูกคิดมาโดยนิกนะ นิกมีความรู้สึกว่าเพลงมันเหมือนส่วนประกอบการเติมเต็มที่ทำให้นิกโตขึ้นในวันนี้ ในทุกๆ เรื่องเลย มันก็เลยทำให้ Split ออกมาเป็นอย่างที่ทุกคนเห็น”

อย่างอัลบั้มเพลงนี้ถูกส่งต่อเป็นเมสเสจยังไงให้กับกลุ่มคนฟัง?
“อัลบั้ม Split เนี่ยมันคืออารมณ์ของมนุษย์คนนึงเลย รัก โลภ โกรธ หลง มีหมด ก็คือเป็นคนธรรมดาคนนึงที่มีความรู้สึก มีทั้งหลงรัก รักตัวเอง อกหัก แพ้เสียงในหัว เซ็กซี่ เป็นมู้ดของคนคนนึง นิกก็มองว่ามันเป็นหลายๆ มู้ดที่อยู่ในอัลบั้มนะ”

อยากส่งต่อกับคนฟังยังไงบ้าง สำหรับคนที่ได้ฟังเพลงนี้?
“อย่างแรกเลยคือนิกเป็นศิลปินที่เป็น LGBTQ+ แล้วก็นิกเคยเป็นศิลปินของเดือนไพรด์มันธ์มาก่อน นิกพยายามส่งต่อความเป็น identity ของนิก ให้ทุกคนกล้าที่จะลองทำในสิ่งที่ตัวเองกล้าที่จะลองทำ คือวันนี้ถ้านิกทำพลาด ถือว่านิกล้มเอง รู้เอง นิกโอเค แล้วเพลงทุกเพลงที่นิกทำมา นิกอยากให้ทุกคนได้ลองไปฟังความตั้งใจที่นิกทำละกัน แล้วนิกคิดว่าถ้าใครชอบเพลงแนวป๊อปแดนซ์ ป๊อปอาร์แอนด์บี แนวที่เป็นบริทนีย์ สเปียร์ส นิกคิดว่าน่าจะตอบโจทย์ เพราะมันให้เอนเนอร์จี้ที่ค่อนข้างจะดี ให้กับ LGBT หรือเพศไหนก็ได้ค่ะ คือจริงๆ ก็ฟังได้หมดค่ะ ก็อยากจะส่งต่อแรงบันดาลใจที่นิกมี ให้กับหลายๆ คนที่มีความฝันเหมือนกับนิก”

แสดงว่าอัลบั้มนี้ก็ทำให้เราเติบโตขึ้นเยอะเลย?
“เหมือนโดนบังคับให้โตเลยดีกว่า เหมือนโดนจับไหล่เขย่าเลยว่า โตเดี๋ยวนี้ อย่างงี้เลย แต่มันด้วยเหตุการณ์หลายๆ อย่างที่มันเกิดขึ้นด้วยแหละ เพราะช่วงที่นิกทำอัลบั้มเนี้ย นิกสูญเสียคุณพ่อเหมือนกัน ช่วงกลางอัลบั้ม เมื่อประมาณ 3 ปีที่แล้ว มันก็หลงทางมาเรื่อยๆ คุณพ่อเสีย พี่เขยเสีย ก็หลงทางในระดับนึงละ คอมเมนต์อีก ความไม่นิ่งทางจิตใจมันก็เริ่มเกิด มันก็หลงบ้าง เป๋บ้าง แล้วเป็นคนไม่พูดไง ไม่ได้เป็นคนพูดตรงขนาดนั้นเพราะเราก็กลัวว่าสิ่งที่เราพูดไปมันจะไม่ดีต่อใครหรือเปล่า แต่สุดท้ายแล้วนิกก็มองว่า ทุกบทเรียนช่วงเวลาที่ผ่านมา นิกทำเต็มที่ละ แล้ววันนี้มันได้ออกมาละ นิกค่อนข้างจะแฮปปี้กับงานมันแล้ว”

ภูมิใจกับตัวเองไหม?
“ภูมิใจค่ะ จริงๆ ภูมิใจนะ คือนิกไม่รู้คนอื่นจะคิดยังไง แต่สำหรับนิก นิกมีความรู้สึกว่าการต่อสู้กับตัวเองมันยากมาก และการต่อสู้กับความคิดของคนอื่นก็ยากเช่นกัน เราไม่สามารถคอนโทรลใครได้เลย ฉะนั้นมันก็หมายความว่า เอาที่ตัวเองโอเค มันเท่านั้นเลยค่ะ”

พูดถึงเป้าหมายต่อไปหน่อยว่าจะยังไงต่อไป?
“นิกก็ยังเป็นศิลปินและก็นักร้องที่ทำผลงานเพลงต่อไป ต่อไปก็จะได้ฟังเพลงที่เป็นตัวตน ณ วันนี้ แล้วก็จะได้ฟังเรื่องราวที่ผ่านมาของนิก ทั้งในเรื่องของความรัก เพื่อน ความสัมพันธ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่ผ่านมา เพราะว่าหลายๆ บทเพลงนิกก็เรียบเรียงมาจากชีวิตจริงทุกเพลงเลย ยังไงนิกก็ฝากเพลงที่จะเกิดขึ้นในอนาคตด้วย แล้วก็ฝากอัลบั้ม Split ด้วยค่ะ”

สุดท้ายฝากติดตามเพลงอัลบั้ม Split?
“ยังไงนิกฝากอัลบั้ม Split ของนิกกี้ด้วยนะคะ นิกเชื่อว่าลูกๆ LGBT ทุกคนหรือทรานส์เจนเดอร์ นิกอยากเป็นกำลังใจให้กับทุกคน แล้วก็อยากให้ทุกคนลองมาฟังผลงานของนิก นิกมีความรู้สึกว่านิกตั้งใจทำมาก ก็อยากให้ทุกคนชอบมัน มีหลากหลายอารมณ์ บางคนอาจจะชอบเพลงที่เป็นบีไซด์แทร็กก็ได้ อาจจะไม่ได้ชอบเพลงซิงเกิลตัดก็ได้ มันก็แล้วแต่คน ก็อยากให้ทุกคนลองไปฟังกันดูบนสตรีมมิงแพลตฟอร์ม ทั้ง Spotify, Apple Music, YouTube Music, Joox และก็แพลตฟอร์มอื่นๆ ทั่วโลกเลยค่ะ สามารถฟังได้ แล้วก็ฝากกดติดตามโซเชียลมีเดียทุกช่องทางของ NICKIIE OFFICIAL แล้วก็ nickiiesi ด้วยค่ะ คือจริงๆ นิกทำหลายอย่างจริงๆ เป็นคอนเทนต์ครีเอเตอร์ด้วย ช่วงนี้ก็พยายามปั้นช่องอยู่ แต่ไม่มีเวลาเหลือเกิน”