จากนิยายขึ้นหิ้งสู่จอแก้ว! ‘ฟิล์ม-บัว’ นำทีม 2 เจเนอเรชัน ถ่ายทอดนิยามความรักในซีรีส์ ‘รักษ์’
จากนวนิยายขึ้นหิ้งที่ครองใจนักอ่านหลายคน วันนี้ได้ก้าวมาโลดแล่นบนหน้าจอในรูปแบบซีรีส์โรแมนติกดราม่าเรื่อง “รักษ์ (To Love and Cherish)” ทาง True Visions Now ภายใต้การดูแลของผู้จัดและผู้กำกับฝีมือดีอย่าง ชุดาภา จันทเขตต์ และ ก้อง ปิยะ เศวตพิกุล จากค่ายสกรีนชอท โดยคว้าตัวพระเอกหนุ่ม ฟิล์ม ธนภัทร กาวิละ โคจรมาประกบคู่กับนางเอกสาว บัว นลินทิพย์ สกุลอ่องอำไพ ครั้งแรก เพื่อถ่ายทอดเรื่องราวของ “ดารัณ” หญิงสาวผู้ยอมทิ้งความฝันเพื่อดูแลครอบครัว และ “รังสิมันตุ์” รักแรกในวัยเยาว์ที่โชคชะตาพาให้กลับมาพบกันอีกครั้ง ทว่าการกลับมาเจอกันในวัยผู้ใหญ่กลับเต็มไปด้วยความเข้าใจผิด ความเจ็บปวด และความลับที่รอวันเปิดเผย โดยในพาร์ตวัยรุ่นนั้นได้ แอสตัน รติภัทร เหลืองวรพันธ์ และ นีญ่า มากีลา มาร่วมปูภูมิหลังเรื่องราวความรักของ ‘รังสิมันตุ์ – ดารัณ’

โดยหนุ่มฟิล์ม ธนภัทร ได้เผยถึงความน่าสนใจของซีรีส์เรื่องนี้ว่า “ซีรีส์รักษ์ เป็นซีรีส์ที่ผมรู้สึกว่าอยากให้คนได้ดู เป็นซีรีส์ที่ผมไม่ได้เล่นแบบนี้มานานมาก เป็นซีรีส์ที่ฟีลกู้ดมาก เป็นซีรีส์ครอบครัว และเป็นการนำเสนอเกี่ยวกับเรื่องของมุมมองความรักหลายแง่มุม หลายความสัมพันธ์ พอผมได้เล่นแล้วทำให้ผมได้กลับมาย้อนมองตัวเอง ว่าเราดูแลรักษาความรักที่เรามีอยู่รอบๆ ตัวได้มากน้อยแค่ไหน”
แม้จะขึ้นชื่อว่าเป็นละครฟีลกู้ด แต่ในแง่ของการแสดงกลับไม่ได้ง่ายอย่างที่คิด เพราะมีความหนักและท้าทายซ่อนอยู่
“ผมว่ามันทำให้เรากลับมาสัมผัสความรู้สึกอะไรแบบนี้มากขึ้นมากว่า หมายความว่าที่ผ่านมาผมว่ามันมีความยาก ความหนักของมัน ละครฟีลกู้ดก็มีความยาก ความหนักของมันอยู่ แต่ผมชอบที่มันได้มาสะท้อนถึงตัวเอง”
“ผมว่ามันคือความเป็นมนุษย์ บางทีเราอ่านนิยาย หรืออ่านบทมาแล้ว มันมีภาพในหัว แต่สิ่งหนึ่งที่ผมรู้สึกว่า ความยากของมันที่เรามักจะหลงลืมไป คือเราลืมที่จะนำเสนอในแง่ของความเป็นมนุษย์ คือมันไม่ได้มีแค่ในเรื่องของความรักที่มันสวยงามอย่างเดียว ผมรู้สึกว่าชีวิตมนุษย์ทุกคนมันมีหลายๆ ด้าน ไม่ว่าจะเป็น การทำงาน ครอบครัว ไม่ว่าเราจะรักกันแค่ไหน มันก็จะมีวันที่เป็นแบดเดย์อยู่ ผมรู้สึกว่าการที่เราไม่ลืมพวกนั้น มันเป็นอะไรที่ทำให้เรากลับมาสะท้อนตัวเอง พอเราสะท้อนตัวเอง มันก็จะมีไอเดียใหม่ๆ ที่เราอยากนำเสนอให้กับคนดู”

สำหรับบทบาทของ ‘ใหญ่’ หรือ รังสิมันตุ์ จะถูกแบ่งออกเป็น 2 พาร์ต คือวัยรุ่นและวัยทำงาน ซึ่งมีคาแรกเตอร์ที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิงตามกาลเวลา “จริงๆ ผมชอบที่สุดคือวัยเด็ก มันทำให้เราย้อนกลับไป เห็นตัวเองในวัยเด็ก เวลาเรามีความรักในวัยเรียน เป็นอะไรที่เรียบง่าย ไม่ซับซ้อน ไม่มีเรื่องอื่นมาเกี่ยวข้อง มีแค่คำว่ารักก็พอแล้ว”
“แต่พอโตมาพาร์ตที่โตขึ้นมา มันมีเรื่องของครอบครัวมาเกี่ยวข้อง สังคมมาเกี่ยวข้อง ทำให้รู้สึกว่า ชีวิตเราซับซ้อนมากขึ้น แล้วในพาร์ตที่วัยผมแสดง เป็นวัยทำงาน มันก็จะมีคาแรกเตอร์ที่เปลี่ยนชัดเจน จากวัยเด็กสู่วัยผม จากรังสิมันตุ์ที่เคยสดใส ใช้หัวใจนำทางทุกอย่าง กลายเป็นคนที่ไร้หัวใจ ทำแต่งาน ชีวิตนี้ไม่เอาอะไรแล้ว ปิดตายเรื่องความรักไปแล้ว”
สำหรับความท้าทายสำคัญของฟิล์มในเรื่องนี้ คือเจเนอเรชันแกปที่ห่างกันถึง 15 ปี ระหว่างตัวละครในวัยเด็กและวัยผู้ใหญ่
“การทำงาน มันเป็นความยากอีกหนึ่งอย่างในเรื่องนี้ คือการที่เราไม่ได้เป็นคนลงไปเล่นเอง เราไม่ได้เป็นคนไปรู้สึกเอง เราทำได้แค่เห็น ผมว่ามันเป็นความทรงจำที่ยากที่จะรีคอลออกมา ที่จะออกมาถ่ายทอด มันเลยกลายเป็นความยากของผม คือผมจะต้องแสดงเป็นพาร์ตตัวเอง แต่ยังจะต้องมีตัวละครผมในวัยเด็ก ซึ่งเป็นน้องแอสตัน ถ่ายทอดออกมาอยู่ด้วย”
พร้อมกันนี้ ฟิล์มยังได้เอ่ยปากชื่นชม แอสตัน ผู้รับบทรังสิมันตุ์ในช่วงวัยรุ่นว่า
“น้องเก่งมาก ไม่น่าเชื่อว่าจะเป็นมือใหม่ น้องเขาบอกว่ายังไม่ได้มีประสบการณ์มาก เก่งมากๆ เลย แล้วก็อย่างที่ผมบอกไป มันทำให้ผมมีความกังวล ว่าผมจะทำยังไงให้ตัวละครผมยังแบกตัวละครวัยเด็กที่อีกคนเล่นไว้มาด้วย โดยที่มันเป็นคาแรกเตอร์ที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง”
นอกจากความกังวลเรื่องการเชื่อมโยงตัวละครแล้ว ความกดดันอีกหนึ่งสิ่งคือความคาดหวังจากแฟนๆ นวนิยาย “สำหรับเรื่องนี้ สิ่งที่กังวลใจที่สุด คือ เรื่องนี้มันทำมาจากนวนิยาย ผมก็เลยรู้สึกว่ากลัวแฟนนิยายมีความคาดหวังที่มากๆ แล้วเราอาจจะทำได้ไม่ตรงภาพที่เขาเห็น อะไรแบบนี้มากกว่า แต่ผมเชื่อว่าไม่ใช่แค่ผม ทุกๆ คนพยายามตีความในแบบของตัวเอง แล้วก็ตั้งใจทำงานออกมาอย่างดีที่สุด”

และเมื่อพูดถึงการโคจรมาประกบคู่กันครั้งแรกกับนางเอกสาว บัว นลินทิพย์ ในบท ‘ดารัณ’ ฟิล์มเผยว่านี่คือความโชคดีและการทำงานที่ลงตัวสุดๆ
“ผมรู้สึกผมโชคดีมากๆ เลยนะที่ได้พี่บัวเป็นดารัณ ผมรู้สึกว่าเหมือนเราทำงานด้วยกันมาเยอะมาก ทั้งๆ ที่เราเพิ่งเจอกัน แล้วก็มีเวลาเวิร์กช็อปไม่นาน แล้วก็ถ่ายทำเลย เรารู้สึกว่ามันซิงก์กันโดยอัตโนมัติ โดยที่ไม่ต้องมีการละลายพฤติกรรมเยอะหรืออะไรเลย มันกลายเป็นว่าพี่บัวเขาเป็นคนที่มืออาชีพมากๆ เป็นคนที่ตั้งใจทำงานมากๆ มันเลยทำให้การที่เราได้เจอพาร์ตเนอร์ที่มีความเป็นมืออาชีพแล้วมันซิงก์กันได้ มันทำให้ความเหนื่อยในการทำงานมันหายไปเยอะมากอยู่นะ เพราะเรารู้สึกว่าเหมือนการที่เราเดินทางไกล แต่เรารู้ว่าเราไม่ได้ต้องเดินคนเดียว เมื่อไหร่ก็ตามที่เราพลาด เมื่อไหร่ก็ตามที่เราล้ม มันจะยังมีอีกคนคอยช่วยซัพพอร์ตเราอยู่เสมอ สิ่งที่ทำให้วางใจที่มีพาร์ตเนอร์คนนี้ ก็คือ ความเป็นมืออาชีพของเขามั้งครับ แล้วมันเป็นความผูกพันบางอย่างที่ผมรู้สึกว่ามันซิงก์กันแบบอธิบายเป็นคำพูดไม่ได้ แต่มันรู้สึกได้ มันอาจจะเป็นความเป็นกันเองของพี่บัวมั้ง รวมถึงเขาเป็นคนที่ง่ายกับทุกอย่าง”
“อยากจะบอกทุกคนว่าอยากให้ดูซีรีส์เรื่องนี้นะครับ คำว่ารักของแต่ละคนอาจจะไม่เหมือนกัน ผมเชื่อว่าหลายๆ คนที่ได้ดูซีรีส์เรื่องนี้ ก็จะได้สะท้อนมุมมองความรักในหลายๆ ความสัมพันธ์ในแบบของตัวเอง สิ่งที่ผมชอบมากที่สุดแล้วก็คิดว่าคนดูหลายๆ คนน่าจะได้สิ่งนี้เหมือนกับผม คือทุกคนจะรักตัวเองเก่งขึ้น”

ด้านนางเอกสาว บัว นลินทิพย์ ได้ถ่ายทอดมุมมองของตัวละคร “ดารัณ” หญิงสาวผู้เข้มแข็งและเป็นเสาหลักของครอบครัว ที่ต้องยอมสละทุกอย่างเพื่อคนที่เธอรัก
“สำหรับตัวดารัณ เป็นผู้หญิงที่เข้มแข็งมากๆ คนนึง แล้วก็เป็นคนที่สู้ชีวิตมากๆ คือพร้อมทำทุกอย่างเพื่อครอบครัว เขาเป็นเสาหลักของครอบครัว แล้วก็เหมือนตัวละครตัวนี้เป็นคนที่ให้คนอื่นก่อนตัวเอง คือเหมือนรักทุกคนแต่ลืมที่จะรักตัวเอง ซึ่งเขาก็มีเรื่องราวและเหตุผลหลายๆ อย่างในการตัดสินใจของเขาในวัยเด็ก ทำให้เขามีภาระที่ต้องรับผิดชอบในปัจจุบัน”
ด้วยความสู้ชีวิตของตัวละคร ทำให้บทบาทนี้ฉายภาพของความขยันและหลากหลายอาชีพอย่างชัดเจน จนเจ้าตัวเอ่ยปากแซวตัวเองว่าเป็น “สาวน้อยร้อยอาชีพ”
“เรื่องนี้เหมือนสาวน้อยร้อยอาชีพ คือทำทุกอย่างที่ได้เงิน ไม่เลือกงานไม่ยากจน อย่างในเรื่องที่ทุกคนจะได้เห็นก็อาจจะมีเป็นพนักงานมินิมาร์ท ทำร้านกาแฟ แล้วก็ขายน้ำเต้าหู้ช่วยแม่ แล้วก็หลักๆ ที่คนจะเห็นในทีเซอร์เลยก็คือจะเป็น รปภ. ในบริษัทของรังสิมันตุ์”

เมื่อถามถึงการมาร่วมงานกับพระเอกหนุ่ม ฟิล์ม ธนภัทร เป็นครั้งแรก บัวเปิดเผยว่าเป็นความโชคดีที่ทั้งคู่สามารถปรับตัวเข้าหากันได้อย่างรวดเร็วและเป็นธรรมชาติ
“ถือว่าง่ายมากๆ คือรู้สึกว่าสบายใจมาก เพราะเหมือนด้วยความที่เขาเป็นนักแสดงที่ก็เก่ง คือเหมือนมันสนุกตรงที่เวลาเราได้เล่นด้วยกันแล้วมันสามารถรับส่งอารมณ์แล้วมันรู้สึกว่ามันซิงค์กันง่าย ตอนแรกก็แอบรู้สึกว่ามันต้องจูนกันเยอะไหมนะ แต่พอเข้าด้วยกันแรกๆ ก็รู้สึกว่ามันก็ไม่ได้มีอะไรที่ต้องปรับจูนกันเยอะมาก มันก็ทำงานง่ายมากๆ แล้วก็ด้วยความที่เขาก็เป็นคนเฟรนด์ลี่ด้วย ก็คือเหมือนทำให้ทุกอย่างมันไม่เงียบ เพราะเขาก็เป็นคนพูดเก่งหน่อยด้วย อยู่ด้วยกันแล้วมันก็ทำให้บรรยากาศกองมันไม่เงียบเวลาเขามา”

เมื่อถามถึงความเหมือนและความต่างระหว่างตัวจริงของบัวกับตัวละคร ‘ดารัณ’ เธอมองว่าจุดที่เหมือนกันคือการแคร์คนรอบข้างและหน้าที่รับผิดชอบ แต่สิ่งที่ต่างออกไปกลายเป็นบทเรียนชีวิตสำคัญที่ตัวละครนี้ได้มอบให้กับเธอ
“ถ้าเหมือนกับบัวเลย เหมือนเราแคร์ความรู้สึกคนอื่นเหมือนกัน มีภาระหน้าที่ที่ต้องรับผิดชอบเหมือนกัน ก็เลยรู้สึกว่าตัวบัวก็เข้าใจในตัวละครของดารัณ แต่สิ่งที่ต่างกันก็คือ ตัวดารัณจะเป็นคนที่เขาเลือกที่จะเก็บทุกอย่างเอาไว้ที่ตัวเอง คือเลือกที่จะทำทุกอย่างด้วยตัวเอง เมื่อก่อนบัวก็เป็นแบบนั้น แต่ตัวดารัณมันก็เลยทำให้เราเรียนรู้ด้วยนะว่า จริงๆ แล้วเราไม่ควรเก็บทุกอย่างเอาไว้คนเดียวบนโลก คือมีอะไรเราก็เหมือนพูดออกมาบ้างก็ได้ หรือขอความช่วยเหลือจากคนอื่นบ้างก็ได้ ในบางเรื่องที่ไม่ทำให้คนอื่นเดือดร้อน รู้สึกว่าจริงๆ มันไม่จำเป็นต้องเก็บทุกอย่างเอาไว้ที่ตัวเองคนเดียว”
นอกจากนี้ การรับบทนำในซีรีส์ที่ดัดแปลงมาจากนวนิยายขึ้นหิ้งที่แฟนๆ รัก ย่อมมาพร้อมกับความกดดันและความคาดหวังอย่างเลี่ยงไม่ได้
“จริงๆ ตอนแรกรู้ว่าเป็นซีรีส์ที่ทุกคนตั้งตารอ แล้วก็อยากให้มาทำเป็นซีรีส์อยู่ ตอนแรกก็รู้สึกดีใจนะที่ได้เล่นเรื่องนี้ พอไปอ่านเรื่องย่อแล้วก็รู้สึกว่า โหเรื่องนี้มันครบไปหมดเลย แล้วมันก็น่ารักมากๆ แล้วมันก็ซึ้งมากๆ ด้วยที่คนอ่านนิยายบอกว่ามันเป็นนิยายที่น้ำตาแตกเลย ถามว่ากดดันไหม ก็รู้สึกกังวลละกันว่า สิ่งที่ผู้อ่านเขาคาดหวัง เราจะเป็นในแบบนั้นไหม แต่สำหรับบัว บัวก็รู้สึกว่าไม่ว่าจะซีรีส์ที่รีเมก หรือว่าจะเป็นนิยายก็แล้วแต่ บัวพยายามที่จะอ่านแล้วก็ตีความเป็นความเข้าใจของตัวเอง แล้วก็ถ่ายทอดมาในความรู้สึกของตัวเอง ก็ไม่รู้ว่าผู้อ่านจะเป็นไปตรงตามใจเขาหรือเปล่า แต่เราก็พยายามทำเต็มที่ แล้วก็ทำดีที่สุดในแบบที่เราคิดไว้”

“รักษ์มันมีหลายๆ รูปแบบมากๆ มันไม่ใช่แค่ความรักอย่างเดียว บัวว่ามันคือการเสียสละ การให้ การดูแล หรือการที่อยากจะรักษาสิ่งที่เรารักเอาไว้ คือแต่ละตัวละครมันมีเหตุผลของการดำเนินชีวิตของแต่ละตัว คิดว่าทุกคนดูแล้วจะเหมือนอาจจะมีส่วนร่วม ว่าเราอาจจะเป็นส่วนนึงในนั้น หรือดูแล้วอาจจะย้อนกลับไปนึกถึงรักครั้งแรกของตัวเอง หรืออาจจะทำให้ย้อนนึกถึงความสัมพันธ์ของตัวเองกับคนรักหรือคนในครอบครัว บัวว่ามันเป็นหนังที่โรแมนติก แล้วก็ซึ้งไปพร้อมๆ กัน ก็หวังว่าคนดูจะชอบ แล้วพวกเราก็ตั้งใจทำเต็มที่”

มากันที่นักแสดงรุ่นใหม่ แอสตัน รติภัทร ผู้มารับบทเป็น ‘ใหญ่ รังสิมันตุ์’ ในช่วงวัยรุ่น ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งพาร์ตของเรื่องที่มีความสนุกและเข้มข้นไม่แพ้พาร์ตผู้ใหญ่ โดยแอสตันได้เผยถึงเสน่ห์ของตัวละครในวัยนี้ว่า
“พี่ใหญ่วัยนี้เป็นเด็กกำลังเรียนรู้อะไรหลายๆ อย่าง จริงๆ ตัวละครก็ใกล้เคียงกัน แต่ว่าความเย็นชาของพี่ใหญ่ตอนโตอาจจะไม่ได้เท่าตอนเด็ก ตอนเด็กจะมีความร่าเริงมากกว่า มีความมั่นใจ มีความเป็นผู้นำมากกว่า แต่ว่าเบื้องหลังที่ตัวละครไม่รู้คือจะมีปมที่ค่อนข้างหนักอยู่”
“ประทับใจมากเลยตอนที่เขาส่งบทมาครั้งแรกผมเที่ยวอยู่ที่ดิสนีย์แลนด์ พอได้บทมา ได้ข้อความมาว่าอาจจะได้เล่นเรื่องนี้ ผมก็เริ่มอ่าน พอเริ่มอ่านสักพัก อินมาก หยุดไม่ได้เลย ไม่เล่นละ หาที่นั่งแล้วก็นั่งอ่านเลย”

ด้วยความที่ตัวละครมีปมในชีวิตที่หนักหน่วงซึ่งเจ้าตัวไม่เคยประสบด้วยตัวเอง ทำให้แอสตันต้องทำการบ้านอย่างหนักเพื่อเข้าถึงบทบาทอย่างลึกซึ้ง
“พี่ใหญ่มีความคล้ายผมที่เป็นคนที่อยากทำทุกอย่างด้วยตัวเอง เป็นคนที่มั่นคงมากๆ แต่ว่าสิ่งนึงที่ต่างกันคือพี่ใหญ่มีปมแล้วก็มีปัญหาที่ผมเองไม่เคยมีประสบการณ์ ไม่เคยเจอ เลยต้องหาวิธีรีเลทกับคาแรกเตอร์นั้นโดยดูหนัง ดูซีรีส์อื่นๆ ที่มีตัวละครที่เจอปัญหาพวกนั้นไป”
ในส่วนของพาร์ตความรักในวัยเรียน แอสตันแย้มว่าเป็นมุมที่เต็มไปด้วยความสดใสที่จะทำให้แฟนๆ ได้ใจฟู
“ความรักผมรู้สึกว่าสดใสมากเลย เป็นฟีล puppy love สองคนที่เพิ่งเรียนรู้เรื่องความรัก แล้วก็มาเจอกันครั้งแรก ผมว่าน่ารักสุดๆ เลย คนน่าจะใจฟู”
พร้อมเล่าถึงการได้ร่วมงานกับ นีญ่า มากีลา ครั้งแรกว่า “แรกๆ ตามธรรมชาติก็เกร็งนิดนึง ไม่เคยคุยกับคนนี้มาก่อน ไม่เคยเจอมาก่อน แต่ว่าพอเวิร์กช็อป พอได้เจอกัน พอได้ถ่ายไปเรื่อยๆ ก็รู้สึกว่าเราเป็นคนที่คล้ายๆ กันมาก แล้วก็เป็นสองคนที่ตั้งใจและมีแพสชันเกี่ยวกับการแสดงมากๆ เลย พอเข้าซีน พอต้องถ่ายอะไรที่หนักหรือว่ายากก็จะเข้าใจกันแล้วจะได้ช่วยกันตลอด เลยดีใจมากเลยที่มีนีญ่าเป็นคู่”

ทว่านอกจากความหวานแบบ Puppy Love แล้ว พาร์ตนี้ก็ยังมีซีนดราม่าที่หนักหน่วงไม่แพ้กัน จนทำให้ติดคาแรกเตอร์และอารมณ์ดิ่งกลับบ้านไปบ้าง
“ตอนแรกที่จะได้เล่นไม่ได้คิดว่ามันจะเป็นปัญหา แต่ว่าพอได้เล่นแล้ว พอได้เป็นตัวละคร จะเจอปัญหาว่าพอกลับบ้านไปมันจะเอาไม่ออกบางที บางทีความรู้สึกเศร้าหรือความรู้สึกนอยด์มันจะตามเรากลับไปที่บ้าน หรือว่าบางทีก็ในฝัน เลยต้องหาวิธีจัดการกับมันให้ได้ จริงๆ ก็ยังไม่มีวิธีที่ดีขนาดนั้น เพราะว่าก็ยังแก้ไม่ค่อยได้ แต่ว่าที่ลองแล้วคิดว่าเวิร์กที่สุดก็อยู่กับคนที่เรารัก แล้วก็ทำอย่างอื่นที่ทำให้เราไม่ต้องคิดเรื่องตัวละคร”
สำหรับการทำงานในเรื่องนี้ แม้จะเป็นนักแสดงหน้าใหม่และไม่ได้เข้าฉากร่วมกับรุ่นพี่อย่าง ฟิล์ม ธนภัทร หรือ บัว นลินทิพย์ บ่อยนัก เนื่องจากอยู่คนละช่วงเวลา แต่แอสตันก็ใช้ผลงานของรุ่นพี่เป็นแนวทางในการแสดง
“จริงๆ ในเมื่อเป็นคนละยุคกัน เราไม่ค่อยได้เข้าฉากหรือว่าไม่ได้ถ่ายวันเดียวกัน เลยยังไม่มีโอกาสปรึกษาเรื่องการแสดง แต่ว่าพอดูผลงานพี่ฟิล์มกับพี่บัว แล้วพอเห็นฝีมือเขา ก็เป็นเหมือนไกด์ให้เราได้ว่าต้องเล่นประมาณไหน”

นอกจากนี้เจ้าตัวยังพูดถึงบรรยากาศการทำงานในกองถ่ายที่เต็มไปด้วยความสุขและความอบอุ่น ก่อนจะฝากตัวละครพี่ใหญ่ให้แฟนๆ ได้ติดตาม
“กองนี้น่าจะเป็นกองที่สนุกที่สุดเลย เพราะว่าทั้งนักแสดงคนอื่นๆ แล้วก็ทีมงาน ไม่เคยทำให้ผมรู้สึกเครียด ไม่เคยดุไม่เคยว่า ทำให้บรรยากาศดี ทำให้เราอยากไปถ่าย แล้วทำให้เราพอถ่ายเสร็จแล้วกลับมาก็รู้สึกดีแล้วก็รู้สึกฟูลฟิลในสิ่งที่เราทำ”
“อยากฝากตัวละครพี่ใหญ่กับทุกๆ คนเลย รู้สึกว่าเขาเป็นตัวละครที่น่าดูมาก มีมุมมองที่สามารถมองได้หลายๆ แบบ มีหลายๆ มุมของเขา อยากให้ทุกคนเอ็นดูพี่ใหญ่ แล้วก็ผม แล้วก็พี่ฟิล์ม แล้วก็ทุกๆ คนในเรื่องนี้ครับ”

ปิดท้ายกันที่นักแสดงดาวรุ่งสาว นีญ่า มากีลา ผู้มารับบทเป็น ‘ดารัณ’ ในช่วงวัยรุ่น นักกีฬาเทควันโดสาวผู้สดใสและมีความฝัน โดยนีญ่าได้เล่าถึงการเตรียมตัวเพื่อถ่ายทอดอารมณ์อันลึกซึ้งของตัวละครนี้ว่า
“อย่างแรกคือตัวละครดารัณต้องเล่นหลากหลายอารมณ์มากจริงๆ โดยเฉพาะพาร์ทดราม่าจะค่อนข้างหนักหน่วงที่สุด แล้วก็ต้องทำการบ้านเยอะมาก จริงๆ มีการอ่านเรื่องนิยายมาบ้าง เพราะว่าด้วยความที่ตัวละครมาจากนวนิยาย แล้วเป็นนวนิยายที่เป็นที่รู้จักมีชื่อเสียงด้วย ก็เลยรู้สึกว่าเราอยากเป็นตัวละครนี้ได้อย่างสมบูรณ์แบบและดีที่สุด ก็เลยไปอ่านมาบ้าง แล้วก็ถ้าในเชิงของซีนอารมณ์ต้องให้พี่ชุ (ชุดาภา) เลย แล้วก็มีพี่แอสตันด้วย รู้สึกว่าถ้าไม่มีพี่ชุและพี่ๆ ทุกคน ซีนอารมณ์อาจจะไม่ได้ออกมาดีขนาดนี้ ก็ทำการบ้านและอ่านบทเพื่อทำความเข้าใจความรู้สึกของตัวละครดารัณทุกวันเลย”

เมื่อพูดถึงคาแรกเตอร์ของดารัณในพาร์ตวัยเรียน นีญ่ามองว่าเป็นช่วงเวลาที่เต็มไปด้วยความสดใส ทว่าความท้าทายที่แท้จริงคือการแสดงออกถึงความแข็งแกร่งของเด็กสาวที่ต้องแบกรับภาระเกินวัยไว้เพียงลำพัง
“นีญ่าว่าดารัณพาร์ทวัยเรียนวัยรุ่น รู้สึกว่าเป็นพาร์ทนึงที่สดใส มีความฝัน เพราะว่าจริงๆ เป็นนักเทควันโดด้วย นีญ่าเลยยกให้เป็นคนที่แข็งแกร่งมากๆ คนนึง จริงๆ ความคล้ายที่ยังมีตอนเด็กจนถึงตอนโตก็คือความแข็งแกร่ง รักครอบครัว แล้วก็เป็นเสาหลักของบ้าน จะเป็นคนที่คอยดูแล เป็นผู้นำในหลายๆ เรื่องเลย
ส่วนความท้าทาย “นีญ่าว่าน่าจะเป็นที่ประสบการณ์ของดารัณ คือเขาเป็นคนๆ นึงที่ถือว่าอายุน้อยมาก เพิ่ง 17-18 แต่ว่าในพาร์ทหลังๆ อาจจะต้องแบกรับหลายๆ อย่างไว้กับตัวเอง โดยที่ไม่ได้รับความช่วยเหลือจากผู้อื่นด้วย คือเก็บไว้คนเดียว แล้วก็ความยากอย่างนึงของดารัณคือจะเก็บความรู้สึกไว้คนเดียว ไม่แสดงมันออกมา เป็นคนๆ นึงที่แข็งแรงมากๆ จริงๆ”
สำหรับเสน่ห์เรื่องความรักในพาร์ตนี้ นีญ่ายกให้ความ “เสียสละ” เป็นหัวใจสำคัญที่สุด พร้อมเปิดมุมมองความรักวัยเรียนที่จะทำให้ผู้ชมได้ย้อนนึกถึงความทรงจำในอดีต
“นีญ่าว่าเสน่ห์ของดารัณถ้าในเชิงของความรักคือเป็นคนที่เสียสละเยอะมากๆ เรียกว่าแทบไม่ทำให้กับตัวเองเลย จะนึกถึงผู้อื่นก่อนเสมอ ก็เลยรู้สึกว่านั่นน่าจะเป็นเสน่ห์ของดารัณ ทั้งในพาร์ทวัยรุ่นและพาร์ทโตด้วย ความเสียสละนี่ให้ที่ 1 เลย… ส่วนมุมมองความรักจะเห็นถึงความรักแรก ความรักในพาร์ทวัยเด็ก พาร์ทวัยเรียนที่สดใส เต็มไปด้วยความสุข ความสงสัย ผ่านอะไรไปด้วยกัน รู้สึกว่าคนดูน่าจะได้รับข้อคิดจากความสัมพันธ์ของดารัณกับพี่ใหญ่ด้วย”
ด้านการทำงานร่วมกับ แอสตัน รติภัทร เป็นครั้งแรก นีญ่าเปิดเผยว่าเป็นเคมีที่ลงตัวของสองคนที่แม้จะมีบุคลิกแบบ Introvert แต่ก็ซัพพอร์ตกันอย่างเต็มที่
“ทำงานแล้วมีความสุขมากเลย พี่แอสตันเก่งมากๆ เป็นคนที่มีความสามารถเยอะมากๆ คือเป็นนักแสดงใหม่แต่ว่าเป็นคนที่ตั้งใจกับการทำงานและการเป็นตัวละคร ทำการบ้านได้ดี คือเราเป็นอินโทรเวิร์ตกันทั้งสองแต่พอคุยกันแล้วก็ลงตัว รู้สึกว่าสบายสุดๆ การที่เราได้เป็นพาร์ทเนอร์กันเราต้องซัพพอร์ตกันและกัน ต้องคุยกันเยอะๆ เลยทำให้ความสัมพันธ์ครั้งนี้น่ารักมากๆ”
“ห้ามพลาดแน่นอนเรื่องนี้เพราะว่าจะพูดถึงความรักในหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นในแบบของครอบครัว รักแรก แอบรัก ในแบบของเพื่อน จะได้เจอหมดทั้งในตัวละครของดารัณและของทุกตัวละครในเรื่องเลย แล้วก็อยากให้ทุกคนคอยติดตามสิ่งที่จะได้เรียนรู้จากดารัณ วิธีการรับมือกับสิ่งที่ยากมากๆ ในชีวิตที่จำเป็นต้องตัดสินใจเพื่อรักษาบางสิ่งบางอย่าง”



