หน้าแรก บันเทิง ปริมมี่ วิพาว...

ปริมมี่ วิพาวีร์ จากนางแบบอินเตอร์สู่ภ.พีเรียด เปิดมุมมองความหวังต่ออุตสาหกรรมหนังไทย

7.09.26 | 10:28 น.

ปริมมี่ วิพาวีร์ จากนางแบบอินเตอร์สู่ภ.พีเรียด เปิดมุมมองความหวังต่ออุตสาหกรรมหนังไทย


นับเป็นความท้าทายก้าวใหญ่ของนักแสดงสาวลุคอินเตอร์อย่าง ปริมมี่-วิพาวีร์ พัทธ์ณศิริ ที่ตัดสินใจมารับบทเป็น “สายทอง” ทาสสาวที่เป็นพี่เลี้ยงของวันทอง ในภาพยนตร์โปรเจกต์ยักษ์ “อัศจรรย์วันทอง” ของผู้กำกับ มุก-ปิยะกานต์ บุตรประเสริฐ การพลิกบทบาทครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย โดยเฉพาะเมื่อหลายคนคุ้นภาพเธอในฐานะนางแบบ

สายทอง บทบาทที่สะท้อนความแข็งแกร่งของผู้หญิง เมื่อพูดถึงการตีความตัวละครสายทองในเวอร์ชันนี้ ปริมมี่เล่าว่า ตัวละครมีความลึกและสะท้อนความเข้มแข็งของผู้หญิงที่ต้องสู้ชีวิต ซึ่งเป็นจุดที่เธอรู้สึกเชื่อมโยงกับตัวเองได้เป็นอย่างดี

“สายทอง จริงๆ แล้วเป็นผู้หญิงที่ค่อนข้างแข็งแกร่ง ปริมก็รู้สึกว่าเขาเป็นผู้หญิงที่ผ่านอะไรมาเยอะ แล้วเป็นผู้หญิงที่ค่อนข้างแข็งแกร่งแล้วก็ต้องสู้ชีวิต ซึ่งอาจจะเป็นอะไรที่ปริมรีเลทกับคาแรคเตอร์นี้ค่ะ

Advertisement

การทลายกำแพงเด็กอินเตอร์สู่สาวอยุธยา ความท้าทายแรกที่ปริมมี่ต้องเจอคือเรื่องสำเนียง ด้วยความที่เรียนอินเตอร์และใช้ชีวิตอยู่ต่างประเทศมา ทำให้หลายคนปรามาสเรื่องการพูดภาษาไทยของเธอ แต่ปริมมี่เลือกที่จะเปลี่ยนความกดดันเป็นการลงมือทำอย่างจริงจัง

“ตอนนั้นอยู่เมืองนอก เขาโทรมาหาตอนตีสี่ค่ะ… ก็งงตอนแรกว่า เอ๊ะ…เขาจะให้เราไปเล่นพีเรียดจริงเหรอ เราเคยเล่นหนังคนชอบบ่นว่าพูดไม่รู้เรื่อง มีติดสำเนียงภาษาอังกฤษ ปริมเลยรีเควสพี่มุกไปว่าต้องการครูฝึกภาษาไทย ฝึกสำเนียงสมัยอยุธยา มันก็จะมีคำศัพท์แบบไทยโบราณเลย ปริมต้องการฝึกการออกเสียงให้มันชัด เพราะอยากให้การแสดงเราเรียลที่สุด และอยากจะโชว์ให้ทุกคนเห็นว่า เออ…ปริมก็ทำได้นะ”

การต้องมาประกบกับนักแสดงแถวหน้าอย่าง หมาก- ปริญ สุภารัตน์, อิ้งค์-วรันธร เปานิล, กลัฟ-คณาวุฒิ ไตรพิพัฒนพงษ์ และ เฟย-ภัทร เอกแสงกุล ซึ่งเธอสารภาพตรงๆ ว่าในช่วงแรกของการเวิร์กชอปเต็มไปด้วยความเกร็ง

“เกร็งค่ะ เพราะมันต้องมีฉากใกล้ชิดกับพี่หมาก  ปริมไม่เคยมีซีนนี้กับคนอื่นมาก่อนในชีวิต พอมาเล่นหนังเขาก็มืออาชีพสุดๆ ชื่นชมในการทำงานของเขามากค่ะ”

“จริงๆ แล้วพี่ๆ ทุกคนก็เป็นคนที่แบบน่ารักมาก นิสัยดี ใจดี ทำงานเก่งแล้วก็ตั้งใจทำงานกันมาก แล้วปริมรู้สึกว่าทุกคนซัพพอร์ตกันและกันในการทำงาน แล้วสุดท้ายทุกคนก็ค่อนข้างสนิทกันนะตอนนี้”

กับความตื่นเต้นการตั้งตารอที่รับฟีดแบ๊กจากผู้ชม ปริมมี่ บอกว่า ตื่นเต้นมากๆ ทั้งบทที่ไม่เคยเล่นมาก่อน และเรื่องนี้เป็น พีเรียดแฟนตาซี ด้วย

“ปริมว่ามันน่าจะออกมาดีเลยค่ะ พี่มุกก็ตั้งใจทำงานมากๆ แล้วทุกคนก็แบบตื่นเต้นมากที่จะดู ตัวปริมเป็นนักแสดงเองก็ตื่นเต้นเหมือนกัน เพราะเป็นคาแรคเตอร์ใหม่ๆ ที่ทุกคนไม่เคยเห็นปริมมี่เป็น ก็รู้สึกว่าก็หวังว่าทุกคนจะชอบ เพราะว่ามันชาเลนจ์มากนะบทนี้”

“ก็ฝากหนังเรื่องอัศจรรย์วันทองด้วยนะคะ เข้าโรงภาพยนตร์แล้ว คือทุกคนให้เต็มที่มาก ก็ปริมก็คิดว่ามันน่าจะเป็นหนังที่สนุกแล้วก็น่าจะมีทั้งน้ำตา ทั้งแอ๊กชั่น ทั้งความตลกสไตล์พี่มุกค่ะ ก็อยากให้ทุกคนไปดู”

แม้หลายคนจะคุ้นหน้าคุ้นตาปริมมี่จากบทบาท “ปอ” แฟนสาวของ “เกา” ในภาพยนตร์ FAST & FEEL LOVE (เร็วโหด..เหมือนโกรธเธอ) แต่แท้จริงแล้วเธอโลดแล่นอยู่ในวงการมานานเกือบ 10 ปี โดยเริ่มต้นจากการเป็นนางแบบตั้งแต่อายุ 14 ปี และเคยฝากผลงานไว้ในซีรีส์ มาลี เพื่อนรัก..พลังพิสดาร ก่อนจะตัดสินใจบินลัดฟ้าไปเรียนต่อด้านภาพยนตร์ที่ต่างประเทศนานถึง 5 ปี ซึ่งระหว่างนั้นเธอก็ได้เก็บเกี่ยวประสบการณ์ทำงานถ่ายแบบแคมเปญแฟชั่นมากมาย

ความน่าสนใจคือจุดเริ่มต้นที่ทำให้เธอได้มาร่วมงานกับผู้กำกับ เต๋อ-นวพล ธำรงรัตนฤทธิ์ นั้น ปริมมี่เล่าว่า ทันทีที่เธอกลับมาไทยได้ไม่ถึงสองอาทิตย์ก็ได้รับการติดต่อให้ไปแคสต์หนังทันที ซึ่งที่มาที่ไปนั้นเหนือความคาดหมายไปมาก

“พี่เต๋อเล่าให้ฟังว่าตอนไป Berlin Film Festival เขาเห็นหน้าปริมอยู่ในแคมเปญโปสเตอร์ร้านขายแว่นตา Mykita ที่เยอรมนี ซึ่งปริมไปถ่ายที่สเปนกับ Marc Bolger ตากล้องรุ่นใหญ่ระดับโลก พอพี่เต๋อเห็นก็จำได้ว่านี่คือน้องที่เล่นมาลีฯ พอกลับมาเห็นปริมอยู่ที่ไทยเขาก็เลยชวนไปแคสต์เลย ดีใจมากๆ ค่ะที่ได้เล่นร่วมกับพี่ณัฏฐ์ กิจจริต และพี่ญ่า (ญาญ่า-อุรัสยา สเปอร์บันด์)

เมื่อถูกถามถึงเหตุผลที่เลือกกลับมาลุยงานในวงการบันเทิงไทย ทั้งที่มีช่องทางและคอนเนกชันในต่างประเทศ ปริมมี่เผยมุมมองที่เติบโตขึ้นจากการตกผลึกว่า เธอรักงานแสดงมากกว่างานนางแบบที่ให้ความรู้สึกเหมือนการทำแบรนดิ้ง พร้อมทั้งยอมรับว่าการเป็นนักแสดงเอเชียในวงการต่างประเทศนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย

“การแสดงที่ต้องพูดภาษาอังกฤษมันยากค่ะ ถึงแม้ปริมจะพูดภาษาอังกฤษชัด แต่มันก็เหมือนเราไปเป็นปลาเล็กๆ ในโลกใบใหญ่”

ปริมมี่สะท้อนความจริงที่พบเจอ ก่อนจะเสริมถึงแพสชันที่มีต่อวงการภาพยนตร์ไทยว่า “ที่ไทยปริมว่ามันมีโอกาสได้ทำงานมากกว่า ปริมมองว่าคนไทยทำหนังเก่ง หนังไทยสนุก และถึงแม้ปริมจะไปเรียนเมืองนอกมา แต่เราก็ยังเป็นคนไทย ชอบวัฒนธรรมของประเทศไทย เลยอยากกลับมาอยู่ที่นี่ค่ะ”

อย่างไรก็ตาม การออกไปเผชิญโลกกว้างก็กลายเป็นต้นทุนชั้นดีที่ต่อยอดให้เธอมีโปรไฟล์ระดับสากล ประสบการณ์จากการร่วมงานกับแบรนด์ดังระดับโลก ทำให้ปัจจุบันนี้ แม้เธอจะปักหลักอยู่ที่ไทย แต่ก็ยังมีคนจดจำและดึงตัวเธอบินไปทำงานแฟชั่นระดับอินเตอร์อยู่เสมอ

เมื่อถามถึงลุคที่ดูเท่ ทรงพลัง และมีความเป็นตัวของตัวเองสูง ทำให้หลายคนจับตามองว่าปริมมี่เหมาะกับตลาดซีรีส์ Girl Love ที่กำลังมาแรงในขณะนี้ ซึ่งเธอก็ตอบคำถามนี้ด้วยความจริงใจและยึดมั่นในจุดยืนของตัวเอง

“ทุกคนชอบคิดว่าปริมเป็นแบบ เกย์ เอเนอร์จี้ มีความแมนๆ แต่ไม่ได้เป็นนะคะ… ถ้าถามว่าอยากเล่นไหม ถ้ามีโอกาสและมีบทที่ชอบก็สนใจค่ะ ปริมเป็นคนอินกับการทำงานมาก ต้องชอบและมีแพชชั่นกับสิ่งนั้น ปริมไม่ได้ปิดกั้น แต่ก็ไม่อยากไปบังคับตัวเองทำในสิ่งที่อาจจะไม่ได้สบายใจ ปริมไม่ได้อยากรับเล่นเพียงเพื่อให้ตัวเองเข้าไปอยู่ในจุดที่ดัง อยากให้คนมองว่าคนเรามีคาแรคเตอร์ที่แตกต่างกันได้ และเป็นตัวของตัวเองได้”

นอกจากการเป็นนักแสดง ปริมมี่ยังเรียนจบด้านภาพยนตร์และเคยมีผลงานกำกับหนังอาร์ตของตัวเอง รวมถึงมีโอกาสร่วมงานกับโปรดักชันระดับโลกมาแล้ว เมื่อมองกลับมาที่อุตสาหกรรมภาพยนตร์ไทย เธอมีความหวังที่อยากจะเห็นวงการนี้เติบโตและเปิดกว้างมากขึ้น

“ปริมอยากให้คนไทยไปดูหนังในโรงหนังมากขึ้นค่ะ อยากให้วงการเราให้โอกาสนักแสดงใหม่ๆ หรือนักแสดงอินดี้ที่เก่งมากๆ ที่อาจจะรอโอกาสอยู่ อยากให้เปิดโอกาสทำหนังหลายๆ แนว มันจะได้ช่วยขับเคลื่อนสังคมและวัฒนธรรมศิลปะบ้านเราด้วยค่ะ การทำหนังคือการทำให้คนดูรู้สึกไปกับตัวละคร ออกมาจากโรงก็อาจจะเรียนรู้อะไรใหม่ๆ”

“ปริมว่าหนังมันคือ ชีวิต ค่ะ”