หน้าแรก บันเทิง อนันดา-เอม ภู...

อนันดา-เอม ภูมิภัทร ชี้วงการนักแสดงไทย ไร้ Protection ต้องทำงานอื่นเพื่ออยู่รอด

17.09.26 | 12:40 น.

‘อนันดา’ ยอมรับปลื้ม ‘เอม ภูมิภัทร’ เพราะเห็นความตั้งใจในอาชีพ ชี้วงการนักแสดงไทย ไร้ Protection ต้องทำงานอื่นเพื่ออยู่รอด


เมื่อสองนักแสดง อนันดา เอเวอร์ริ่งแฮม และ เอม ภูมิภัทร ถาวรศิริ มาร่วมงานประกาศรางวัล SURATSAWADI GALA & AWARD NIGHT ณ MELT LIVE HOUSE CLOUD11 โดยหลังจากจบงาน ทั้งคู่ได้ให้สัมภาษณ์ แง้มเตรียมมีผลงานแสดงร่วมกันต้นปีหน้า พร้อมเผยถึงอุตสาหกรรมบันเทิงบ้านเรา นอกจากนี้ยังเป็นช่วยเป็นกระบอกเสียงในการผลักดันสวัสดิการ และสิทธิแรงงาน เพื่อให้อุตสาหกรรมนี้เดินหน้าต่อไปได้โดยไม่มีใครถูกทิ้งไว้ข้างหลัง

ทั้งสองคนทำงานร่วมงานกัน สนิทกันมากเลย?
อนันดา : “เคยเล่นหนังด้วยกันครับ แล้วผมเคยให้เอมไปช่วยงานที่ออฟฟิศ”
เอม : “เดี๋ยวจะมีซีรีส์วายด้วยกันด้วยนะ”
อนันดา : “จริงเหรอ เดี๋ยวก่อน คุยกับกูหรือยังเนี่ย เฮ้ย ยินดีอยู่แล้ว”

ถ้าจะต้องเล่นจริงๆ แบบเป็นเคมีรุ่นใหญ่?
อนันดา : “เดี๋ยวไปดูหนัง สรุปผมคุยกับทางโปรดิวเซอร์เขาบอกว่าของเราน่าจะต้นปีหน้า”
เอม: “จะมีผลงานการแสดงกันต้นปีหน้า”
อนันดา: “เรื่องนี้ก็ไม่เบา ปล่อยของกันอยู่”
เอม: “อันนี้บอกไม่ได้ จะเฉลยว่าใครเคะใครเมะเลยก็ไม่ไหว พูดเล่นๆ เดี๋ยวนี้เขามี Type หมาแก่ใช่ไหม (ยิ้ม) ไอ้เราก็สับขาหลอกไปเรื่อยๆ”

Advertisement

พี่อนันดามองเขายังไงบ้าง ที่หลายคนบอกว่าเป็นพระเอกหน้าสวย?
อนันดา : “ใจเย็นๆ คือผมโดนมาทั้งชีวิต รู้เปล่าว่าตอนเด็กเพื่อนพ่อชอบทักว่า ลูกสาวคุณสวย (หัวเราะ)”
เอม : “ผมเคยเห็นสมัยอันดากับฟ้าใส สวยมาก”
อนันดา : “ผมผ่านตรงนี้มาเยอะ ผมชินแล้ว แต่จริงๆ วกกลับเข้าเทศกาล อย่างเอมเนี่ย คนในวงการรู้จักเขามานาน แต่คนภายนอกรู้จักเขาน้อย และคนในวงการคุยกันเองว่า เราอยากให้พื้นที่นักแสดงที่เป็นนักแสดงจริงๆ ที่มีประสิทธิภาพ ทำงานได้จริง มี Challenge จริงๆ เทศกาลอย่างนี้มันจะช่วย Showcase talent อย่างนี้ อย่างผมเป็นนักแสดงที่โดนเทรนมาด้วยอุดมการณ์ที่ว่า ความสำคัญของอาชีพเราคืออะไร ความศักดิ์สิทธิ์ของอาชีพเราคืออะไร พอผมได้เจอคนอีกเจเนอเรชันนึง ผมก็ยอมรับว่าเราปลื้ม เพราะบางทีเราก็เหงา เราไม่มีคนคุยด้วย เจนใหม่มันจะไม่มีคนเหมือนกูเลยเหรอ ที่แคร์ในสิ่งที่ตัวเองทำอยู่ เขาก็เริ่มข้ามมาจากแค่คนที่ทำหนังอินดี้ เป็นนักแสดงคนหนึ่งที่ส่วนใหญ่แค่รู้จักในวงเล็กวงแคบ เขาเริ่ม Mainstream แล้วทุกวันนี้ นี่เขาเป็น Ambassador ของ Bangkok International Film Festival นะ”

อะไรที่ทำให้รู้สึกว่า เอม ไม่ลดละ ไม่ทิ้งความพยายามในอาชีพนี้ ?
เอม : “ผมว่ามีคนรอนานกว่าผมเยอะเลย แล้วยิ่งกว่านั้นคือมีคนที่เลิกล้มไปก่อนหน้าผมเยอะมากๆ นี่ก็เป็นเหตุผลนึงที่ทำให้ผมอยากทำสมาคมนักแสดงด้วย ก็คือเพื่อเซฟศิลปินระหว่างทาง ไม่ให้เขาต้องล้มตายไปเพราะว่าค่าครองชีพไม่ถึง ผมว่าถ้ารักอะไรมากพอ มันจะบังคับให้เราทำสิ่งนั้นเอง โดยที่ไม่ว่าอะไรก็ตามมันจะบังคับเราไม่ได้ เราดันรักสิ่งนี้มากกว่าที่จะเลิก ก็เลยทำต่อไปเรื่อยๆ”

ในชีวิตจริง คนเราก็ปกติต้องใช้เงิน มันต้องบาลานซ์ยังไงให้มองโลกว่าต่อไปให้เป็นวันของเรา?
เอม : “ผมว่ามีไม่กี่เปอร์เซ็นต์ในประเทศจริงๆ นะที่ทำแค่อาชีพนักแสดงแล้วอยู่ได้ พรีเซนเตอร์ไม่นับนะ เอาแค่เงินจากการแสดงจริงๆ มีน้อยมากๆ ผมนับนิ้วได้จริงๆ”

อนันดา: “บ้านเรามันเป็นอุตสาหกรรมที่ค่อนข้างสวนทาง อย่างต่างประเทศเขามี Union มี Protection สำหรับคนที่ทำงานสายอาชีพนี้อยู่แล้ว แต่บ้านเรา พอไม่มี Protection นักแสดงหลายคนเข้ามาทำการแสดงเพื่อแค่ให้คนรู้จัก แล้วไปทำมาหากินจากโฆษณา ซึ่งมันสวนทางกันเลย ผมโดนเทรนเป็นนักแสดง ผมก็ควรต้องทำมาหากินจากการเป็นนักแสดงหรือเปล่า ไม่ใช่ทำมาหากินจากการขายโฆษณา”

เอม: “แต่มันเป็นไปไม่ได้ในยุคปัจจุบันและมันยาก มันคนละอุตสาหกรรมกันเลย แต่พูดง่ายๆ คือมันกำลังไปในทิศทางที่ดีขึ้นครับ สมาคมนักแสดงกำลังผลักดันร่างกฎหมายแรงงานอิสระอยู่ ซึ่งมันก็จะกลายเป็น Safety Net ใช้เวลาอีกสักพักนึง ตอนนี้เราตั้งคณะทำงานร่วมกับกระทรวงแรงงานเรียบร้อยแล้ว สิ่งนี้กำลังเป็นไปในทางที่ดีขึ้นเรื่อยๆ”

เราอยากให้อุตสาหกรรมเบื้องหน้าและเบื้องหลังไปด้วยกันได้ใช่ไหม?
เอม : “ใช่ อุตสาหกรรมมันจะได้ไปด้วยกันได้ทั้งหมด มันไม่ควรที่จะมีแค่ใครสักคนที่โอเค แต่ทุกคนที่เหลืออยู่กับซากปรักหักพัง มันไม่โอเค มันจะเป็นอย่างที่พี่จ่อยบอกได้ว่า นักแสดงฝั่งต่างประเทศเขาทำงานชิ้นเดียวแล้วอยู่ได้ทั้งปี เราจะทำให้อุตสาหกรรมของเราที่มีอยู่แค่นี้ มันไปด้วยกันได้ไกลกว่านี้ยังไงได้บ้าง เราต้องมาหาคำตอบด้วยกัน”

ถ้าเป็นนักแสดง ทำงานชิ้นเดียวแล้วอยู่ได้ทั้งปี ในไทยเป็นไปได้ไหม?
เอม : “ไม่มีทาง ไม่มีทางอยู่แล้ว”
อนันดา : “คือตอนผมทำงานใหม่ๆ ผมโดนเทรนเป็นนักแสดง หม่อมน้อยสอนผมมาตลอดว่า อาชีพของคุณคือการแสดง ไม่ใช่อย่างอื่น แล้วเมื่อไหร่ที่คุณไปเริ่มทำอย่างอื่น คุณก็จะเฉออกนอกทางไป ไม่โฟกัส ถ้าคุณอยากเป็นนักแสดงที่ดีที่สุด โฟกัสอย่างเดียวของคุณก็คือการเป็นนักแสดงที่ดีที่สุด แค่นั้นเอง แต่เราก็ยอมรับว่ามันเป็นไปไม่ได้ สุดท้ายผมก็ต้องมาเป็นเซเลบริตี้ เป็นดารา ต้องมาขายอย่างอื่น ซึ่งมันก็ Take away จากการเป็นนักแสดงของผม แต่มันก็เป็น Compromise ที่เราทำมาตลอด ก็น่าเสียดาย คือผมแค่รู้สึกว่า ถ้ามันจะมีคนที่ทำมาหากินในอาชีพนี้ได้จริงๆ มันก็ต้องมี Protection มากกว่านี้ เพราะ ณ ตอนนี้ทำไม่ได้ ยากมาก Impossible อาจจะเป็นเปอร์เซ็นต์ที่เล็กมาก ที่อาจจะทำมาหากินจากการแค่การแสดงอย่างเดียว”