ณเดชน์ เปิดใจบท ‘เฮนรี่’ใน HENRY’s First Dates กับการเรียนรู้ที่จะปล่อยจอย-เลิกยึดติดความเป๊ะ
จากภาพยนตร์โรแมนติกคอมเมดี้ที่หยิบไอเดียจากเรื่องราวของ 50 First Dates มาปรับใหม่ในแบบฉบับไทย สู่เรื่องราวของ เฮนรี่ ชายหนุ่มที่ต้องใช้ชีวิตอยู่ในวันเดิมซ้ำๆ เพราะความทรงจำไม่สามารถจดจำวันใหม่ได้ ซึ่งนำแสดงโดย ณเดชน์ คูกิมิยะ
การตัดสินใจรับบท เฮนรี่ ในภาพยนตร์ HENRY’s First Dates จีบซ้ำๆ เฮนรี่จำไม่ได้ ณเดชน์ เผยว่า ไม่ได้ใช้เวลาคิดนานนัก เพราะเหตุผลสำคัญคือการได้กลับมาร่วมงานกับผู้กำกับ เมษ ธราธร อีกครั้ง
“พี่เมษเป็นผู้กำกับ พอพี่เมษเสนอมาว่ามีบทเรื่องนึงอยากให้เข้ามาคุย มีความสนใจไหม ผมไม่ได้ลังเลอะไรเลย ตอนที่ GDH ติดต่อมาแล้วบอกว่าเป็นพี่เมษเป็นผู้กำกับ ผมก็บอกว่าเล่น ยังไงก็เล่น แล้วเดี๋ยวค่อยว่ากันเรื่องบท”
พระเอกหนุ่มเผยว่า แม้จะเคยชมเวอร์ชั่นต้นฉบับมาก่อน แต่ครั้งนี้ผู้กำกับไม่ได้ต้องการให้นักแสดงย้อนกลับไปศึกษาเพื่อทำตาม เพราะทีมงานนำเพียงแนวคิดของต้นฉบับมาปรับใหม่ ทั้งวิธีการเล่า จังหวะ มุกตลก และบรรยากาศให้เข้ากับคนดูไทยมากขึ้น
หัวใจสำคัญของเรื่องจึงอยู่ที่ เฮนรี่ ชายหนุ่มที่หลังจากประสบอุบัติเหตุและมีปัญหาเกี่ยวกับความทรงจำ เขาจะตื่นขึ้นมาในวันเดิมซ้ำๆ ขณะที่คนรอบข้างยังคงใช้ชีวิตเดินหน้าไปตามปกติ ครอบครัวจึงพยายามสร้างโลกที่ทำให้เขารู้สึกว่าทุกอย่างยังเป็นเหมือนเดิม โดยทำทั้งหมดจากความรักและความหวังว่าจะปกป้องเขาจากความเจ็บปวด

แต่เมื่อ ลูซี่ (มินนี่ ณิชา ยนตรรักษ์) ก้าวเข้ามา เธอกลับเป็นคนที่ไม่รู้ว่าต้องปฏิบัติต่อเฮนรี่อย่างไร เธอจึงเข้าหาเขาอย่างเป็นธรรมชาติ และนั่นทำให้เฮนรี่เกิดความรู้สึกบางอย่างที่แตกต่างจากทุกวันที่ผ่านมา
“ทุกอย่างเหมือนเดิมหมดเลยในชีวิตของเฮนรี่ จนกระทั่งผู้หญิงคนนึงดันเข้ามาอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่เฮนรี่อยู่ แค่แวบเดียวทำให้ผู้ชายคนนี้รู้สึกว่ามันมีอะไรเปลี่ยนแปลง”
แม้จะเป็นเรื่องราวที่มีปมเกี่ยวกับความทรงจำ แต่ณเดชน์กลับมองว่าความพิเศษของบทเฮนรี่ คือ การที่ทำให้แต่ละวันมีความรู้สึกที่ไม่เหมือนกัน
“สิ่งหนึ่งที่พิเศษที่สุดก็คือ การตื่นมาแล้วทำกิจกรรมเหมือนเดิมซ้ำๆ แต่ความรู้สึกหรือจังหวะมันไม่ได้เกิดซ้ำแบบเดิม มันไม่ใช่แบบก๊อบปี้วาง มันจะมีเซ้นส์บางอย่างที่แตกต่างกันในแต่ละวันของตัวเฮนรี่ต่อเหตุการณ์เดิมซ้ำๆ”
การเตรียมตัวสำหรับบทนี้ ณเดชน์ได้ทำเวิร์กช็อปกับแอ็กติ้งโค้ช รวมถึงเวิร์กช็อปร่วมกับมินนี่เพื่อสร้างความคุ้นเคยและลดความเกร็งก่อนเข้าฉากจริง แต่เจ้าตัวบอกว่าผู้กำกับมองเห็นบางอย่างในตัวเขาที่ใกล้เคียงกับเฮนรี่อยู่แล้ว จึงไม่ได้ต้องปรับเปลี่ยนตัวเองมากนัก

ในทางกลับกัน สิ่งที่เขาต้องเรียนรู้มากขึ้นคือการปล่อยตัวเองจากความพยายามที่จะทำทุกอย่างให้สมบูรณ์แบบ เพราะเมษ ธราธร เปิดพื้นที่ให้นักแสดงทดลองเล่นหลายรูปแบบ
“ผมเป็นคนที่บางครั้งเวลาทำอะไรจะเป็นคนที่ซีเรียส จริงจัง และอยากทำมันให้เป๊ะดีที่สุด แต่พี่เมษไม่ต้องการความรู้สึกแบบนั้นเลย พี่เมษต้องการความรู้สึกที่ปล่อยจอย”
ขณะที่อีกหนึ่งความสัมพันธ์คือการร่วมงานกับ มินนี่ ซึ่งรับบทลูซี่ และถือเป็นการแสดงภาพยนตร์เรื่องแรกของเธอ ณเดชน์ยอมรับตรงๆ ว่าในช่วงแรกทั้งคู่ต่างเกร็งกัน เหตุผลหนึ่งมาจากการที่เขามองมินนี่ในฐานะศิลปินที่เติบโตจากการเป็นไอดอลเกาหลี จึงไม่แน่ใจว่าจะเข้าหาอย่างไร แต่การได้ทำเวิร์กช็อปร่วมกันทำให้ทั้งคู่ค่อยๆ เปิดใจและรู้จักกันมากขึ้น
“บอกกันตั้งแต่วันที่เวิร์กช็อปแล้วว่าเกร็งๆ เหมือนกัน น้องบอกว่า ‘หนูไม่เกร็งเหรอคะ หนูก็เกร็ง’”
จากวันแรกจนถึงวันสุดท้าย ณเดชน์ได้เห็นพัฒนาการของมินนี่อย่างชัดเจน และมีบางช่วงที่เขารู้สึกว่าตัวเองไม่ได้มองเธอในฐานะเพื่อนนักแสดงที่เข้าฉากด้วยกันอีกต่อไป แต่กลายเป็นคนดูที่กำลังชื่นชมการแสดงของอีกฝ่าย
“บางซีนที่ผมรู้สึกว่า ผมไม่ใช่เฮนรี่แล้ว ผมเป็นณเดชน์ที่กำลังดูมินนี่แสดง แล้วเรารู้สึกว่า เอ้อ ดีว่ะ เก่ง”
สำหรับณเดชน์ สิ่งที่เรียกว่า เมจิกโมเมนต์ ในการแสดง คือช่วงเวลาที่นักแสดงสามารถกลืนเข้าไปเป็นตัวละครจนเกิดความรู้สึกบางอย่างขึ้นมาเองโดยไม่ต้องฝืน และเขารู้สึกว่ามินนี่สามารถสัมผัสโมเมนต์แบบนั้นได้ตั้งแต่การทำงานเรื่องแรก
“เหมือนเรามีโอกาสได้คุยกัน แล้วน้องก็ถามว่าทำไมถึงชอบการแสดง ผมก็บอกว่า บางครั้งเหมือนเราไม่คาดหวังอะไรเลยกับการแสดงแล้วอยู่ๆ มันเหมือนมีเมจิกโมเมนต์ ทำให้เรารู้สึกมีอารมณ์ร่วมไปโดยที่เราแทบจะไม่มีสติตอนนั้น เพราะเรากำลังกลืนกินไปกับตัวละคร แล้วมันก็เกิดสิ่งที่แปลกประหลาด สิ่งใหม่ สิ่งที่รู้สึกพิเศษขึ้นมาในซีนนั้น ซึ่งโมเมนต์แบบนี้เป็นโมเมนต์ที่นักแสดงอย่างผมรู้สึกว่าการได้ไปสัมผัสมันบ่อยๆ คือความสุขของการเป็นนักแสดง”

“ผมรู้สึกว่าตรงนี้มันเป็นเสน่ห์ แล้วน้องก็บอกว่าฟังแล้วเข้าใจ จนวันนึงน้องบอกว่า จริงๆ พอพี่ณเดชน์บอก หนูก็เริ่มสังเกตเห็นตัวเองแล้วแหละว่ามันมีโมเมนต์แบบนี้กับหนู เกิดขึ้นในหนังเรื่องนี้เหมือนกัน”
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ทำให้ HENRY’s First Dates มีน้ำหนักมากกว่าเรื่องรักและเสียงหัวเราะ คือประเด็นเรื่องครอบครัว เมื่อคนรอบตัวของเฮนรี่เลือกที่จะปกป้องเขาด้วยการไม่บอกความจริงเกี่ยวกับอาการที่เกิดขึ้น
ประเด็นนี้ทำให้ณเดชน์โยงไปถึงประสบการณ์จริงที่เกิดขึ้นในครอบครัวของตัวเองและทำให้เขามีมุมมองต่อเรื่องนี้ชัดมากขึ้น
“ถ้าคนในครอบครัวคนใดคนนึงมีปัญหาทางด้านสุขภาพหรืออะไรก็ตาม การที่เรารักษาความรู้สึกของคนๆ นั้นเอาไว้เพื่อที่จะไม่ให้เขารู้สึกว่าเขาผิดพลาดหรือว่าบกพร่อง มันเหมือนการเลี้ยงความเจ็บปวดเอาไว้”
ณเดชน์มองว่า ความรักของครอบครัวอาจทำให้เราตัดสินใจแทนคนที่เรารัก โดยคิดว่าสิ่งที่เลือกให้นั้นดีที่สุดสำหรับเขา แต่ในบางครั้งสิ่งที่สำคัญกว่าคือการบอกความจริงและให้เจ้าตัวมีส่วนร่วมในการตัดสินใจเกี่ยวกับชีวิตของตัวเอง
ประสบการณ์จากการดูแลคุณพ่อทำให้เขายิ่งเข้าใจประเด็นนี้มากขึ้น และมองว่าหากพบสัญญาณผิดปกติ สิ่งที่ควรทำคือการปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ ไม่ใช่เพียงพยายามทำความเข้าใจหรือรับมือกันเองภายในครอบครัว ขณะเดียวกัน เขายังฝากถึงคนที่ต้องดูแลผู้ป่วยว่า คนดูแลเองก็จำเป็นต้องมีเวลาพักและแบ่งภาระกัน ไม่ควรให้คนใดคนหนึ่งต้องรับทุกอย่างไว้เพียงลำพัง
“ผมเชื่อว่านี่คือภาพยนตร์คอมเมดี้ที่เป็นแฟมิลี่ด้วย ที่ทุกคนไม่ได้มีโอกาสได้ดูกันแบบนี้บ่อยๆ มานานมากแล้ว ผมรู้สึกว่าเราการันตีด้วยความเป็น GDH แล้วก็ผู้กำกับอย่างพี่เมษ ขอบคุณพี่เมษ ขอบคุณฝ่ายโปรดักชั่น ซึ่งแน่นอนว่าไม่มีจังหวะไหนที่รู้สึกว่าตกท้องช้าง หรือว่าไม่ฮาแน่นอน คือยังไงก็ฮาแน่ๆ แล้วก็ฮาแบบจังหวะดีมากๆ แล้วก็กองทัพนักแสดงคือ มินนี่ เบิ้ล ปทุมราช ป๊ากิ๊ก พี่วิเวียน แล้วก็ผม รับรองว่า 5 คนนี้อยู่ด้วยกันคือปวดหัวแน่นอน”


