หน้าแรก บันเทิง เมื่อ “จริยธร...

เมื่อ “จริยธรรม” ถูกตั้งข้อสังเกตว่าล้าหลัง

5.03.16 | 00:12 น.

ดูท่าประเด็น คุณสรยุทธ สุทัศนะจินดา จะยังไม่จบง่ายๆ แม้คุณสรยุทธจะประกาศพักหน้าจอไปแล้ว ก็ยังมีเรื่องราวสืบเนื่องจากคุณสรยุทธตามมาอีกเยอะ โดยเฉพาะที่ว่าด้วย “จริยธรรม”

คำถามค้างคาใจนั้นเช่น สมาคมสื่อและผู้รักจริยธรรมทั้งหลายจะตามล้างตามเช็ดสื่อที่เข้าข่ายผิดจริยธรรมรายอื่นๆอีกไหม? บูชายัญคุณสรยุทธให้เทพแห่งความดีไปแล้ว ธุรกิจสื่อสะอาดสะอ้านขึ้นทันตาไหม? ค่าหัวคิวน้ำร้อนน้ำชาเป็นตัวเลขหกหลักเจ็ดหลักในธุรกิจสื่อทีวีหายไปไหม? แดนสนธยาของทีวีจะสว่างไสวขึ้นมาไหม?

ที่สำคัญคือ ธุรกิจที่ถอนโฆษณาจากช่องสามเพราะคุณสรยุทธ ทำผิดจริยธรรมสื่อ(ข้อไหนยังคลุมเครือเว้นแต่จะอ้างอิงว่าคดีทุจริตในธุรกิจสื่อของเขาเสี่ยงต่อข้อครหาเรื่องอคติหากต้องรายงานข่าวทุจริต) จะยังคงวางโฆษณาให้สื่อที่รายงานข่าวไม่ครบถ้วนไม่ถูกต้องเที่ยงธรรมแถมยังบิดเบือนให้ร้ายใช้เฮทสปีชซึ่งถือเป็นการผิดจริยธรรมสื่อเช่นกันหรือไม่?

ในวงสนทนาที่ไปไกลอีกระดับ กำลังสนใจเรื่องใครจะมาแทนที่คุณสรยุทธ พวกเขาจะถูกบูชายัญด้วยข้อหาจริยธรรมอีกไหม โฆษณาจะไหลออกจากช่องสามไปไหน มีจริยธรรมมากน้อยกว่าช่องสามเพียงใด การประเมินว่าคุณสรยุทธ์ลาจากหน้าจอมิได้แปลว่าเขาวางมือจากธุรกิจสื่อจะทำให้เขาถูกตามล้างตามเช็ดจากสมาคมสื่อและผู้รักจริยธรรมอีกหรือไม่?

ในช่วงนี้ หากไม่ระมัดระวังสติให้ดี คำว่า “จริยธรรม” และ” สรยุทธ” อาจทำให้เราเป็นบ้าด้วยความปวดหัว แต่บางทีถ้าทบทวนเรื่องนี้กันอย่างจริงจัง เราอาจก้าวพ้นภาวะสองมาตรฐานและไม่ต้องเสียเวลาทะเลาะกันเรื่องใครดีกว่าใครก็ได้

Advertisement

แต่ก่อนอื่น เราอาจต้องใคร่ครวญว่าจริยธรรมที่ให้ความสำคัญกับความเป็น “คนดี ไม่โกง” แบบเดิมๆที่มาพร้อมสถานะวีรสตรีวีรบุรุษของสื่อในการปราบปรามคอรัปชั่น สร้างสรรค์ความดีงามแก่โลกซึ่งคนธรรมดาทั่วไปไม่อาจทำ ยังคงใช้ได้หรือไม่ในปัจจุบัน?

วันนี้ รศ. ดร.พนา ทองมีอาคม กรรมการพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์แห่งชาติ กระทรวงวัฒนธรรมให้มุมมองน่าสนใจในวงเสวนาเล็กๆ “จริยธรรมสื่อ คำถามบนความขัดแย้ง” ที่สำนักงานมีเดีย อินไซด์เอาท์ เชิงสะพานหัวช้าง ว่า ผู้คนในยุคดิจิตอลยังคงต้องการข่าวสารและความเห็นแต่ไม่จำเป็นต้องพึ่งสื่อกระแสหลักเสมอไป

ดังนั้นสื่อกระแสหลักต้องเข้าใจการทำงานแบบมืออาชีพที่ให้ข่าวสารและความเห็นครบครันรอบด้านโดยไม่เลือกข้างอย่างสุดโต่ง 

อาจารย์พนากล่าวว่าเป็นไปไม่ได้เลยที่จะใช้จริยธรรมชุดเดียวครอบคนทั้งหมดเอาไว้ในโลกสมัยใหม่ที่ยอมรับความแตกต่างหลากหลาย

จริยธรรมสื่อมิใช่ลักษณะเดียวกับจริยธรรมแพทย์หรือจริยธรรมวิศวกรซึ่งเป็นวิชาชีพเฉพาะทางหากปฏิบัติโดยไม่มีความรู้ก็เป็นอันตรายต่อชีวิตคนอื่น

ขณะที่อาชีพสื่อนั้นเปิดกว้างสำหรับทุกคน ไม่จำเป็นต้องเรียนวารสารศาสตร์หรือนิเทศศาสตร์ซึ่งสอนเพียงความรู้พื้นฐานและการใช้เครื่องมือต่างๆในการทำสื่อ

ในทัศนะของอาจารย์พนา จริยธรรมสื่อมีไว้กำกับการทำงานของสื่อในระดับหนึ่งและควรมีได้หลายชุดจริยธรรม เช่น อาจมีสื่อที่สมาทานว่าจริยธรรมสื่อคือไม่โกงและปราบโกง อาจมีสื่อที่สมาทานว่าจริยธรรมสื่อคือปกป้องสิทธิพลเมืองและเสรีภาพ

แต่ละสื่อที่แตกต่างควรจัดตั้งกลุ่มของตนและกำหนดหลักจริยธรรมของตนซึ่งยอมรับร่วมกันในกลุ่มแต่ไม่พึงนำไปบังคับคนนอกกลุ่มเพราะจะเป็นการละเมิดสิทธิของคนอื่น

ทัศนะนี้ใกล้เคียงกับที่คุณแขก คำผกาพูดในรายการของเธอทางวอยซ์ทีวีวันเดียวกันว่าน่าจะถึงเวลาที่สื่อต้องโยนภาพลวงตาเกี่ยวกับจริยธรรมแบบเดิมๆ ออกไปให้หมด แล้วหันมามองความจริงของธุรกิจสื่อตรงหน้า ซึ่งล้วนพัวพันอยู่กับผลประโยชน์ที่อิงแอบอำนาจรัฐและอำนาจทุน

เขียนมาทั้งหมดนี้ ไม่ได้กำลังบอกว่า คนทำสื่อจงทิ้งอุดมคติเกี่ยวกับความดีงามของชีวิตและโลกไปให้หมดแล้วยอมรับเสียเถอะว่าพวกเรานั้นมือสกปรก มือถือสากปากถือศีลด้วยกันทั้งนั้น จงช่วยกันทำให้มันสกปรกมากขึ้น 

หากกำลังบอกว่ามาตรฐานจริยธรรมที่คนทำสื่อจำนวนหนึ่งเอามาห่อหุ้มตัวเองแล้วอวดว่าเราดีกว่านั้นคือภาพลวงตา

อุดมคติของสื่ออาชีพในแวดวงสื่อโลกวันนี้เคลื่อนที่ไปแล้วจากอุดมคติเมื่อทศวรรษ80 ตามบริบทความเปลี่ยนแปลงของโลก

สื่อสมัยใหม่ในแวดวงสื่อโลกถือว่าการตรวจสอบความคดโกงของรัฐและองค์กรเอกชนที่ทำให้สาธารณชนเสียประโยชน์เป็นงานปกติ และถือเป็นเรื่องธรรมดาเมื่อสาธารณชนอยากจะตรวจสอบเบื้องหน้าเบื้องหลังความสัมพันธ์ของสื่อกับกลุ่มผลประโยชน์ต่างๆ

ประเด็นที่สื่อสมัยใหม่ในแวดวงสื่อโลกใส่ใจ มิใช่มุ่งจัดการสื่อเลวว่าคดโกงแล้วจัดการบูชายัญสื่อนั้นด้วยเหตุว่าต้องรักษาภาพลักษณ์คนดีของสื่อ แต่เป็นเรื่องบทบาทและหน้าที่พึงกระทำของสื่อซึ่งเกี่ยวข้องกับการสนับสนุนสิทธิเสรีภาพและประชาธิปไตยเพื่อประโยชน์ของสาธารณชน



ตามแนวคิดที่ว่า สิทธิและเสรีภาพของบุคคลตามที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญย่อมมาพร้อมกับประชาธิปไตย และสื่อคงเป็นได้เพียงกระบอกเสียงของอำนาจเผด็จการหากปราศจากสิทธิเสรีภาพดังกล่าว