อั้ม อธิชาติ ไม่หยุดพัฒนาสมุนไพรไทย จับมือ ม.รังสิต ใช้งานวิจัยต่อยอด “อทิส อัมริท”
ดร.อั้ม อธิชาติ ชุมนานนท์ ประธานกรรมการบริหารและผู้ก่อตั้งบริษัท อทิสเมด โกลบอล จำกัด เดินหน้าครั้งสำคัญในการยกระดับนวัตกรรมสมุนไพรไทย นำ “อทิส อัมริท” (Atis Amarit) ผสานเทคโนโลยีการพัฒนาผลิตภัณฑ์กับงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์ จับมือมหาวิทยาลัยรังสิต เปิดผลทดสอบครบ 14 รายการ พร้อมลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ต่อยอดการศึกษาประสิทธิภาพและความปลอดภัยในมนุษย์ วางรากฐานการพัฒนาผลิตภัณฑ์ด้วยหลักฐานที่ตรวจสอบได้
ความร่วมมือครั้งนี้จัดขึ้นภายใต้แนวคิด “อทิส ผสานพลังวิจัยและเทคโนโลยี พิสูจน์สมุนไพรไทย เพื่อภูมิต้านทาน” วันที่ 26 ตุลาคม 2569 ณ ห้อง 1-801 มหาวิทยาลัยรังสิต โดยมี ดร.อธิชาติ ชุมนานนท์ และ ดร.วันทิกา เครือน้ำคำ หัวหน้าหมวดวิชาเภสัชวิทยาและพิษวิทยา และหัวหน้าโครงการวิจัย ผู้แทนมหาวิทยาลัยรังสิต ร่วมลงนาม เชื่อมศักยภาพการพัฒนานวัตกรรมของภาคเอกชนกับองค์ความรู้ของสถาบันการศึกษา เพื่อขับเคลื่อนการวิจัยผลิตภัณฑ์ “อทิส อัมริท” อย่างเป็นระบบ
จุดสำคัญของงานคือการส่งมอบรายงานผลทดสอบ “อทิส อัมริท” ครบทั้ง 14 รายการ จากห้องปฏิบัติการกลุ่มวิจัยเภสัชวิทยาและพิษวิทยา คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต ครอบคลุมฤทธิ์ต้านการอักเสบ ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ ฤทธิ์ต้านเชื้อแบคทีเรีย และความเป็นพิษต่อเซลล์ชนิดต่าง ๆ โดยผลที่นำเสนอพบการลดการสร้างไนตริกออกไซด์ ซึ่งเป็นสารสื่อการอักเสบ ในเซลล์แมคโครฟาจ ณ ช่วงความเข้มข้นที่ไม่เป็นพิษต่อเซลล์ รวมถึงฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ ทั้งนี้ ผลดังกล่าวเป็นข้อมูลในห้องปฏิบัติการเฉพาะตัวอย่างและเงื่อนไขที่ทดสอบ ยังไม่ใช่ข้อสรุปถึงประสิทธิผลในการใช้กับมนุษย์

ดร.อั้ม อธิชาติ เปิดเผยว่า การพัฒนา “อทิส อัมริท” ให้ความสำคัญตั้งแต่การคัดเลือกวัตถุดิบ กระบวนการผลิต และการประยุกต์ใช้เทคโนโลยี Phyto Extraction และ Nano Bio Encapsulation ควบคู่กับการทดสอบทางวิทยาศาสตร์ โดยการลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ครั้งนี้เป็นก้าวสำคัญในการต่อยอดจากข้อมูลในห้องปฏิบัติการสู่แผนศึกษาประสิทธิภาพและความปลอดภัยในมนุษย์ มุ่งศึกษาด้านระบบภูมิคุ้มกันและการอักเสบ รวมถึงพิจารณาความเป็นไปได้ในการศึกษาในผู้ป่วยโรคสะเก็ดเงิน ในฐานะการดูแลเสริมควบคู่กับการรักษามาตรฐานของแพทย์ ซึ่งจะเริ่มดำเนินการภายหลังผ่านการพิจารณาจากคณะกรรมการจริยธรรมการวิจัยในมนุษย์แล้วเท่านั้น พร้อมย้ำว่า “เราต้องการให้ทุกก้าวของอทิสมีหลักฐานที่ตรวจสอบได้รองรับ การพัฒนาสมุนไพรไทยต้องเดินหน้าควบคู่กับงานวิจัย คุณภาพ และความปลอดภัย ความร่วมมือครั้งนี้จึงเป็นการวางรากฐานระยะยาวให้ อทิส อัมริท เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและให้ผู้บริโภคได้รับประโยชน์จากการพัฒนาอย่างมีความรับผิดชอบ”
การผสานเทคโนโลยีกับความร่วมมือด้านวิจัยครั้งนี้สะท้อนทิศทางการพัฒนา “อทิส อัมริท” ที่มุ่งต่อยอดภูมิปัญญาสมุนไพรไทยด้วยกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ พร้อมส่งต่อแนวคิดการดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน ให้คนไทยตระหนักถึงการดูแลตนเองก่อนเจ็บป่วย โดยมีสุขภาพและคุณภาพชีวิตที่ดีของผู้บริโภคเป็นเป้าหมาย ภายใต้แนวคิด “สุขที่สุด คือ สุขภาพดี”




