กลายเป็นที่จับตาทันที หลังทรู คอร์ปอเรชั่น ประกาศสร้างภาพยนตร์ซีรีส์อิงประวัติศาสตร์ ‘ศรีอโยธา’ ความยาว 24 ตอน เพื่อทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายเป็นเครื่องสักการะในพระองค์ พระบาทสมเด็จพระ ปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เนื่องในวันคล้ายวันพระราชสมภพครบ 90 พรรษา 5 ธันวาคม 2560 รวมถึงเพื่อเทิดพระเกียรติบูรพกษัตริย์ โดยมีหม่อมน้อย-ม.ล.พันธุ์เทวนพ เทวกุล เป็นผู้กำกับการแสดงงานละครฟอร์มยักษ์ที่เป็นการมองอีกมุมของประวัติศาสตร์
“คราวนี้เป็นการมองอีกมุมของประวัติศาสตร์ที่พิเศษมากๆ คือเราพูดถึงเรื่องส่วนพระองค์มาก” หม่อมน้อยกล่าว
“เป็นการมองอีกมุมที่มองท่านเหมือนกับมนุษย์ เมื่อพระมหากษัตริย์ต้องเผชิญกับสงคราม ท่าน ทำงานอย่างไรในฐานะที่ท่านเป็นมนุษย์ ท่านตัดสินใจยังไง ท่านรู้สึกยังไง”
ซึ่ง “ก็ตอบได้เลยว่า หน้าที่ของท่านคือเกิดมาเพื่อทำเพื่อประชาชน คิดถึงความสุขของประชาชนก่อนความสุขของพระองค์เอง”
งานชิ้นนี้คนทำยังว่า ความที่อยากมีเนื้อหาที่ส่งเสริมศิลปวัฒนธรรมไทยและประวัติศาสตร์ไทย “จึงได้มีการดัดแปลงจากนวนิยายคลาสสิกหลายเรื่อง เช่น ‘สี่แผ่นดิน’ ผสม ‘พิษสวาท’ ผสม ‘เรือนมยุรา’ ผสม ‘ทวิภพ’ “
“คือถ้าอิงประวัติศาสตร์แท้ๆ คนดูคงหลับ หรือบางคนก็จะแอนตี้ไม่ดูเลย เพราะฉะนั้นมันควรจะเป็นสิ่งบันเทิงที่ดูได้ทุกๆ วัย”
หากขณะเดียวกันก็ยังรักษาขนบธรรมเนียมประเพณี เหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์เอาไว้อย่างเต็มที่
เล่าด้วยว่างานชิ้นนี้มีนักแสดงมากมายเข้าร่วม เพราะตัวละครเยอะ และ “ทุกตัวละครสำคัญหมด”
“มันไม่เหมือนละครทั่วไปอยู่แล้ว และถ้าดูเป็นพระเอก นางเอก ผู้ร้าย มันจะไม่สนุก ทุกชีวิตสำคัญหมด เพราะตัวเอกจริงๆ คือกรุงศรีอยุธยา”
ภาพยนตร์ซีรีส์ชุดนี้จึงเป็นงานชิ้นใหญ่ที่ต้องพิถีพิถันเป็นพิเศษ และเลือกถ่ายทำแบบภาพยนตร์เพื่อเก็บรายละเอียดให้สมกับความยิ่งใหญ่ดังที่ตั้งใจไว้
“ไม่ใช่ละครโทรทัศน์เลย เราถ่ายทำในระบบภาพยนตร์โดยแท้ฉายโรงใหญ่ได้เลย” ผู้กำกับคนดังว่า
“แล้วก็ชุ่ยๆ ไม่ได้ เพราะเราทำถวายองค์บูรพกษัตริย์ เราทำเป็นเครื่องสักการะบูชาท่าน”
“งานนี้เป็นเหมือนงานทอผ้าที่ปราณีต เป็นงานรายละเอียดเยอะมาก พลาดไม่ได้ คืออย่างสี่แผ่นดิน รายละเอียดก็เยอะมาก แต่สี่แผ่นดินสมัย ร.5 เรามีรูปถ่ายแล้ว มีหลักฐานที่ชัดเจนมาก ทำตามรูปถ่ายได้ แต่อันนี้เราไม่มีอะไรที่เป็นรูปธรรมเลย ต้องศึกษาเยอะมาก เช่น คอสตูม ชุดไทยสมัยอยุธยาแต่ละอันก็ไม่เหมือนกัน กระทั่งลายผ้าก็ไม่เหมือนกัน”
ส่วนเรื่องนักแสดงก็คัดเลือกอย่างดี โดยดูจากความเหมาะสม จนได้คนดังแถวหน้าวงการ อาทิ สินจัย เปล่งพานิช, อนันดา เอเวอร์ริ่งแฮม, ศรราม เทพพิทักษ์ , เขมนิจ จามิกรณ์ ฯลฯ มารับบทบาท

“คนที่ทำงานกับเราต้องผ่านการออดิชั่น เรียกมาคุยกันก่อนว่าบทนี้เหมาะกับเขามั้ย จึงไม่ใช่ว่าเขาไม่ได้เล่น เพราะเขาไม่เก่ง ไม่ใช่ มันต้องมีความเหมาะสม ว่าเขาใกล้เคียงตัวละครมั้ย”
“เป็นแบบนี้ทุกงาน เราไม่เคยมองว่าคนนี้เป็นดาราขาย เอามาเล่นกับเรา กรณี ศรราม (หนุ่ม-ศรราม เทพพิทักษ์) เราก็เชิญเขามาคุยกันก่อน ไม่ได้เลือกว่าจะให้เขาเล่นด้วยซ้ำไป แล้วสิ่งมหัศจรรย์ที่เกิดขึ้นกับหนุ่ม”

“หนุ่มเขารู้พระราชประวัติมาก มากพอๆ กับเรา หรือบางเรื่องมากกว่าเราเสียอีก เขาบอกว่าเขาเกิดที่ฝั่งธน บ้านอยู่ที่ฝั่งธน แล้วคุณพ่อ คือ คุณเดียร์-ชุมพร เทพพิทักษ์ สอนเรื่องพระราชประวัติพระเจ้ากรุงธนบุรีตั้งแต่เขายังเด็ก เขาจงรักภักดีกับพระเจ้ากรุงธนบุรีมากๆ พอรู้ว่าเราทำเรื่องนี้ แล้วเรียกมาออดิชั่นบทนี้ จำได้ไม่ลืมเลย เขาพูดว่าขอหนุ่มเล่นเถอะครับ” หม่อมน้อยเล่าพลางยิ้ม
สำหรับแพนเค้ก “เป็นอะไรที่คุณจะไม่เคยเห็นเขาเป็นอย่างนี้มาก่อนเลย พอถ่ายมาแล้ว ตัดต่อออกมาแล้ว มันไม่ใช่เขาเลย เป็นตัวละครที่สมบูรณ์มาก เป็นการแสดงที่เราไม่เคยเห็นเขาเล่นแบบนี้ คือเขาเป็นคนนี้ ไม่ใช่ตัวเขา ไม่ใช่แพนเค้กกำลังเล่น”
ส่วนอนันดา ที่แม้จะไม่คล่องคำราชาศัพท์เท่าคนอื่น แต่ก็พยายามไม่ย่อท้อเพื่อให้งานออกมาดีที่สุดเท่าที่จะทำได้
“แล้วมันก็มีอะไรน่าปาฏิหาริย์หลายอย่าง” หม่อมน้อยเล่า
“คือบางท่านดูไม่เหมือนการแสดงเลย มันเหมือนองค์จริงปรากฏ แทบทุกคนมีอะไรที่น่าเซอร์ไพร์สอยู่เยอะ จะได้เห็นอะไรที่ไม่ได้แสดงๆ จะเป็นอะไรที่ธรรมชาติ ที่มีมิติ จะได้เห็นตัวละครที่มีเลือดเนื้อ และเป็นมนุษย์ทุกตัวละคร ไม่ใช่ฉันกำลังแสดงให้ใครดูนะ ไม่ใช่สินจัยกำลังแสดง กลายเป็นตัวละคร กลายเป็นพระองค์ท่านจริง”
หม่อมน้อยบอกอีกว่า งานชิ้นนี้เป็นงานที่ทุกคนทำด้วยหัวใจเพื่อถวายแด่องค์พระมหากษัตริย์ ฉะนั้น “อย่ามองละครเรื่องนี้เป็นละครการค้า มันไม่ใช่แบบนั้น”
“คือถ้าคิดจะมาทำเพื่อการค้า อยากได้ตังค์ อยากดัง คงทำไม่ได้ แล้วไม่จำเป็นต้องทำ แก่แล้ว เหนื่อย”
“แต่เราทำถวายองค์พระมหากษัตริย์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งทำเพื่อวันเฉลิมพระชนมพรรษารัชกาลที่ 9 ทุกคนทำเรื่องนี้ด้วยใจ ด้วยความจงรักภักดีในสถาบันพระมหากษัตริย์”
“ทุกคนพอรู้ว่าทำถวาย ก็ยินดีทำด้วยใจ อย่างสถานที่ซึ่งใช้เป็นฉากประตูชัย เราต้องการที่ ที่มีแม่น้ำผ่าน แล้วต้องมีคลองด้วย เพราะว่าประตูชัยมีทั้งประตูบก เพื่อรองรับทั้งเกวียน ม้า ช้าง ส่วนประตูน้ำสำหรับเรือ เพราะเราจะลืมไม่ได้เลยว่าการคมนาคมในยุคนั้นคือเรือ แล้วในอยุธยามีคลอง ฝรั่งเรียกว่าเวนิสตะวันออกเลย ฉะนั้นต้องมีคลองด้วย เป็นที่ที่อยู่ริมแม่น้ำ และต้องเป็นที่ว่างๆ ที่จะสร้างฉากได้”
ซึ่ง “เมื่อมาถึงเจ้าของที่ก็น่ารักมากเหลือเกิน พอเขารู้ว่าเราจะทำถวายท่าน ก็ไม่คิดค่าเช่าเลยสักบาทเดียว แถมยังช่วยเหลือต่างๆ นานา ถ้าเป็นละครการค้า คงไม่มีใครมาให้อย่างนี้”
“เมืองโบราณก็น่ารักมาก เพราะเปิดที่ที่ไม่อนุญาตให้กองถ่ายเรื่องใดถ่ายเลยให้เรื่องนี้ ซึ่งผู้ชมจะได้เห็นสถานที่ที่สวยงามที่สุด ปราณีตที่สุดของเมืองโบราณ ที่ไม่เคยอนุญาตให้ใครถ่าย”
หรือ “พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ วังจันทร์เกษมที่อยุธยา ที่ก็ไม่อนุญาตให้ใครถ่ายเลย เรื่องนี้ก็ได้รับอนุญาตให้ถ่ายในกรณีพิเศษ แล้วท่านผู้อำนวยการก็น่ารักมาก เพราะต้องเลื่อนของในพิพิธภัณฑ์ออก ให้เราเซตเป็นฉากตำหนักของสมเด็จพระพันวสา ซึ่งแสดงโดยสินจัย เพราะโครงสร้างใกล้เคียงกับอยุธยาตอนปลาย”
“สิ่งเหล่านี้เป็นการตอกย้ำว่าสถาบันพระมหากษัตริย์สำคัญอย่างไรกับชาติเราสำคัญยังไงกับจิตใจเรา”
มากกว่านั้นคือ “วัฒนธรรมของชาติที่คนรุ่นใหม่กำลังลืมไป ว่ารากเหง้าของเราคืออะไร คนรุ่นใหม่จะลืม คือฉันอยู่วันนี้เพื่อหาตังค์ได้เยอะๆ ฉันอยู่วันนี้เพื่อฉันจะมีชีวิตอย่างมีความสุข แต่ลืมไปว่าก่อนที่จะมีวันนี้ คนอื่นเขาเอาชีวิตเข้าแลกเพื่อรักษาเมืองไทยเอาไว้ ใช่หรือไม่”
“มีคำถามย้อนกลับมาว่าคุณสามารถแลกอย่างนี้กับอนุชนรุ่นหลังในชีวิตคุณไหม คำตอบก็คือไม่”
“แต่ภาพยนตร์เรื่องนี้จะสอนให้รู้ว่า กว่าที่เราจะมีชีวิตอย่างนี้เขาเสียหยาดเหงื่อ เขาเสียเลือดเนื้อ เขาเสียชีวิตไปเท่าไหร่เพื่อให้คนรุ่นหลังมีชีวิตกันอย่างมีความสุข”
…
ใครเป็นใครใน ‘ศรีอโยธยา’
ตัวอย่างฉากเกี่ยวกับพระเจ้าเอกทัศ ที่ปีเตอร์ นพชัย ชัยนาม สวมบท (อ่านข่าว ถ่ายทอดมุมมองใหม่ ‘พระเจ้าเอกทัศ-พระมเหสี’ หม่อมน้อยเผยค้นหาหลักฐานมากมายก่อนนำเสนอ)
ขอบคุณภาพและคลิปจาก SriAyodhaya Official

