ทำ ‘เชฟกระทะเหล็ก’ มา 5 ปี นำเชฟมืออาชีพมาแข่งทำอาหารมาแล้วหลายร้อยคน ตอนนี้ หนุ่ม-กิติกร เพ็ญโรจน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัท เฮลิโคเนีย เอชกรุ๊ป จำกัด เลยขอขยายแนว ด้วยการทำ ‘มาสเตอร์เชฟ ไทยแลนด์’ นำคนธรรมดาที่อยากเป็นเชฟมาแข่งขัน
“มันเหมือนสมัยที่ทำ เอเอฟ (ทรู อะคาเดมี แฟนเทเชีย) ที่เอาคนธรรมดามากลายเป็นนักร้อง ก็จะเห็นบีฟอร์ แอนด์ อาฟเตอร์ อันนี้ก็เหมือนกัน เอาเด็กกะโปโลเลยในการทำอาหาร คนที่ไม่รู้เรื่องการทำอาหาร แต่มีความรักในการทำ รับตั้งแต่อายุ 18 ปีไปจนถึง 60,70,80,90 ถ้ายังไหวอยู่ เพราะเราต้องการโฮม คุก”
ตามคอนเซ็ปต์ของรายการที่มีต้นกำเนิดในประเทศอังกฤษ ก่อนจะไปได้รับความนิยมในกว่า 50 ประเทศทั่วโลก
“คนที่ทำอาหารอยู่กับบ้าน ที่อยากจะมีเวทีบอกว่าฉันทำอาหารเก่ง คนที่มีสูตรจากคุณย่า คุณยาย คนที่ชอบทำอาหารพลิกแพลง มาได้หมด”
จากนั้นเขาก็จะทำให้คนธรรมดากลายมาเป็นมาสเตอร์เชฟ ในช่วง 17 สัปดาห์ที่รายการออกอากาศ
“คือคนเป็นเชฟเขาต้องไต่เต้าตั้งแต่ล้างผัก เสร็จปั๊บขัดหม้อ แล้วไล่ๆขึ้นไป ใครที่ใช้คำว่ามาสเตอร์เชฟ ถือว่ายอดเยี่ยมที่สุด มีความรู้ความสามารถเต็มไปหมด สิ่งที่เราจะทำ คือทำคนธรรมดา เทรนเขา ให้รู้หลักการทำอาหารต่างๆ เทรนจากคนธรรมดาให้กลายมาเป็นมาสเตอร์เชฟ ไทยแลนด์”
ซึ่งทั้งหมดนั้นคือเสน่ห์และเหตุผลที่เขามองว่าทำให้รายการนี้มีเรตติ้งเป็นอันดับหนึ่งในหลายๆประเทศ
สำหรับรูปแบบรายการ คนทำบอกว่าจะนำเสนอในแบบเรียลิตี้ ประเภทรายการที่อยู่ในความนิยมขณะนี้ และน่าจะมีความนิยมมากขึ้นในอนาคต
และเมื่อเป็นเรียลิตี้ ก็แน่นอนว่า “จะมีทั้งตบและจูบ” ให้เห็น

แถมดูท่าจะทำได้แซ่บ เพราะเริ่มมีเสียงจากคนดูว่า แต่ละวีคที่ออกอากาศ เริ่มแซ๋บขึ้นเรื่อยๆ แถมสมาชิกเว็บไซต์พันทิปรายหนึ่งยังสงสัย -หรือนี่จะเป็นเดอะ เฟซ เวอร์ชั่นอาหาร ?
“คำถามอยู่ที่ว่า ไปตบเขาทำไม”
“คือเราต้องการดราม่า ถูกไหม”
ต้องการเพื่อดึงเรตติ้ง
“แต่เราต้องมีเหตุผลของดราม่า ไม่ใช่นึกจะด่า ก็ด่า”
“ดราม่าเกิดจากการจะทำรายการทีวีให้สนุก ใช่ แต่ต้องเบส ออน ความเป็นจริง”
และความเป็นจริงในคราวนี้จะอยู่ที่ “ถ้าคุณมารายการนี้ แสดงว่าคุณอยากเป็นเชฟ เมื่ออยาก คุณก็ต้องเคารพ ประเด็นที่สำคัญคือเชฟคืออะไร เชฟมีหน้าที่รับผิดชอบต่ออาหารทุกคำที่เข้าปากคนทาน รับผิดชอบต่อทุกบาททุกสตางค์ที่ลูกค้าจ่าย เพราะฉะนั้นคุณต้องซีเรียสในอาชีพนี้ เพราะฉะนั้นถ้าเข้ามาแข่ง ทำเล่นๆแบบอยากโชว์ อยากดัง ขอโทษนะ ไปไกลๆ”
“อารมณ์ต้องเป็นลักษณะนี้”

ส่วนดราม่าจากสคริปต์จะไม่มีเด็ดขาด
“คนทำเรียลิตี้ ถ้าสร้างสคริปต์ถือว่าเจ๊งตั้งแต่เริ่มต้น เรียลิตี้ไม่สามารถสร้างสคริปต์ได้”
“ไม่ใช่ว่าผมไม่เคย ผมเคยแล้ว เจ๊งแล้ว เจ็บมาแล้ว” หนุ่ม กิติกร บอกชัด
“เพราะอย่างแรกเลย คนที่อยู่ในรายการเป็นคนธรรมดา ไม่ใช่ดารา ใส่สคริปต์ปั๊บ ทำอะไรก็ไม่เนียน เป็นไปไม่ได้เลยที่ทำออกมา แล้วคนดูจะซึ้ง ร้องไห้ตาม ไม่งั้นก็ได้ตุ๊กตาทองกันหมดแล้ว”
“แล้วเอาความหลอก มาบอกว่าจริง ก็แสดงว่าจรรยาบรรณในการทำรายการไม่มี”
“วิธีการทำให้เกิดดราม่าอยู่ที่พล็อตครับ พล็อตคือโจทย์ที่กำหนดให้ เรารู้อยู่แล้วคนที่เข้ามา คนไหนเก่งเรื่องอะไร คนไหนไม่เก่งเรื่องอะไร การทำเรียลิตี้คือการใส่โจทย์ให้เกิดเพรสเชอร์ ให้เกิดความคับแค้นใจของผู้เข้าแข่งขันแต่ละคน”
ซึ่งทั้งหมดนั้นเตรียมการมาตั้งแต่ขั้นตอนคัดเลือกผู้ร่วมรายการ
กับเรื่องดราม่าในรายการเรียลิตี้ที่ทั้งโลกเป็นกันนั้น เขาว่ามันเกิดขึ้นเพราะวิวัฒนาการของรายการเปลี่ยนไป
“สมัยก่อนรายการจะเป็นประเภทคอนเทสต์ แข่งขัน เพราะฉะนั้นเขาจะไม่ลงดีเทลเกี่ยวกับดราม่าของคนที่เข้ามาแข่ง ยกตัวอย่างรายการ ‘โหด มัน ฮา’ ที่อยู่ดีๆปล่อยคน 100 คนวิ่งเข้าหาฐาน แล้วหายไปเรื่อยๆ เราแทบไม่รู้เลยว่าแต่ละคนเป็นใคร มาจากไหน ความยากของแต่ละเกมเป็นยังไง แต่รายการใหม่ประเภทเดียวกัน คือ ‘Wipe out’ ที่ดังมากในปัจจุบัน เขาดึงความน่าสนใจของคนที่เข้ามาแข่ง ดราม่าของคนที่เข้ามา ทะเลาะตบตีกัน นี่คือเทรนด์ใหม่ รายการอาหารก็เช่นกัน เพราะฉะนั้นด้วยฟอร์แมตแล้ว ทุกประเทศทำหมดครับ เพียงแต่ว่าเราจะทำเลเวลไหนที่เหมาะกับคนไทย”
ซึ่งคิดว่าคงไม่มากมายเท่าไหร่ เมื่อเทียบกับของชาติอื่นๆ
“เนื่องจากคนทำรายการเมืองไทยไม่กล้าใส่เยอะ กลัวคนไม่เข้าใจ จะโกรธ ทำไมไปว่าเขาอย่างนั้น คนไทยะรู้สึกว่าการด่ากันในรายการเป็นเรื่องผิด ไม่เหมือนเมืองนอกที่พูดกันตรงๆ เรียลิตี้ไทยจะกั๊กๆ จะด่าก็ไม่ด่า จะชมก็ยังไงไม่รู้ แต่ในขณะเดียวกันพอด่า ก็ไม่มีเหตุผล ด่าเขาทำไมเรื่องนี้”
“เรียลิตี้ไทยนี่ดราม่ายังน้อยกว่าเมืองนอก แต่ไอ้ที่ดราม่าเยอะ อาจจะดราม่าผิดทาง”
สำหรับมาสเตอร์เชฟ ไทยแลนด์ ที่แพร่ภาพทางช่อง 7 ทุกวันอาทิตย์ เวลา 18.20-19.50 น. นั้น เขาประมาณการลงทุนไว้ไม่ต่ำกว่า 70 ล้านบาท ซึ่งสูงมากสำหรับการผลิตรายการที่ส่วนใหญ่จะอยู่ที่ตอนละประมาณ 1 ล้านไปมากโข
“ทำไมถึงสูงเหรอครับ” คนทำทวนคำถามพลางหัวเราะ
ก่อนเฉลยว่าเพราะนอกจากค่าลิขสิทธิ์ กับค่าโปรดักชั่น ก็ยังมีเรื่องค่าวัตถุดิบและอื่นๆ

“ตามลิขสิทธิ์ เราต้องเนรมิตสตูดิโอให้เป็นมาสเตอร์เชฟ คิทเช่น ที่มีทั้งหมด 24 สเตชั่นให้คนเข้าไปแข่งขัน ขณะเดียวกันต้องมีแพลนทรี รูม จัดเหมือนซุปเปอร์มาร์เก็ต ที่ผู้แข่งสามารถไปเลือกอาหารอะไรก็ได้ เพราะฉะนั้นโดยรวมก็เหมือนกับว่าเรากำลังสร้างสตูดิโอใหม่”
ดังนั้นแม้จะไม่ได้สร้างขึ้น แต่ใช้วิธีเช่าโกดัง แล้วปรับปรุงเอา กระนั้นค่าใช้จ่ายก็ไม่เบา
แล้วไหนจะยังค่าวัตถุดิบที่แต่ละสัปดาห์น่าจะไม่ต่ำกว่า 2-3 แสนบาท
อย่างไรก็ตาม ทั้งหมดนั้นเขาไม่เป็นห่วง เพราะนอกจากจะมั่นใจว่ารายการจะได้รับความนิยมแน่แล้ว ก็ยังเตรียมแผนจะส่งออกรายการนี้
“ในรายการเราจะใช้วัตถุดิบของไทย อาหารไทย 70 % เพราะเราต้องการให้ต่างชาติซื้อซีซั่นนี้ไปฉาย ซึ่งดิวไว้หมดแล้ว ตลาดมาสเตอร์เซฟมีคนซื้ออยู่แล้วในแง่ของต่างประเทศ จุดสำคัญคือในแง่ของคนไทย เราต้องทำรายการให้แตกต่างจากคนอื่น ให้ตลาดโลกเข้ามามอง แล้วได้ประโยชน์ เพราะอาหารไทยถือเป็นท็อป ไฟว์ ของโลก”
และมาสเตอร์เชฟ ไทยแลนด์ ก็หวังจะเป็นอีกแรงที่จะช่วยสนับสนุน

ขอบคุณภาพจาก MasterChef Thailand – มาสเตอร์เชฟ ประเทศไทย

