ประชันกลองกลางเมืองน่าน เมื่อภาษาไม่สำคัญ แต่สัมพันธ์กลับแน่นแฟ้น

8.07.17 | 07:45 น.

เรียกได้ว่าเป็นการเชื่อมสานสายสัมพันธ์ระดับนานาชาติผ่านเสียงดนตรีได้อย่างแท้จริงสำหรับงานมหกรรมศิลปวัฒนธรรมท้องถิ่นนานาชาติ (International Folk Culture Festival) ที่จัดขึ้นครั้งนี้เป็นครั้งแรก โดยมีจุดมุ่งหมายให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ทางวัฒนธรรม ที่จัดขึ้นเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ณ ลานข่วงเมืองน่าน หน้าวัดภูมินทร์ จังหวัดน่าน

น่าน เมืองศูนย์กลางศิลปวัฒนธรรมแห่งดินแดนล้านนาตะวันออก ได้รับมอบหมายจากองค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (อพท.) ให้ดำเนินการจัดงานนี้ เนื่องจากทาง อพท. เห็นว่าเป็นเมืองที่มีศักยภาพในด้านศิลปวัฒนธรรมที่โดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ ซึ่งผลลัพธ์ของงานที่ออกมาก็ไม่ทำให้ผู้ชมและนักแสดง ทั้งไทยและต่างประเทศผิดหวังกับเจ้าภาพงานเลย

งานมหกรรมการแสดงฯ ครั้งนี้ เป็นการแสดงกลองซึ่งเป็นเครื่องดนตรีท้องถิ่นที่มีความเก่าแก่ จากผู้แทนของ 5 ประเทศลุ่มแม่น้ำโขง คือ กัมพูชา จีน พม่า ลาว และเวียดนาม ส่วนประเทศไทยก็ได้เตรียมการแสดงพิเศษไว้คือการตีกลองปูจาประกอบการฟ้อนรำท้องถิ่นตามเอกลักษณ์เมืองน่าน ซึ่งการแสดงแต่ละชุดจากแต่ละประเทศก็ได้ออกแบบสร้างสรรค์มาอย่างสวยงามลงตัว และมีการพัฒนาเพื่อให้มีความร่วมสมัย ถือเป็นการส่งเสริมการเรียนรู้แลกเปลี่ยนกันระหว่างประเทศได้อย่างดี

เสียดายก็แต่เมื่อนายไพศาล วิมลรัตน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน ประธานในพิธีได้ขึ้นกล่าวเปิดงาน และตีกลองปูจาเป็นการเปิดงาน ฟ้าฝนกลับไม่เป็นใจ เพราะฝนได้ตกลงมาทันที นักแสดงและคนดูทั้งหลาย ต่างต้องพากันเข้าหลบฝนที่ศาลาบริเวณใกล้ๆ

เวลาผ่านไป ทั้งผู้ชมและผู้แสดงก็เริ่มที่จะเบื่อกับฝนที่เทลงมาอย่างไม่รู้เมื่อไหร่จะหยุด แต่เมื่อคณะไทเกอร์ แม่กลอง เริ่มซ้อมการแสดงของตนขึ้นอย่างเงียบและค่อยที่สุด เหมือนกับยังไม่ปล่อยของดีให้ทุกคนที่นั่งอยู่ในที่นั้นได้ชมแน่ๆ ถ้ายังไม่ถึงเวลาขึ้นแสดงจริง

Advertisement
วงไทเกอร์แม่กลอง

ดูเหมือนว่าเสียงจังหวะกลอง และเครื่องดนตรีอื่นๆที่เริ่มกระทบกัน จะพานักดนตรีกลุ่มนี้ไปสู่เวทีที่ถูกฉายด้วยไฟสปอร์ตไลท์อย่างไม่รู้ตัว และเปิดประตูให้เหล่าคนดูทุกคนเดินอย่างเป็นจังหวะพร้อมกันเข้าไปในโลกของพวกเขา

เมื่อไทเกอร์แม่กลองเริ่มโชว์อย่างสนุกสนาน มีหรือที่นักดนตรีจากประเทศอื่นๆจะหยุดจังหวะในใจตนเอาไว้ได้ เมื่อได้โอกาส กลุ่มนักแสดงจากจีนที่มีไม้กลองพร้อมในมือ จึงใช้กลอง และนำกระเป๋าเดินทางมาใช้ตีตอบกลับคณะไทเกอร์แม่กลองอย่างสนุกสนาน

เห็นดังนี้ กลุ่มนักดนตรีหญิงล้วนจากเวียดนามก็ต้องขอพื้นที่เปิดตัวกลองของประเทศตนปะทะกลับไปบ้าง และก็ตามมาด้วยกลุ่มอื่นๆจากพม่าจากลาว และกัมพูชา ที่ต่างเข้ามาร่วมสนุกสนานกับการแสดงที่ลื่นไหลไปตามจังหวะในชั่วขณะนั้น

การแสดงที่ไม่ได้มีการตระเตรียมล่วงหน้าไว้ในศาลาแห่งนี้ดำเนินไปเกือบค่อนชั่วโมง และอาจเรียกได้ว่ามีฟ้าฝนเป็นใจให้เกิดขึ้น จากการแสดงของแต่ละประเทศที่แยกกันเป็นชุดๆ โชว์กันเป็นช่วงๆ อย่างที่มีการจัดตารางงานไว้ตามลำดับขั้นตอน ทุกอย่างกลับผสมผสานหลอมรวมเป็นหนึ่ง
เมื่อฝนหยุดตก การแสดงจึงย้ายออกมายังเวทีด้านนอก และเนื่องจากที่ผู้คนกำลังสนใจและยังอารมณ์ค้างกับความสนุกความมันส์ที่นักดนตรีแต่ละประเทศมอบให้ ทางผู้จัดงานเลยนำนักดนตรีทุกชาติขึ้นมาพร้อมกันบนเวที และผลัดกันแสดงโชว์ของตน โดยมีเพื่อนๆนักแสดงจากประเทศอื่นยืนร่วมบนเวที คอยเชียร์ ร้อง และปรบมือไปกับจังหวะที่เพื่อนต่างเชื้อชาติสร้างขึ้น

เริ่มจากวงดนตรีพื้นบ้านจากลาว ที่นำเครื่องดนตรีทั้งกลองตุ้ม กลองหาง ผางฮาด สะไน แคน และฉาบใหญ่มาผสมผสานกันสร้างความครื้นเครงให้คนดูได้โยกตัวไปตามเสียงเพลงที่พวกเขาสร้าง

ตามมาด้วยชุดการแสดงจากไทเกอร์แม่กลอง กลุ่มคนหนุ่มที่สนใจในศิลปะการเคาะทั่วโลก ได้มาผสมผสานการบรรเลงกลอง 7 ประเภท ประกอบการเคลื่อนไหวร่างกายอย่างมีพลังและงดงาม ต่อหน้าคนดูให้เราได้ตื่นตาตื่นใจไปกับภาพตรงหน้า

จากนั้นเป็นการแสดงที่พัฒนาจากบทเพลงพื้นบ้านของจีน เพลง “หนูแต่งงาน” ที่ถึงแม้กลองที่นำมาใช้จะมีขนาดใหญ่ แต่เมื่อถึงเวลาต้องตีให้คนเห็นภาพความเล็กน่ารักของหนู พวกเขากลับทำจังหวะให้เกิดภาพเล็ก-ใหญ่ได้ตามใจต้องการ ถือได้ว่าเป็นการแสดงที่ต้องอาศัยฝีมือไม่ธรรมดาทีเดียว

ตามมาด้วยการแสดงจากวงไซน์ไวนย์ (Hsaing Waing) เมียนมาร์ ที่เซอร์ไพร์สทั้งนักแสดงและผู้ชมได้ในเวลาเดียวกัน เพราะเมื่อพวกเขาบรรเลงเพลงของชาติตนเองจบ พวกเขาก็ต่อด้วยเพลงขึ้นชื่อของแต่ละชาติ ทำให้เรียกเสียงร้องและเสียงปรบมือจากนักแสดงบนเวทีจากแต่ละชาติได้ล้นหลาม เป็นการสร้างความสนุก และเรียกรอยยิ้มจากทุกคนได้ไม่เว้นจริงๆ

ต่อด้วยความครื้นเครงจากวงดนตรีพินเพียต ของกัมพูชา ที่นำเครื่องดนตรีต่างๆ ทั้งสลาไล (ปี่) โรเนียชแอยค (ระนาดเอก) โรเนียชทาง (ระนาดทุ้ม) ฆองวงธม (ฆ้องวงใหญ่) สัมโพน (ตะโพน) สกอร์ธม (กลองทัด) และฉิ่ง มาร้อยเรียงบรรเลงโดยกลุ่มศิลปินชั้นครู จากราชวิทยาลัยภูมี

ปิดท้ายที่กลุ่มนักดนตรีหญิงล้วน จากเวียดนาม ที่นำความน่าตื่นเต้นไม่น้อยมาให้คนดูได้สัมผัส เพราะเครื่องดนตรีที่พวกเธอนำมาใช้นั้นเป็นเครื่องเคาะทั้งสิ้น แต่กลับสร้างให้การแสดงมีความน่าสนใจ และดึงผู้ชมให้ชมการแสดงจนจบ พร้อมกับเสียงปรบมือเกรียวกราวไม่แพ้โชว์แรกเลย

ถือเป็นหนึ่งในภาพอันงดงาม ที่ได้เห็นคนต่างชาติ ต่างภาษา ได้สื่อสารกันโดยมี ดนตรี เป็นจุดเชื่อมโยง และถือเป็นการจัดงานการแสดงนานาชาติที่บรรลุจุดประสงค์ในการเชื่อมสัมพันธ์ผู้คนแต่ละชาติได้อย่างลงตัวและสวยงาม ชนิดที่นักแสดงก็มีความสุข คนดูก็รื่นเริง ผู้จัดงานก็ปลื้มใจที่ปัญหาที่เกิดขึ้นกลายมาเป็นภาพความประทับใจไม่รู้ลืม

ดานิกา