‘มะเดี่ยว’ ร่ายความในใจ เป็นโปสการ์ดถึงน้อง จากเหตุ ‘มีคนบอกว่าอายุ 35 จะเกลียดงานมากที่สุด’!!

26.08.17 | 08:00 น.

ในเฟซบุ๊ก Chookiat Sakveerakul ของผู้กำกับคนดัง มะเดี่ยว ชูเกียรติ ศักดิ์วีระกุล นั้น เจ้าตัวได้แชร์ความคิดนั่น โน่น นี่ ไว้หลายเรื่อง

หนึ่งในนั้นคือ เรื่องที่ขึ้นต้นว่า

‘Postcards ถึงน้อง

น้องรัก…’

โดยเนื้อหานั้น มีว่า

Advertisement

‘มีคนบอกว่าอายุ 35 นี่เปนช่วงที่จะเกลียดงานมากที่สุดแต่พี่ว่าไม่ใช่นะ ถ้าคนมันไม่ชอบงานจะอายุแค่ไหนมันก็เกลียดงานแต่มันต้องทำเพราะความยากจนมันน่ากลัวและใครๆก็อยากสุขสบายโดยไม่ต้องทำงานกันทั้งนั้น ยิ่งเดี๋ยวนี้ดูโซเชี่ยลกันเปนสรณะยิ่งดูก็ยิ่งซึมเศร้าเพราะเห็นคนอื่นๆชีวิตดีแล้วมองย้อนดูตัวเอง ทำไมเราไม่ดีอย่างเขา ไม่ได้เที่ยวเหมือนเขา เงินเดือนไม่เยอะเท่าเขา ซึ่งบางทีถ้าเราตอบตัวเองได้ว่าก็บ้านเราไม่ได้มีพื้นฐานรวยเหมือนเขา เราไม่ได้มีอาชีพเปนทันตะแพทย์เหมือนเขา หรืออีฟรีแลนซ์คนนั้นเที่ยวบ่อยจังแต่มันควไม่ได้บ่นตอนค่าจ๊อบไม่ออกหรือโดนเท หรือเอาสลิปบัตรเครดิตมาโชว์หรอกมั้ง?

เราค้นหาอะไรของเราเจอหรือยัง??

เราจะทำยังไงถึงมีความสุขหรือรวย? หูยตอบยาก เรารู้จักตัวเองดีพอหรือยังว่าเรามีความสุขกับอะไรและใจเราพอที่ตรงไหนไม่ให้ชีวิตแม่วตะเกียกตะกายจนเหนื่อยเพื่อแค่จะมีอะไรไปอวดคนในโซเชี่ยล?

แต่ชีวิตต้องเจอกับความทุกข์ยากและการอดทนมาก่อนที่จะมีความสุขแล้วรวยอยู่แล้วนี่เปนสัจธรรม ถ้าคุณผ่านความทุกข์คุณจะเจอความสุขแต่ถ้าคุณหาความสุขไม่เจอก็ขอให้มีความหวัง หรือสวดมนต์ให้ชีวิตที่โชคร้ายของคุณเองว่าต้องมีสักวัน

ส่วนความรวยนั้น???

ช่วงนี้มีน้องลาออกไปทำงานอย่างอื่น ปัจจัยส่วนหนึ่งคือเรื่องชีวิตที่ดีกว่า และ เงิน อันนี้ยินดีถ้าเลือกได้ถูกต้องและชีวิตดีขึ้นจะยินดีด้วยมาก แต่ส่วนใหญ่ที่รู้มาก็คือต้องพบกับความผันผวน น้องบางคนที่รู้จักมีโอกาศทำงานที่จะสร้างอนาคตดีๆหลายชิ้นแต่กลับทำพังเองด้วยตัวเอง หรือบางคนกระโจนใส่งานที่คิดว่าเปนโอกาสทองแต่งานออกมาย้ำแย่ย่อยยับโลกประนามจนโดนขุดหลุมฝังตั้งแต่ยังไม่ได้แจ้งเกิดเต็มตัว

ทุกคนจบมหาลัยมีปริญญาแต่ทุกคนมี mindset ว่าชีวิตมันสำเร็จรูปแบบเรียนจบ + มีปริญญา + มีเกียรตินิยม + มีผลงานตอนเปน นศ = งานต้องวิ่งหา = โอกาสจะมา = ประสบความสำเร็จ แต่จริงๆมันไม่ใช่ยังงั้น100%ตัวแปรหนึ่งที่อาจจะลืมไปคือ พวกน้องต้อง #พิสูจน์ตัวเอง ให้ได้ด้วย ว่าเราเจ๋งอย่างที่เราคิดหรือคนคาดหวังป่าว แล้วไอ้การพิสูจน์ตัวเองนี่มันให้คำตอบเองไม่ได้ไง งานอย่างเรามันจบที่ประชาชน และพวกเขาจะให้คะแนนเราซึ่งเขาไม่รู้จักเราเปนการส่วนตัว ไม่เคยเห็นปัญหาของการทำงาน ไม่เคยรู้ปัญหาชีวิตหรือแคร์ว่าเราจะอ่อนไหวต่อคำวิจารณ์ขนาดไหน หลายครั้งที่มันโหดร้ายและรับได้ป่าว?

งานชิ้นหนึ่งมีพ่อแม่พี่น้องและแฟนกับเพื่อนๆเราชอบก็เก็บไว้ดูกับคนพวกนั้น งานที่มีผองเพื่อนคนในโซเชี่ยลกดไลค์กดแชร์มากอาจจะน่าภูมิใจ งานบางชิ้นคนดูคนเห็นเปนล้านและมีปฏิสัมพันธ์กับมัน เงินค่าจ้างทำมันก็แปรผันไปตามสเกลที่พูดไปนั่นแหละ

ถ้าพิสูจน์ตัวเองว่างานเข้าถึงคนจำนวนมากได้ขนาดไหน รายได้ก็มาตามนั้น ดังนั้น… เห็นทางเลือกแล้วหรือยัง ว่าควรจะก้าวไปข้างหน้า หรือเต๊ะท่าอยู่กับที่

สวัสดี’

งานนี้ก็มีคนวัย ‘พี่’ หลายรายเข้าไปแสดงความเห็นด้วย

 

 

ขอบคุณ Chookiat Sakveerakul