ทุกครั้งที่เรานึกถึง 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ภาพแรกๆ ที่วาบขึ้นมาในห้วงความคิดคือ ดินแดนที่มีเมฆหมอกของความขัดแย้งปกคลุม
แต่นั่นคือมุมคนของ “คนนอก” ที่รับรู้ทุกเรื่องราวจากข่าวสารเท่านั้น ยังมีเรื่องเล่าอีกมากมายที่ยังคงล่องลอยอยู่ในสายลมและฝังไว้บนผืนดินเรื่องเล่าที่ไม่ได้มีเมฆหมอกเท่านั้นโดยเฉพาะเรื่องเล่าในมุมของ “คนใน”
กลางฝูงแพะหลังหัก โดย อุมนีสาลาม อุมาร (สนพ.มติชน) ที่เพิ่งเข้ารอบลองลิสต์รางวัลซีไรต์ปีนี้มาหมาดๆ คือเรื่องหนึ่งที่เราอยากชวนให้ลองอ่าน ให้เห็นอีกมุมของเรื่องเล่าใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งเป็นเรื่องเล่าของคนในที่เล่าภายใต้ผืนผ้าฮิญาบอันงดงาม เหมือนที่ บินหลา สันกาลาคีรี ได้กล่าวถึงรวมเรื่องสั้นเล่มนี้ไว้ว่า “เรื่องสั้นของอุมมีสาลาม เป็นเรื่องเชิงสัจนิยมฉายชัด ทว่าบอกเล่าด้วยน้ำเสียงมุสลิมผู้หญิงและจากพื้นที่ ประหนึ่งสบตากับดวงตาหลังผืนผ้าฮิญาบ” แต่ก่อนอ่าน ลองไปคุยกับเธอดูด้วยกันก่อน
“ตอนเด็กๆ ไม่ได้มีเงินซื้อหนังสือ ที่บ้านก็ไม่ได้มีหนังสือ ก็อาศัยห้องสมุดของโรงเรียนประถม มีหนังสือดีๆเยอะเหมือนกันก็ยืมจากห้องสมุดมาอ่าน” อุมมีสาลามเล่าด้วยรอยยิ้ม และการอ่านเสียงแห่งขุนเขาของ ยาสึนาริ คาวาบาตะ เรื่องสั้นของ จอห์น สไตน์แบ็ค เรื่องสั้นของ มนัส จรรยงค์ งานเขียนของ รพินทรนาถ ฐากูร หยก บูรพา และใครต่อใคร รวมถึงวรรณกรรมเยาวชนอย่าง “ต้นส้มแสนรัก”, “แผ่นหลังพ่อ”, “ไฮดี้โต๊ะโตะจัง” และอีกหลายๆ เรื่องในช่วงวัยประถมนั่นเองคือจุดเริ่มต้นที่หล่อหลอมและกระตุ้นให้เกิดการเขียน
ก่อนที่รวมเรื่องสั้นเล่มนี้ซึ่งเป็นผลงานเล่มแรกในชีวิตจะตีพิมพ์จะออกมา อุมมีสาลามเคยได้รับรางวัล Young Thai Artist Award มาก่อนในปี 2555 และเป็นนักเขียนรุ่นใหม่คนหนึ่งที่น่าจับตามอง เธอบอกว่าสิ่งที่เธอเขียนคือเรื่องเล่าของชีวิต ชีวิตทุกคนล้วนถูกกล่อมเกลาด้วยเรื่องเล่า เธอเองก็ไม่ต่างกัน
“ในสังคมที่เราใช้ชีวิตอยู่เต็มไปด้วยเรื่องเล่า เรื่องเล่าในที่นี้ไม่ได้หมายถึงนิทาน หรือตำนาน หรืออะไรก็ตามที่มันแต่งขึ้น แต่เรื่องเล่าก็คือเรื่องราวที่ดำเนิน วนเวียน อยู่ในสังคมของเรา บางครั้งสิ่งของ คำพูด คน มีความหมายและมีเรื่องเล่าซ่อนอยู่ข้างหลัง การพูดแบบที่เขาพูด เป็นแบบที่เขาเป็น ทำในสิ่งที่เขาทำมีเรื่องเล่าอยู่เบื้องหลัง เมื่อได้รับรู้ ได้ฟัง บางครั้งก็ทำให้เรารู้สึกกับมัน ทำให้เราคิดว่าเรื่องเล่าต่างๆ เหล่านี้เข้ามามีบทบาทกับชีวิตเรามากกว่าที่มันเป็น” อุมมีสาลามอธิบาย ดังนั้น เรื่องเล่าของเธอก็ถูกกล่อมเกลามาจากชีวิตของเธอเช่นกัน
“เราไปสัมพันธ์กับคนอื่นๆ ก็ทำให้เกิดเรื่องเล่าขึ้นมา เกิดความรู้สึกภายในจิตใจ และเรื่องราวเศร้าๆ ที่หดหู่ มักจะมีอิทธิพลกับคนเรามากกว่าเรื่องเล่าที่มีน้ำเสียงอื่นๆ ความโศกเศร้า ความหดหู่เหล่านี้ ถ้าไม่หาวิธีใดวิธีหนึ่งในการที่จะจัดวางมัน ส่วนตัวเราก็จะฝันร้ายตลอดเวลา เช่น ตอนเห็นสถานที่วิ่งเล่นสมัยเด็กๆ มีกำแพงสูงมากั้น มันสะเทือนใจนะ เรารับรู้ว่าตอนเด็กๆ เคยสนุกอย่างไร แต่สถานการณ์ในพื้นที่มาก่อกำแพงซะสูงเลย ทับความสนุกของเราไว้ กลายเป็นสถานที่แปลกหน้าสำหรับคนในหมู่บ้าน สำหรับเราไปเสียอย่างนั้น นั่นคือความบาดเจ็บอย่างหนึ่งที่คนในหมู่บ้านอาจจะรู้สึกทั้งเห็นด้วยไม่เห็นด้วยขัดแย้งกัน เหมือนที่เรารู้สึกและติดอยู่ในความคิดตลอดเวลาเลย ในฝันไปที่นั่นทีไรก็ข้ามกำแพงไม่เคยได้ หาประตูไม่เคยเจอ และกำแพงนั่นเองที่ทำให้เกิดเรื่องเล่าขึ้นมา
ตอนเขียนคำนำหนังสือเล่มนี้ นึกถึงครูคนหนึ่งในโรงเรียนที่เคยไปทำงานด้วย แล้วครูก็บอกเด็กๆ ว่า “พวกเธอรู้ไหม ไอ้คนบ้าคนนั้นที่เธอเห็นนั่นน่ะ เขาอาจจะไม่ได้บ้า แต่เขาอาจจะเป็นสายสืบของตำรวจ หรือผู้ร้ายก็ได้” ประโยคนี้คือการเล่าออกไปของครู พูดออกไปกับเด็กๆ ประกอบกับน้ำเสียงของเขาที่เต็มไปด้วยความสงสัย ตั้งคำถาม เราเชื่อว่าเรื่องเล่านี้คงไม่จบที่นี่ ไม่สิ้นสุดเพียงแค่นี้ มันคงจะถูกเล่าต่อไปเรื่อยๆ ตามแต่ความทรงจำของผู้คน ตามแต่ความคิดเด็กเรื่องเล่าทุกเรื่องไม่ได้มีจุดจบหรอก จะงอกขึ้นใหม่หรือถูกเติมขึ้นทันทีเมื่อถึงบรรทัดสุดท้าย”
เรื่องสั้นส่วนใหญ่ถูกเล่าด้วยน้ำเสียงและมุมมองของผู้หญิงมุสลิม อุมมีสาลามบอกว่าเป็นเพราะเรื่องเหมาะที่จะเล่าด้วยน้ำเสียงของผู้หญิง มีบ้างที่เธอใช้น้ำเสียงของผู้ชายซึ่งต้องปรับมุมมองตอนที่เขียน แต่ทั้งหมดนั้นคือการเล่าในสิ่งที่มองเห็น และไม่เคยคิดว่าเล่าด้วยความเป็นผู้หญิง
“เราเล่าในฐานะที่เรามองเห็น ไม่ได้มองว่าตัวเองเป็นผู้หญิงด้วย แต่เป็นคนคนหนึ่งที่มีความหลากหลายในอารมณ์ ความสุข ความเศร้า ความเจ็บปวด และความปรารถนาที่เป็นของเราเอง เหมือนที่ผู้หญิงคนอื่นๆ มี เหมือนที่คนทั่วไปมี เพียงแต่บางคนเขาอาจจะไม่ได้มีโอกาสบอกเล่า แต่เรามีโอกาส” เธออธิบาย
ท่ามกลางความเศร้าหมองที่ปกคลุมพื้นที่ อุมมีสาลามมองว่าเรื่องเล่าของเธอนั้นอาจจะเป็นส่วนเล็กๆ ส่วนหนึ่งที่เก็บรายละเอียดเล็กๆ ในพื้นที่มาเล่า ซึ่งไม่ได้เน้นเรื่องความรุนแรง แต่เล่าให้เห็นถึงสิ่งอื่นๆ ในพื้นที่ด้วย
“จริงๆ เรื่องเล่าในข่าวมีแต่ภาพเหตุการณ์ความรุนแรง ภาพของสถานการณ์ว่าเกิดขึ้นที่ไหน เวลาไหน จากไปกี่คน ซึ่งเป็นภาพที่กว้างมากเลย เหมือนที่เราเห็นข่าวต่างประเทศนั่นแหละ และรู้สึกว่าภาพข่าวเหล่านี้ก็เข้าไปทาบอยู่ในความคิดของคนในพื้นที่ด้วย อย่างคนนราธิวาสไม่กล้าไปยะลา เพราะกลัวข่าวที่ออกมามันรุนแรง คนยะลาไม่กล้ามาปัตตานี เพราะระเบิด คนปัตตานีไม่กล้าไปนราธิวาส เพราะกลัวสถานการณ์รุนแรง คนนอกพื้นที่ยิ่งแล้วใหญ่เลย ซึ่งบางทีเราก็ว่าข่าวไม่แฟร์เลย แต่ข่าวก็คือข่าว นักข่าวทำหน้าที่ของเขา
เรื่องสั้นของเราอาจจะเป็นส่วนเล็กๆ ส่วนหนึ่งที่เก็บรายละเอียดเล็กๆ ในพื้นที่มาเล่า ซึ่งไม่ได้เน้นเรื่องรุนแรง แต่เล่าให้เห็นอย่างอื่นในพื้นที่ด้วย อย่างเช่น เรื่องไก่หลุดคอก หลายคนในพื้นที่ไม่เคยรู้ว่ามีผับแบบนี้อยู่ เพราะเดี๋ยวนี้มันปิดไปเยอะแล้ว เมื่อก่อนมีมากเราเคยช่วยเก็บข้อมูลทำวิจัยเลยทำให้เราได้มีโอกาสเห็นข้างใน และนึกถึงผู้หญิงคนหนึ่งที่ชอบไปเที่ยวแบบนี้ถูกเรียกด้วยคำว่า “หญิงม่าย” ในภาษามลายูมันไม่ได้มีความหมายตรงตัวอย่างนี้หรอก มันคือคำด่าที่รุนแรง ส่วนที่เป็นรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ตรงนี้บางทีจะถูกฉาบด้วยภาพข่าวหรือไม่ก็วัฒนธรรมที่สวยงามไปเลย แต่ที่นี่ก็เหมือนที่อื่นนั่นแหละ มีเรื่องราวมากมายมีรายละเอียดเล็กๆ เต็มไปหมด ซึ่งไม่ได้ซุกซ่อนหรอกแค่คนไม่มอง”
เป็นอีกเรื่องเล่าของคนใน หลังผืนผ้าฮิญาบที่สะบัดพลิ้วตามแรงลมแห่งเรื่องราว
ดอกฝน

