บัดนี้ เมื่อเวลาล่วงไปถึง 4 ปี และหนังสือวางแผงติดต่อกันมาถึงเล่มที่ 7 ขณะที่เล่มแรกยังพิมพ์ซ้ำอย่างน้อยก็เป็นครั้งที่ 4 แล้ว ‘ยอดกุนซือทะลุมิติ’ ของ ‘มู่อี้’ ที่โด่งดังระเบิดเถิดเทิงจากเว๊บจีน จนต้องทำเป็นหนังชุดแต่หาคนติดตามชมไม่ได้มากเท่าหนังสือ ก็สมควรนำมากล่าวขวัญอีกครั้ง ถึงความสามารถของผู้เขียนที่ผูกปมวางเรื่องให้ผู้อ่านต้องบ่นรอเล่มต่อไปได้ทุกคราวที่เล่มในมือจบลง
เรื่องของหมอนิติเวชในทีมตำรวจไขคดีอาชญากรรมปัจจุบัน ที่ตีลังกาพร้อมกระเป๋าเครื่องมือแพทย์ พลัดย้อนอดีตไปสมัยราชวงศ์หมิง อยู่ในร่างเด็กหนุ่มเสเพลไม่เอาถ่าน ซึ่งกำลังจะแต่งงานกับลูกสาวขุนนางฝ่ายบุ๋นเจ้ากรมโยธา แต่ฝ่ายหญิงไม่ยินยอมพร้อมใจเพราะดูแล้วฝากฝังอนาคตไม่ได้ เป็นเบี้ยล่างให้ข่มเหง กลั่นแกล้ง ดูถูก จนเมื่อจับพลัดจับผลูได้รับแนะนำให้เป็นเจ้าหน้าที่อำเภอต้อยต่ำ ฝ่ายสอบสวนคดีและลงทัณฑ์ จึงได้ใช้ความสามารถที่ติดตัวไปไขกรณีฆาตกรรมต่างๆ กระทั่งผู้คนพายกย่องให้เป็นเซียน
นอกจากรายละเอียดข้อเท็จจริงบางเรื่อง เช่นสมัยนั้นยังไม่อนุญาตให้มีการผ่าศพเป็นอาทิ ซึ่งผู้เขียนขอโมเมให้ผู้อ่านผ่านบางเรื่องเหล่านั้นไป การผสมผสานเนื้อหาของนิยายเรื่องนี้ทำได้จูงใจทีเดียว
เห็นได้ว่า เมื่อเครื่องมือสื่อสารสาธารณะก้าวหน้าขึ้น ผู้มีความสามารถด้านต่างๆจำนวนมาก ใช้คอมพิวเตอร์แสดงความสามารถนานานั้นออกมา โดยเฉพาะงานเขียนที่ไม่ต้องหอบต้นฉบับเร่ขายสำนักพิมพ์เช่นแต่ก่อน นิยายจำนวนไม่น้อยเลื่องลือขึ้นจากอินเตอร์เนท ก่อนถูกนำมาตีพิมพ์ หรือถูกนำไปสร้างเป็นหนังชุดให้ชื่อกว้างขวางออกไป
มู่อี้สามารถมาก ที่จะผสมเรื่องรักหรือผูกปัญหาหนุ่มสาว ผสานเข้ากับการสร้างคดีลึกลับ ดำเนินร่วมกันไปอย่างกลมกลืน จากคนเสเพลเจ้าชู้ไก่แจ้ทำอะไรไม่เป็น กลายเป็นผู้คลี่คลายคดีฆาตกรรมอันซับซอนคดีแล้วคดีเล่า ค่อยๆสร้างความน่าเชื่อถือกับภรรยาตามนิตินัย(และสาวใช้ประจำตัว) เหมือนเป็นคนละคนกับที่ผ่านมา
บทสนทนาของผู้เขียนแสดงความละเอียดอ่อนของจิตใจตัวละคร (เท่ากับแสดงความละเอียดอ่อนของตัวผู้เขียนเอง) ทำให้แต่ละเหตุการณ์เปี่ยมอารมณ์ความรู้สึกจริงจัง นอกจากที่ตัวเอกไม่ได้ตกใจหรือสนใจที่จะหาทางกลับบ้านแล้ว ชวนให้แปลกใจว่า หากเรื่องนี้เป็นเรื่องแรกของผู้เขียน ความรู้ความละเอียดลออก็ทำได้ราวกับทำงานมายี่สิบสามสิบเรื่องทีเดียว
โดยเฉพาะการสร้างรูปคดีต่างๆที่เกิดขึ้นและผ่านไปพร้อมๆกับชีวิตครอบครัวค่อยๆเป็นหลักเป็นฐาน ผูกจากตัวละครที่ผ่านเข้ามาและเกี่ยวเนื่องกันไปตลอด มิได้สร้างขึ้นมาแล้วทิ้งไปง่ายๆ
การสอดแทรกสำนวนจีนเปรียบเทียบในแต่ละเหตุการณ์ ก็เหมือนพริกเสฉวนรสชาติพิเศษที่ทำให้เรื่องจีนมีเสน่ห์ต่างไปจากวัฒนธรรมอื่น
คดีผีประหลาดที่ใช้เวลาและหน้ากระดาษเกือบทั้งเล่ม 4 ยังแสดงปัญหาชีวิตครอบครัวอย่างไม่เลือกยุคสมัย นำพาผู้อ่านให้ติดตามไปพร้อมกับการคาดเดานานา กว่าจะจบลงได้อย่างสะเทือนใจ
การประจันหน้ากับอำนาจมืดจากขันทีใหญ่จอมอิทธิพลในราชสำนัก จนพ่อตาต้องถูกลงทัณฑ์ ก็เป็นความเร้าใจที่ผู้อ่านจะตื่นเต้นกับการใช้หนามบ่งหนาม ถึงขนาดต้องนำความรู้สมัยใหม่ในการผลิตยาไปยันอำนาจมืดนั้นไว้ กระทั่งขันทีโหดต้องส่งหลานสาวคุณหนูจอมเฮี้ยวผู้ชาญวรยุทธมาเป็นภรรยา ประสาจะฆ่าก็ฆ่าไม่ได้ แต่จะปล่อยไปก็ไม่ได้อีกเหมือนกัน
เล่ม 6 เป็นเล่มที่เห็นความสามารถของผู้เขียนได้ชัดเจนเล่มหนึ่ง ระหว่างชีวิตครอบครัวที่เคยสุขสงบต้องปั่นป่วนเพราะฮูหยินคนใหม่ วางอำนาจไม่เกรงใจใคร ลูกคนแรกก็กำลังจะคลอด เรื่องดำเนินไปพร้อมกับขุนนางใหญ่ในวงราชการมีเหตุให้เข้ามาเกี่ยวข้อง ขณะที่ต้องแก้ไขปัญหาชีวิต การรับมือกับทั้งคดีที่เกิดขึ้นและการเมืองในราชสำนักที่ขยายเงาเข้ามา แสดงความประณีตของฝีมือผู้เขียนให้ประจักษ์
จารีตที่เป็นฉากหลังตัวละครในอดีต ครอบงำผู้คนขนาดไหน สาวรุ่นที่ต้องฆ่าตัวตายหนีอายแค่เห็นอวัยวะชายที่ยืนปัสสาวะอยู่ข้างทาง เงื่อนงำการตายของหญิงสาวที่พ่อไม่สนใจสะสาง เพียงต้องการเงินที่คิดว่าต้องได้จากการที่เธอเสียชีวิต เพื่อไปบำรุงลูกชาย
ฉากสนทนาระหว่างเหล่าขุนนาง ไม่ว่าแค่การพบปะแนะนำตัว หรือพูดคุยกันในมื้ออาหาร คำพูดแต่ละประโยคของตัวละครล้วนมีนัยความหมายที่ไม่ปกติธรรมดาเช่นคนสามัญพูดกัน
ยิ่งผู้เขียนจะออกตัวแต่แรก ว่าไม่ได้มีความรู้เกี่ยวกับยุคสมัยที่ใช้เป็นฉากหลังนักก็ตาม แต่ฉากกินข้าวระหว่างขุนนางติดต่อกันสองสามมื้อ ก็ดึงดูดผู้อ่านได้ไม่ต่างฉากบู๊ตีรันฟันแทงทีเดียวเชียว บอกถึงรูปแบบความสัมพันธ์ระหว่างชนชั้นและผู้คน ซึ่งนักเขียนจีนล้วนเข้าใจร่วมกันเป็นอย่างดี ไม่ว่าใครจะเขียนเรื่องเหล่านี้ก็เป็นไปในทางเดียวกัน
ความเหน็ดเหนื่อยหัวใจจากการเมืองราชสำนัก อาจทำให้ยอดกุนซือคิดออกจากราชการ แต่คดีฆาตกรรมที่ยากจะคลี่คลายก็ยังเป็นตัวผูกให้ไปไหนไม่ได้ไกล นิยายจีนที่มิใช่กำลังภายในแต่มีตัวละครที่ใช้กำลังภายในเช่น “ตงฉ่าง” หรือหน่วยตำรวจลับสมัยนั้น กับองครักษ์เสื้อแพร เป็นกระสายมิให้กุนซือต้องทำงานเหนื่อยเกินไป
จนเมื่อฮ่องเต้เสด็จฯมาถึงบ้าน เรื่องจึงยิ่งเข้มข้นขึ้นอีก ที่ผู้เขียนถ่อมตัวว่ารู้น้อยนั้น การนำตัวละครที่อยู่ในประวัติศาสตร์มาปรากฏชีวิตเลือดเนื้อในนิยาย ทั้งฮ่องเต้และกังฉินโหดเป็นอาทิ แสดงถึงการค้นคว้ามาอย่างพิถีพิถัน การแสดงออกของตัวละครจึงดึงดูดผู้อ่านได้เป็นจริงเป็นจัง นอกเหนือรสชาติของการขมวดเรื่องให้บุตรที่เพิ่งเกิดถูกขโมย เพื่อบังคับให้สังหารฮ่องเต้
ยังมีการสอดแทรกสุภาษิต สำนวน หรือคำเปรียบเปรยนานาที่ใช้กันอยู่ยาวนานนับร้อยปีจนเป็นที่รู้จัก ตามจังหวะของเนื้อหา แสดงรสนิยมในงานของนักเขียนจีนเสมอ
ส่วนการมีฮูหยินถึง 5 นาง แต่ละรายก็เกิดขึ้นให้ผู้อ่านยอมรับได้มากกว่าหงุดหงิดกับ “หลงอิง” ใน ‘เหยี่ยวมารสะท้านสิบทิศ’ ของ หวงอี้ ที่ฝากรักเรี่ยราด ไปทางไหนก็มีธิดายุทธจักรให้สัประยุทธได้ตลอด (แหะ – แหะ – อาจจะอิจฉาก็ได้ แต่เรี่ยราดเกินไปเป็น “เจมส์ บอนด์” จริงๆ)
ไผ่เขียว แปลสามเล่มแรก กระดิ่งหยก แปลสี่เล่มหลัง แม้จะใช้ศัพท์ใหม่ๆวันนี้เข้าไปบ้าง ก็ไม่ทำให้แปลกปลอมจนอ่านสะดุดแต่อย่างใด
หนังสือวางแผงถึงเล่ม 7 แล้ว มากพอให้นักอ่านที่ชอบอ่านรวดเดียวได้พบกับนิยายที่สนุกสนานเพลิดเพลินใจแท้ๆเรื่องหนึ่ง.
พยาธิ เยิรสมุด

