คนที่เคยอ่านหนังสือ หรือดู “รากนครา” เวอร์ชั่นก่อนๆ หลายคนคงมีความรู้สึกเหมือนกันว่า “ขัดใจ” ในตอนจบอันแสนเศร้าของเรื่อง ซึ่้งก็คงไม่ต่างจากคนดูในเวอร์ชั่นของ อ๊อฟ-พงษ์พัฒน์ วชิรบรรจง ผู้ทำในเวอร์ชั่นนี้
ซึ่งเรื่องของ “ตอนจบ” นั้น ผู้เขียนคือ นันทพร ศานติเกษม เจ้าของนามปากกา ปิยะพร ศักดิ์เกษม บอกด้วยอาการหัวเราะๆ ว่าเป็นปัญหามาตั้งแต่ตอนที่เรื่องนี้ถูกตีพิมพ์ในนิตยสารสกุลไทยเมื่อปี 2539-2540 แล้ว เพราะเธอได้รับทั้งจดหมายจากผู้อ่าน และคำขอของบรรณาธิการ ขณะที่เรื่องเริ่มงวดและเห็นแววของโครงที่เธอวางไว้ให้ชีวิตของ “แม้นเมือง” ว่าให้เปลี่ยนตอนจบเสียใหม่ หากก็ไม่เป็นผล
ทั้งนี้ ปิยะพรให้รายละเอียดระหว่างไปร่วมกิจกรรม เสวนาพิพิธทัศนะ “กว่าจะมาเป็นรากนครา” ที่ ชมรมพิพิธสยาม จัดขึ้นเมื่อวันก่อนว่าที่ยืนยันอย่างนั้น เพราะอยากจะทำตามทุกสิ่งที่ได้วางเค้าโครงเรื่องมาอย่างดี

เรื่องที่เริ่มต้นจากการพูดถึงเจ้านางสองคนซึ่งถูกส่งไปทำหน้าที่ต่างเมืองเหมือนๆ กัน หากพวกเธอก็ประสบชะตากรรมที่แตกต่าง โดยปิยะพรเผยรายละเอียดว่า เธอได้แรงบันดาลใจในเรื่องดังกล่าว จากกรณีที่ พระสุพรรณกัลยา ถูกส่งตัวไปกรุงหงสาวดี จนนึกย้อนไปว่าจริงๆ แล้วในอดีต น่าจะยังมีกลุ่มผู้หญิงที่เสียสละตัวเองเพื่อค้ำจุนบ้านเมืองไว้เช่นกัน
นั่นเองที่ทำให้ “รากนครา” มีผู้หญิงเป็นตัวละครหลักของเรื่อง
ขณะเดียวกันเพื่อให้ผู้อ่านเข้าใจในสารที่ต้องการสื่อให้เห็นชีวิตที่ต้องรับมือกับความเปลี่ยนแปลง เธอจึงเลือกให้เรื่องเกิดขึ้นในช่วงต้นรัชกาลที่ 5 ราวปี พ.ศ.2427 ห้วงเวลาที่ไทยเซ็นสนธิสัญญาเชียงใหม่ ที่ทำไว้กับอังกฤษได้ราวหนึ่งปี ห้วงที่อังกฤษเริ่มเข้ามามีบทบาทในประเทศไทย เริ่มมีการเปลี่ยนแปลงการปกครองในท้องถิ่น ที่สามารถนำมาสวมให้สอดคล้องกับโครงเรื่องของการส่งตัวเจ้านางได้พอดี
![]()
และแม้จะเป็นนิยาย แต่ความที่เรื่องคล้ายๆ จะอิงกับประวัติศาสตร์ ปิยะพรจึงว่าพอหนังสือเล่มนี้ถูกเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลซีไรต์ในปี 2543 เสียงวิพากษ์วิจารณ์ก็เกิดขึ้นทันที โดยนักวิชาการหลายคนมองว่า เธอกำลังจะเปลี่ยนประวัติศาสตร์ ทั้งในประเด็นที่เรื่องเล่าว่าอังกฤษต้องการยึดครองดินแดนล้านนา ซึ่งเอาเข้าจริงก็ยังไม่มีหลักฐานชัดเจน

เรื่องการระบุให้ “เจ้าศุขวงศ์” ถูกส่งตัวไปเรียนที่สิงคโปร์ ทั้งๆ ที่ไม่ปรากฏหลักฐานชัดเจนว่าในยุคนั้นมีการส่งเจ้าเมืองใดไปเรียนที่นั่นจริงหรือไม่ ซึ่งเรื่องนี้ปิยะพรบอกว่า ที่ระบุเช่นนั้นเพราะต้องการสื่อให้เห็นว่าตัวละครนี้มีความคิดที่เปลี่ยนไปตามยุคสมัย จึงจำเป็นต้องสร้างสภาพแวดล้อมให้ ซึ่งเมื่อพิจารณาจากสถานที่ตั้งของเมืองในเรื่องแล้ว “สิงคโปร์” น่าจะเหมาะที่สุด
“มันคือมิติของเรื่องแต่ง” เธอบอก
นอกจากเสียงชื่นชมในตัวละครที่กำลังออกอากาศทางช่อง 3 ณ ขณะนี้ อีกเสียงที่มาแบบคู่ขนานคือ ความไม่เข้าใจว่า ตัวละคร “ละอองคำ” จะถูกเพิ่มมาทำไม
“งานเขียนก็เป็นแบบหนึ่ง พอเป็นละครก็เป็นอีกชิ้นหนึ่ง” ปิยะพรบอก
ดังนั้น จึงไม่แปลกใจที่ต้องมีการปรับเพิ่ม หรือลด แต่ที่สำคัญคือแก่นเรื่องเดิมต้องคงอยู่
การเกิดขึ้นของตัว “ละอองคำ” ก็เพื่อย้ำให้เห็นว่าเจ้าศุขวงศ์นั้นรักเดียวใจเดียว
![]()
ขณะที่การเพิ่มฉากให้ “ข่ายคำ” ร่วมเดินทางไปส่ง “มิ่งหล้า” ที่เมืองมัณฑ์ ก็เพื่อให้มิ่งหล้าได้พูดในสิ่งที่ตัวเองคิด และแสดงตัวตนผ่านการโต้ตอบกับมารดา
ฉาก “เจ้านางปัทมสุดา” เล่นตุ๊กตากระดาษ ซึ่งในหนังสือไม่มีอยู่ แต่พงษ์พัฒน์ใส่ไปก็เพื่อแสดงนัยยะให้เห็นว่า เธอคือผู้ควบคุม เชิดชักองค์กษัตริย์ได้
ส่วนการเปลี่ยนแปลงฉากที่มิ่งหล้าบังคับให้แม้นเมืองสาบาน ก็ถูกเปลี่ยนสถานที่จากในห้อง ที่เมื่อมองออกไปนอกหน้าต่างจะเห็นเพียงภูเขาและได้ยินเสียงฟ้าร้อง เป็นตรงซุ้มบนสะพานทางเดินไปหอหลวง ซึ่งเป็นสถานที่กลางแจ้ง ซึ่งจะขับให้เห็นความยิ่งใหญ่ของภูเขาที่อยู่เบื้องหลัง ซึ่งจะส่งให้ภาพออกมาดูขลังและเสริมความรู้สึกศักดิ์สิทธิ์ของคำสาบานดังกล่าว
เหล่านี้คือส่วนหนึ่งของความเปลี่ยนแปลงจากบทประพันธ์สู่ละคร ซึ่งเธอย้ำอีกครั้งว่าสำหรับเธอนั้น ไม่ใช่เรื่องแปลก
“จริงๆ แล้วการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นได้ทุกวินาที”
กับทุกเรื่อง และทุกคน-เธอว่า
“เพียงแต่เราจะอยู่ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงเหล่านั้นได้อย่างไร”
