ปรัชญาแพนด้า

เป็นแอนิเมชั่นอีกเรื่องที่ผู้ใหญ่และเด็กต่างก็รอคอย สำหรับ ‘กังฟู แพนด้า 3′ ที่คราวนี้มาพร้อมแก่นเรื่องที่เข้มข้นขึ้นกว่าเดิม เมื่อไคอสูรร้ายจากปรโลกหวังจะเป็นที่หนึ่งในยุทธภพจึงออกตามล่าปรมาจารย์ทั่วแผ่นดินเพื่อสูบพลัง แม้แต่อูเกวและชิฟูก็ยังไม่รอด ความหวังสุดท้ายจึงตกอยู่ที่นักรบมังกร

แต่ในขณะเดียวกันโปก็ต้องเผชิญกับปัญหาส่วนตัว ทั้งได้รับตำแหน่งเจ้าสำนักคนใหม่, ได้เจอกับพ่อที่หายสาบสูญ รวมทั้งได้ล่วงรู้ความลับเกี่ยวกับตระกูลแพนด้า

โปได้พบพ่อที่พลัดพราก (ภาพจาก dreamworks)
โปได้พบพ่อที่พลัดพราก (ภาพจาก dreamworks)

ความสนุกคือนอกจากโปจะได้รู้จักตัวเองมากขึ้นแล้ว เราเองก็ได้รู้จักเขามากขึ้นเช่นกัน รวมถึงปัญหาคาใจที่ว่าทำไมแพนด้าอ้วนตุ๊ต๊ะถึงได้รับตำแหน่งสูงส่ง? คำตอบก็มีให้ในภาคนี้

แม้จะเพิ่มน้ำหนักของเนื้อหาและการคลายปมที่ถูกทิ้งไว้ในภาคก่อนๆ แต่อรรถรสยังคงเดิม ไม่ว่าจะเป็นกราฟิกสวยๆ ฉากแอ๊กชั่นมันส์ๆ หรือมุขตลกขำขันในแบบกังฟู แพนด้า ซึ่งก็มีข้อเสียตรงที่บางมุขถูกหยิบมาใช้ซ้ำแล้วซ้ำอีกในทุกภาคจนไม่รู้สึกเซอร์ไพรส์เท่าไหร่ ถึงอย่างนั้นก็มีตัวละครใหม่อย่าง เม่ยเม่ยที่เข้ามาสร้างเสียงหัวเราะหนักมากจนต้องยกให้เป็นจอมขโมยซีนประจำภาค  ด้วยความเป็นแพนด้าสาวขี้มโน มั่นใจในตัวเองสุดสุด แถมยังช่างหว่านเสน่ห์จนแพนด้าหนุ่มแขยง แต่เชื่อว่าเธอเป็นขวัญใจคนดูแน่นอน

เม่ยเม่ย แพนด้าสาวขี้มโน (ภาพจาก dreamworks)
เม่ยเม่ย แพนด้าสาวขี้มโน (ภาพจาก dreamworks)

ขณะที่พาร์ทดราม่าก็ยังเรียกน้ำตาได้เหมือนเคย โดยเฉพาะการหยิบประเด็นครอบครัวมาขยี้หนักกว่าเก่า ยิ่งคนที่เซ็นซิทิฟในเรื่องนี้ไปดูมีหวังได้น้ำตาแตกกันไปข้าง ฉากหนึ่งที่สะเทือนใจมากคือตอนที่พ่อสารภาพผิดกับโปซึ่งกระชากอารมณ์ได้อย่างมีพลัง ขณะเดียวกันก็สะท้อนหัวอกคนเป็นพ่อได้อย่างน่าเห็นใจ

นอกเหนือไปจากนั้นหนังยังสอดแทรกประเด็นชวนคิดเกี่ยวกับการปรับสมดุลชีวิตให้ลงตัว การปล่อยวางและมองทุกข์-สุขให้เป็นวัฏจักรปกติของชีวิต

หลักคิดง่ายๆ อย่าง ‘ความแน่นอนคือความไม่แน่นอน’ ยังมีมนต์ขลังเสมอ เพราะแม้แต่ยอดฝีมือก็ย่อมมีวันปราชัย ขณะที่คนไม่เอาถ่านก็พลิกมาเป็นบุคคลน่าเกรงขามได้ ดังนั้น สิ่งที่อยู่ภายนอกไม่ใช่เครื่องตัดสินที่แท้จริง แต่ภายในต่างหากที่บอกว่าเราเป็นใครและทำอะไรได้บ้าง

การต่อสู้ระหว่าง โปและไค (ภาพจาก dreamworks)
การต่อสู้ระหว่าง โปและไค (ภาพจาก dreamworks)

อย่าท้อถอยเพียงเพราะใครบอกว่าเราจะแพ้ จะสำเร็จหรือไม่-ใช่อยู่ที่ใครตัดสิน ทั้งหมดคือเส้นทางชีวิตที่เราต้องเลือกเอง ล้มเอง และลุกขึ้นมาเอง

หลายครั้งที่การค้นพบตัวเองได้มาจากการฝึกฝน แต่บางครั้งความสามารถเหล่านั้นก็เป็นพรสวรรค์ที่ซ่อนอยู่ในตัว ซึ่งไม่ใช่เรื่องเข้าท่านักหากจะปล่อยให้สิ่งเหล่านั้นจมหายอยู่ในกองคำสบประมาท แค่เชื่อมั่นในตัวเองดังที่หนังกล่าวไว้ “จงเป็นตัวเราในแบบของเรา”

แค่นั้นก็ยิ่งใหญ่มากพอแล้ว

 

 

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon

บทความก่อนหน้านี้โรงพยาบาลธนบุรีจัดโปรแกรมตรวจสุขภาพกระดูก
บทความถัดไป‘ปิยะสกล’เผย รพ.เจาะไอร้องเปิดให้บริการปกติ หลังถูกผู้ร้ายบุก พร้อมหนุนงบเยียวยาจิตใจ