แม้วันเวลาจะผันผ่าน จนจากวันนั้นที่ สุเทพ วงศ์กำแหง ศิลปินแห่งชาติ ได้เข้ารับพระราชทานรางวัลแผ่นเสียงทองคำเป็นครั้งแรก เมื่อปี พ.ศ 2507 จนถึงวันนี้ที่นับได้ 53 ปีผ่านไป แต่สุเทพก็เปิดใจว่า เขายังจำถ้อยรับสั่งจากพระองค์ได้แม่นยำ และคงจะเป็นอย่างนั้นไปจนตลอดชีวิต
“ผมรู้สึกผูกพันกับพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชมาตั้งแต่สมัยได้รับรางวัลแผ่นเสียงทองคำครั้งแรก”
“สิ่งที่ได้รับพระราชทานจากพระองค์ ผมซาบซึ้งจนไม่ทราบว่าจะพูดยังไงดี คือท่านรับสั่งตอนที่พระราชทานแผ่นเสียงทองคำว่า สุเทพเธออย่าเพิ่งนึกว่าเธอถึงขีดสุดแล้วนะ เธอยังต้องฝึกฝนต่อไป แล้วก็ต้องให้คุณภาพยังคงที่ สมเด็จพระราชินีท่านทรงกลัวว่าผมจะไม่ได้ยิน ก็เลยตรัสบอก สุเทพเธอได้ยินหรือเปล่าที่ในหลวงท่านรับสั่ง ผมก็ตกใจ ไม่นึกว่าพระองค์ท่านจะมีพระราชดำรัสอะไรออกมา แล้วก็ไม่นึกว่าสมเด็จพระราชินีจะทรงมีพระราชดำรัสด้วย ก็มึนงง พูดอะไรไม่ถูก ก็ตกใจ แต่ก็นึกในใจว่าเป็นพระคุณอันล้นเหลือ ที่คนบ้านนอกอย่างเราได้มีโอกาสเข้าเฝ้า”
“ตอนนั้นความรู้สึกจงรักภักดีมีเปี่ยมหัวใจ”
“ขณะเดียวกันก็รู้สึกว่าชีวิตของเราคงจะหาอย่างนี้ไม่ได้อีกแล้ว”
แต่นับเป็นบุญจริงๆที่ภายหลังยังมีโอกาสได้เข้าเฝ้าพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชอีกหลายครั้ง
สุเทพยังบอกด้วยว่า ในความรู้สึกของเขา พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชทรงมีพระมหากรุณาธิคุณ ต่อพวกเราชาวไทยอย่างล้นเหลือ
“พระองค์ทรงงานอย่างที่ไม่เคยแสดงออกว่าทรงเหน็ดเหนื่อย”
“เราคนไทยจึงมีความภูมิใจที่มีในหลวงแบบนี้ เวลาไปเมืองนอก เขาก็จะบอกว่าในหลวงของเขา ไม่เห็นเป็นเหมือนที่เมืองไทยเลย คุณโชคดี คุณโชคดีมากที่มีในหลวงอย่างนี้”
ด้วยเหตุนั้นในวันที่พระองค์สวรรคต เขาจึงเป็นเหมือนพสกนิกรชาวไทยทุกคนที่รู้สึกเหมือนสูญเสียสิ่งที่สำคัญยิ่งในชีวิตไป
“บอกไม่ถูกครับ ว่าทำไมถึงรู้สึกสูญเสียอะไรถึงขนาดนี้”
“เสียใจ แต่ก็ไม่ทราบจะทำยังไง”
“แต่ถึงวันนี้ก็บอกได้ว่าพระองค์ยังทรงสถิตย์ในหัวใจคนไทยทุกคน”

