ผู้อำนวยการ อสมท. โต้ปรับผัง ‘เอ็มคอต แฟมิลี’ เป็นช่องธุรกิจ ยันไม่เคยคิดแหกกฏ กสทช.

31.10.17 | 23:25 น.

จากกรณีที่ช่อง เอ็มคอต แฟมิลี (MCOT Family) ถูกนักวิชาการด้านสื่อ ในฐานะเครือข่ายภาคประชาสังคมและพลเมืองที่ห่วงใยอนาคตของเด็กไทย ได้ยื่นหนังสือต่อคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เรื่องขอให้ยับยั้งการปรับเปลี่ยนช่อง เอ็มคอต แฟมิลี ซึ่งเป็นช่องรายการในหมวดหมู่เด็ก เยาวชน และครอบครัว ได้มีการเพิ่มเติมเนื้อหารายการในเรื่องของรายการประเภทส่งเสริมธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) และการขายสินค้าผ่านระบบอี-คอมเมิร์ซ ที่จะเริ่มตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายนเป็นต้นไป

ซึ่งในส่วนของเรื่องนี้ นาย เขมทัตต์ พลเดช กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท อสมท จำกัด (มหาชน) กล่าวว่าเรื่องดังกล่าวเป็นเพียงการเข้าใจผิดของคนบางกลุ่ม เนื่องจากช่อง เอ็มคอต แฟมิลี ทำตามกฏของกสทช.มาโดยตลอด ก่อนหน้าช่องดิจิตอลที่เป็นช่องแฟมิลี่มีการปิดตัวไป ตนและทางช่องจึงต้องปรับเปลี่ยนเพื่อให้กลุ่มเป้าหมายได้รับชมรูปแบบรายการที่ดีมากขึ้น

“ผังรายการ สัดส่วนรายการยังคงเดิม จำนวนของรายการเด็กและเยาวชน และครอบครัวยังเกือบ 50% ที่เหลือเป็นรายการบ่มเพาะในเรื่องของเอสเอ็มอี ซึ่งเป็นยุทธศาสตร์แห่งชาติที่ทำให่จีดีพีของประเทศนี้แข็งแรงมากขึ้น”

นอกจากนั้น นายเขมทัตต์กล่าวว่า การลงโฆษณาที่เป็นสินค้าเด็กนั้นทำได้ยาก ซึ่งวิธีการแก้ปัญหาเพื่อให้ผู้ชมหันมาสนใจรูปรายการมากขึ้นก็คือการเปิดให้เช่าเวลาซึ่งทุกอย่างอยู่ในกรอบของกสทช

“คือก่อนออกอากาศทุกเดือน ต้องส่งผังรายการไปให้ตรวจอยู่แล้ว เพราะฉะนั้น จะสังเหตุว่าเราไม่ได้เปลี่ยนอะไรมากมาย เพียงแต่ว่าเรา จัดให้มันชัดเจน”

Advertisement

ซึ่งหลังจากวันที่ 1พ.ยเป็นต้นไป ทางช่อง เอ็มคอต แฟมิลี จะมีทั้งรายการสำหรับเยาวชนและครอบครัวสลับกับรายการที่ทางสถานีให้เช่าเวลา

“เพื่อความอยู่รอดเพื่อเอาเงินมาหาคอนเทนต์ที่ดีมาป้อนให้กับเด็กและเยาวชน และครอบครัว ตอนเช้ามาการ์ตูน ตอนสายมีรายการวาไรตี้ ปรับเรื่องโฆษณาบ้าง เพราะฉะนั้นสัดส่วน รยการจะไม่ได้ผิดแผก ”

ส่วนก่อนหน้านี้มี นักวิชาการด้านสื่อ ในฐานะเครือข่ายภาคประชาสังคมและพลเมืองที่ห่วงใยอนาคตของเด็กไทย ได้ยื่นหนังสือต่อคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาตินั้นตนคงไม่ดำเนินการชี้แจงแต่อย่างใดเพราพทางสถานีทำตามแนวทางที่ถูกต้องมาโดยตลอด

“การที่จะร้องเรียนแบบคงต้องกลับไปดูที่ข้อเท็จจริงมากกว่า เอาเจตนาดีด้วยกันทั้งสองฝ่าย ทุกฝ่าย”