ไม่ใช่เรื่องง่ายนัก ที่เราจะปิดหน้าสุดท้ายของหนังสือ โดยเฉพาะงานวรรณกรรมไทยร่วมสมัย แล้วยังคงความรู้สึกตื่นเต้นกับการอ่านแบบเลือดลมสูบฉีดพลุ่งพล่าน แม้ว่าบรรทัดสุดท้ายจะผ่านสายตาไประยะหนึ่งแล้ว
เป็นความรู้สึกที่เสมือนถูกนักเขียนท้าทายอะไรบางอย่างในระหว่างที่อ่าน
แต่ผลงานของนักเขียนหนุ่ม ภู กระดาษ นามปากกาของ ถนัด ธรรมแก้ว ทุกเล่มสร้างความรู้สึกแบบนี้
ย้ำว่าทุกเล่ม ไม่ใช่แค่เฉพาะที่พิมพ์กับ มติชน เท่านั้น
รวมถึงรวมเรื่องสั้นเล่มล่าสุดของเขาอย่าง ‘ดั่งเรือนร่างไร้องคาพยพ’ ที่เพิ่งเข้ารอบสุดท้ายรางวัลซีไรต์ปีนี้ด้วย
งานของภู กระดาษ ไม่ได้สร้างความท้าทายให้เฉพาะนักอ่านเท่านั้น ในสายงานวิชาการด้านมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ที่มากกว่าเจาะจงแค่สายวรรณกรรม-วรรณคดี นี่คือหนึ่งในนักเขียนที่ถูกนำผลงานมาถกในวงเสวนา หรือเขียนบทความถึงอยู่บ่อยครั้ง ด้วยเครื่องมือในการอ่านที่แตกต่างกันไป อาจเพราะนี่คือหนึ่งในนักเขียนที่ไม่ค่อยจะประนีประนอมกับคนอ่าน
“ผมไม่ได้คิดถึงการประนีประนอม แต่พยายามเขียนหรือสร้างเรื่องเล่าจากความเข้าใจโลกของตัวเองและพยายามสร้างวิธีการต่างๆ ในการเล่าเรื่องแบบใหม่ เป็นการสร้างพื้นที่การอ่านอีกแบบหนึ่งทำไมเราต้องอ่านแบบปมขัดแย้งภายในภายนอก โครงสร้างแบบบลาๆๆ ผมว่าไม่จำเป็นแล้ว คุณอ่านแล้วสามารถทดลองเล่าเรื่องเองได้ด้วย ถ้าคุณไม่พอใจสิ่งที่ผมเล่า” เขาเปิดประเด็นด้วยรอยยิ้มกว้าง
“ทำไมการอ่านการเขียนต้องเป็นแบบเดียว ทำไมเราต้องไปติดว่าประนีประนอม สำนักข่าว ก เสนอเรื่องชาวบ้าน ข ก็เสนออีก ค ก็เสนออีก ทำไมไม่เสนอเรื่องอย่างอื่นบ้าง ผมพยายามสร้างพื้นที่ใหม่ๆ เพื่อให้เกิดการถกเถียงตอบโต้กันไปมาระหว่างคนอ่านกับคนเขียน ถ้าเขาอ่านแล้วรู้สึกว่า เฮ้ย อะไรวะ คำว่าอะไรวะนี่ล่ะ ที่เราอยากให้เกิดขึ้น
สำหรับคนอ่าน ไม่จำเป็นต้องมองแบบผม แต่ถ้าคุณอ่านมัน คุณจะโต้แย้งผมเอง ไม่ว่าตั้งแต่ระดับอ่านไม่รู้เรื่อง ทำไมทำง่ายๆ ไม่ได้ ผมโดนตลอด แต่เมื่อไหร่ก็ตามที่คิดว่าจะตามใจคนอ่าน เราก็จะไม่ไปไหนเลย วนอยู่นั่นล่ะ เพื่อให้ขายได้ มีคนพิมพ์ ซึ่งผมไม่รู้สึกสนุกกับอะไรตรงนั้น”
‘ดั่งเรือนร่างไร้องคาพยพ’ คือหนึ่งในงานที่เขาสร้างขึ้นมาด้วยความสนุกสนานกับการหากลวิธีการเล่าเรื่องแปลกๆ ใหม่ๆ ที่ท้าทายทั้งตัวเขาเองและคนอ่านที่มีไวยากรณ์ตรงกัน
![]()
“รวมเรื่องสั้นชุดนี้เขียนขึ้นมาต่างกรรมต่างวาระ ไม่เชิงว่ามีแรงบันดาลใจ แต่เป็นสิ่งที่เราครุ่นคิด เราเห็น แล้วผลักดันให้เราเขียนขึ้นมาโดยการตั้งสมมุติฐานขึ้นมา ถ้าจะมีอิทธิพลที่ทำให้เขียน ก็เป็นอิทธิพลจากสภาพการเมือง วัฒนธรรม เศรษฐกิจของไทยในช่วง 1 ทศวรรษที่ผ่านมา ที่ส่งให้เกิดงานนี้ขึ้น คอนเซ็ปต์ของเล่มคือต้องการนำเสนอการต่อสู้กันเองของคนเล็กคนน้อยภายใต้โครงสร้างของการเมือง เศรษฐกิจ สังคม ที่มันกดคนเล็กคนน้อยอยู่แล้ว แต่ในทำนองเดียวกันคนเล็กคนน้อยก็มาซัดกันเองอีก จนทำให้โครงสร้างของสังคมที่ไม่เวิร์ก มีความมั่นคงเข้มแข็งมากขึ้นไปอีก
เป็นการทำงานที่ได้ทำในสิ่งที่อยากทำ จริงๆ แล้วโดยตัวเนื้อหาคอนเซ็ปต์ไม่ห่างจากงานที่ผ่านมาหรอก แต่วิธีการเล่าเรื่องมีหลายแบบขึ้น อย่างภาคแรกเป็นการสู้กันระหว่างสมัยเก่ากับใหม่ แต่ภาคสองคือการสื่อถึงความกลายเป็น ความเป็นอื่น ส่วนภาคสุดท้ายคือเรื่องที่ไร้กาลเวลา เล่มนี้มีความหลากหลายมากขึ้น ไม่มีเวลาเลยก็มี เวลาของเรื่องแต่งไม่มี แต่เหตุการณ์เกี่ยวพันกันไปเรื่อยๆ โดยไม่ต้องไปตีความว่าสื่ออะไร เป็นสิทธิที่คนอ่านทำได้ ที่ผมใช้วิธีแบบนี้เพื่อให้คนอ่านสามารถสร้างเรื่องเล่าของตัวเองจากชุดข้อมูลจากเหตุการณ์ต่างๆ ที่ผมเขียนขึ้นมาเองได้ โดยไม่จำเป็นต้องมีเวลาหรือลำดับใดๆมากำกับ” เขาอธิบาย เพื่อยืนยันว่าเรื่องที่เล่าคือสิ่งที่เราเจอในชีวิตกันอยู่ทุกวัน ขึ้นอยู่แค่ว่าใครเลือกที่จะเห็น หรือเลือกที่จะไม่เห็นเท่านั้น
“ไม่จำเป็นต้องไปคิดว่าสัญลักษณ์นี้แทนนั่นนี่ ไม่ต้องตีความก็ได้ เพราะทุกอย่างถูกใส่เข้าไปเพื่อให้เป็นการเล่าอีกแบบหนึ่ง เป็นการปฏิสัมพันธ์ระหว่างกันเพื่อไปสู่อีกสิ่งหนึ่ง คุณอ่านแบบไม่ต้องรู้เวลาในเรื่องก็ได้ เก็บเฉพาะเหตุการณ์ในเรื่องก็ได้ เพื่อจะได้รู้ว่ามันไม่มีเวลา คนชอบพูดว่าเวลาหมุนซ้ำ แต่ในนี้ไม่ใช่หมุนซ้ำด้วยซ้ำ เพราะไม่มีเวลา เหตุการณ์เดียวเกิดไปเรื่อยๆ เกิดอย่างต่อเนื่อง เนื้อหาของเหตุการณ์จะคล้ายกัน แต่รายละเอียดในแต่ละยุคสมัยจะต่างกัน ความขัดแย้งทางการเมืองในขณะนี้ก็จะแตกต่างจากความขัดแย้งทางการเมืองในยุคก่อนหน้า แต่ในความแตกต่างจะมีแกนกลางบางอย่างที่อยู่ร่วมกัน ก็คือการเมือง ความขัดแย้งของคนในเรื่องตัวเอง ก็จะวนกลับมาที่เรื่องเดิม แค่รายละเอียดจะแตกต่างไป” ภู กระดาษ อธิบาย
ทั้งหมดที่ว่ามานั้น ไม่ใช่อยู่ดีๆ เขาจะหยิบกลวิธีแบบไหนมาเล่าก็ได้ เพราะเขาได้ฝึกฝนวิธีการเล่าเรื่องรูปแบบต่างๆ มาเกือบ 10 ปี
“ก่อนที่เราแอดวานซ์ เบสิกเราต้องแน่นก่อน คือผมก็ใช้เวลาหลายปีเลยนะ เกือบ 10 ปีที่ฝึกเขียนแบบ 1 2 3 แต่ไม่เคยส่งไปไหน เขียนเพื่อจะฝึกว่าตัวเองต้องทำเบสิกให้ได้ก่อน เราต้องฝึกให้แม่นก่อน แล้วค่อยๆ ถอดว่าเราจะทิ้งอะไรไปบ้าง แล้วเหลืออะไร เรามีจุดประสงค์เพื่ออะไร ในฐานะที่เราคิดจะเขียน เราจะสู้มันได้ขนาดไหน สติปัญญาเรามีแค่นี้ เราควรทำให้ถึงที่สุดสติปัญญาเราให้ได้ คือสติปัญญาเรานะ
คนอื่นอาจคิดว่ากระจอกมาก แต่ผมไม่ซีเรียส แค่จะทำให้ถึงขีดความสามารถตัวเองให้ได้ ต่อให้ไม่ได้ตีพิมพ์แต่ก็จะทำให้ได้ตามที่ตั้งใจไว้ คิดทั้งรูปแบบและเนื้อหา บางอันเนื้อหากับรูปแบบไปด้วยกัน บางอันไปคนละทาง มันจะเป็นแบบนั้น”
ถึงแม้ว่าจะสนุกกับการหากลวิธีมาเล่าเรื่อง แต่ภู กระดาษ ก็ยืนยันว่าที่สุดแล้วเขายังคงหลงใหลในเนื้อหา และใช้เวลาทุ่มเทในการหาข้อมูล ในระดับที่เราบอกเลยว่าราวกับทำรีเสิร์ช ซึ่งทั้งหมดจะเห็นได้จากเนื้อหาของเรื่องเล่าที่เขาเขียน
เนื้อหาที่พุ่งเป้าไปเพียงประเด็นหลักประเด็นเดียวคือ ปัญหาของโครงสร้างทางสังคมไทย ก่อนที่จะแตกย่อยออกเป็นสารพันเรื่องราวในเรื่องเล่าต่างๆ ให้ได้ใคร่ครวญ
“ตอนผมเริ่มเขียนใหม่ๆ ไม่สนใจปัญหาการเมืองเลยนะ” เขาว่าพลางหัวเราะ
![]()
“เมื่อก่อนผมสนใจปัญหาเกี่ยวกับภาวะภายใน รากเหง้าต่างๆ ตามแบบที่เราเติบโตมาในยุคสมัยหนึ่ง แต่รัฐประหารเมื่อปี 2549 รื้อถอนทุกอย่างเลย มีบางสิ่งที่คิดว่ารู้ แต่ที่สุดแล้วคือไม่รู้อะไรเลย คือผมเติบโตและเคยติดอยู่กับประวัติศาสตร์แบบแกรนด์ นาราทีฟ (Grand Narrative) เชิดชู 14 ตุลา พฤษภา 35 แล้วลืมประวัติศาสตร์ของ 6 ตุลา แต่พอเราเริ่มคิดใหม่ก็เห็นแล้วว่าไม่ใช่อย่างที่เราคิด เชื่อ หรือรู้มา
รัฐสมัยใหม่ เมื่อมีชาติ มีพรมแดน มีกฎหมายขึ้นมา เศรษฐกิจกำหนดการเมืองคือใช่ในระดับหนึ่ง แต่สำหรับประเทศไทยแล้ว การเมืองเป็นตัวกำหนดทุกอย่าง เมื่อไหร่ก็ตามถ้าโครงสร้างสังคมยังเป็นแบบนี้ มีกลุ่มผูกขาดการใช้อำนาจ ก็จะมีคนที่สืบทอดเชื่อมท่ออำนาจได้มาผูกขาดเศรษฐกิจต่อ ผมมองว่าปัญหาทุกอย่างของสังคมไทยอยู่ที่การเมือง ก็เลยมุ่งไปที่การเมือง แล้วการเมืองคือการเมืองระดับเล็กๆ เลย ตั้งแต่ความรู้ ความไม่รู้ ความมึนตาใส ความรู้ทั้งรู้แต่ก็ยังไป รู้ทั้งรู้ว่าไม่ใช่แต่ก็ยังทำ โดยธรรมชาติของคนมีอำนาจต้องใช้อำนาจ ซึ่งการยึดอำนาจจะทำไม่ได้เลยถ้าคนในสังคมไม่ซัพพอร์ต ถ้าทุกฟากฝ่ายไม่ยืนหยัดในหลักการที่ถูกต้อง ก็จะทำให้พวกเขาใช้อำนาจได้ตามความสบายใจ สุดท้ายก็อย่างที่เราเห็นกัน และจะหนักไปเรื่อยๆ โครงสร้างนั้นจะยิ่งเข้มแข็งมั่นคงขึ้นไปเรื่อยๆ จากการแบ่งแยกแล้วปกครอง จากการสร้างทุกความรู้ให้เป็นไปในทิศทางเดียวกันหมด ตั้งแต่ระดับครอบครัว โรงเรียน มีแต่ลูกศิษย์ที่ไม่รักดีเท่านั้นที่กล้าก้าวจากตรงนั้น กล้าที่จะโต้แย้งตั้งคำถาม” ภู กระดาษ ร่ายยาว ก่อนยืนยันอีกครั้งว่า ไม่ว่าจะเล่นกับการเขียนด้วยกลวิธีไหน ความคิดของเขายังคงอยู่ที่เดิม
“ความคิดผมยังอยู่ที่เดิม เหมือนผมพูดเรื่องโทรศัพท์ สิ่งที่ผมทำก็คือพูดด้วยวิธีต่างๆ แต่ผมยังพูดถึงโทรศัพท์ ผมก็คิดแต่เรื่องของโครงสร้างสังคมไทยนี่ล่ะ ว่าทำไมถึงเกิดเรื่องแบบนี้ ทำไมถึงเป็นอย่างนั้น ได้รับอิทธิพลยังไงจากสถาบันแบบไหน ผมมีเรื่องเล่าไม่มากหรอก มีเรื่องที่ผมสนใจไม่มาก แต่ผมจะเล่าสิ่งที่ผมสนใจให้สุดเท่าที่สติปัญญาผมมี
เวลาผมคิด จะมีประเด็นเล็กๆ ประเด็นหนึ่งก่อนที่คิดขึ้นมา แล้วมาดูว่าที่เล็กๆ นี่ประกอบด้วยอะไรบ้าง เริ่มจากตรงนี้ก่อน คิดความคิดของเรื่องให้จบก่อน แล้วมาหาวิธีการแต่ละอย่างมาประกอบใส่กัน ว่าจะเล่าแบบไหน ไปยังไง ผมพยายามที่จะอยู่ด้วยความคิดที่แข็งแรง จับประเด็นเดียว แล้วเจาะลึกลงไปเรื่อยๆ ค้นคว้าเปรียบเทียบให้ลึกที่สุด ต้องคิดให้เยอะเพื่อที่จะได้สนทนาแลกเปลี่ยนกับคนอ่านให้มากที่สุด ซึ่งเมื่อก่อนผมแอนตี้มากเลยนะ คิดว่าต้องหนีจากงานเดิมซิ แต่ โห งานเดิมความคิดยังไม่แข็งแรงเลย ผมจะหนีอะไร” ว่าแล้วก็หัวเราะเสียงดัง
ตอนนี้ภู กระดาษ กำลังเขียนนิยายอยู่ 2 เรื่อง เรื่องหนึ่งคือการจำลองประวัติศาสตร์ของเอเชียอาคเนย์มาแต่งใหม่ โดยเล่าด้วยกาลเวลาแบบนิทาน ซึ่งอยู่ระหว่างการทำรีเสิร์ชข้อมูล อีกเรื่องเกี่ยวกับสถาบันครอบครัว เป็นการเขียนด้วยความพอใจในทุกอย่างของชีวิตตอนนี้
“ผมพอใจตั้งแต่ระดับที่ผมไปเตะฟุตบอลตอนเย็นเลิก 2 ทุ่ม อ่านหนังสือช่วง 3-4 ทุ่ม พอตี 2-3 ผมลุกขึ้นมาเขียนหนังสือได้นี่ แล้วก็ไปทำงาน เป็นแผนที่ผมต้องการทำ แล้วผมก็รู้สึกพอใจที่ทำได้ จริงๆ ตอนนี้ผมสนุกอยู่ ถึงเรี่ยวแรงจะไม่เหมือนเก่าก็เถอะ”
ภู กระดาษ บอกว่า สิ่งที่ตั้งใจเขียนและทำในทุกวันนี้ ไม่ใช่หน้าที่ในสถานะนักเขียน แต่คือหน้าที่ของตัวเขาเอง
“ไม่ใช่หน้าที่นักเขียน แต่คือหน้าที่ของตัวเราเอง ไม่ใช่หน้าที่ที่ต้องรับผิดชอบต่อคนอื่น เป็นหน้าที่ที่ต้องรับผิดชอบต่อตัวเราเอง เมื่อไหร่ก็ตามที่คุณคิดว่าจะเขียนหนังสือ หรือแม้กระทั่งโพสต์เฟซบุ๊กก็ตาม คุณต้องสำนึกและสำเหนียกว่าคุณต้องรับผิดชอบ สำหรับผมแล้วเบื้องต้นตอนนี้เลยคือพอใจที่ได้เคี่ยวเข็ญกับตัวเอง บางเรื่องถ้าผมไม่ได้เขียนหนังสือผมก็จะไม่รู้เลย
มีบางคนพูดว่านักเขียนไทยไม่มีฝีมือ ช่วงนี้มีวัตถุดิบมากมาย แต่ไม่สามารถสร้างงานที่มีอะไรขึ้นมาได้ แต่ผมถามจริงๆ ในฐานะนักเขียน ผมจะเขียนยังไงให้เล่าได้ดีกว่าเรื่องจริงที่เกิดขึ้น เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นทุกวันนี้คือเรื่องเล่าที่นอกจากจะเหนือจริงแล้ว องค์ประกอบการเล่าเรื่องยังครบด้วยนะ”
เพราะฉะนั้นในการสร้างงานของเขานั้น จึงไม่ใช่เพื่อวันนี้ แต่เพื่อให้วันพรุ่งนี้ไม่พลาดซ้ำรอยเดิม
“ผมไม่ได้คาดหวังกับรุ่นของผม ที่ผมคาดหวังคือคนรุ่นใหม่ คนรุ่นหลังจากเรา อย่าทำพลาดแบบเราซิ ผมถึงต้องพยายามให้มากที่สุดเพื่อที่จะได้สนทนากับคนอ่าน
ซึ่งผู้อ่านสามารถตีความได้ตามชอบใจ ถกเถียง อภิปรายกันตามที่สนใจได้เลย แต่โดยส่วนตัวที่ทำแบบนี้ สร้างงานเขียนแบบนี้ขึ้นมา ก็เพื่อทำตามคำถามของตนเอง
ทำตามคำถามที่เกิดขึ้นกับตนเองนั่นล่ะครับ”
‘ดอกฝน’
…..
ถ้าอยากฟังว่าคนอื่นๆ พูดถึงงานภู กระดาษ ว่ายังไงละก็ กลุ่ม Black Circle ร่วมกับ PLS (Philosophy Learning Space) ภาควิชาปรัชญา คณะอักษรศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร ขอเชิญมาร่วมเสวนา “อีสานบีคัมมิ่งในงาน ภู กระดาษ” งานนี้รวมนักวิชาการสายมนุษยศาสตร์และบรรณาธิการ มาเพียบ อาทิ ทวีศักดิ์ เผือกสม, จณิษฐ์ เฟื่องฟู, อาทิตย์ ศรีจันทร์ รวมถึงตัวนักเขียนด้วย ดูรายละเอียดเพิ่มได้ที่ Black Circle

