ความสำคัญของกองทัพ โดยเฉพาะอย่างยิ่งพระมหากษัตริย์ในฐานะจอมทัพไทยมาแต่โบราณ ถูกปลูกฝังให้ไพร่ฟ้าประชาชนยอมรับกันมาแต่ต้นกรุงรัตนโกสินทร์ ว่าทหารและผู้นำทหารคือผู้นำชาติ
การศึกรอบบ้านซึ่งยังเกิดต่อเนื่องมาจากที่เสียกรุงอยุธยา ผ่านกรุงธนบุรีถึงกรุงเทพฯ แม้ศึกข้างพม่าจะเลิกราไปแต่สงครามล่าอาณานิคมกลับปะทุขึ้นรุนแรงกว่า รัชกาลที่ 5 นอกจากส่งบรรดาราชโอรสไปศึกษาต่างประเทศ วิชาการทหารยุคใหม่ยังเป็นเรื่องสำคัญเฉพาะ ซึ่งเจ้าฟ้าพระเจ้าลูกยาเธอทั้งหลายต่างต้องมุ่งกันร่ำเรียน
แม้แต่รัชกาลที่ 6 ซึ่งครั้งเจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศยังทรงพระชนม์ชีพ ก็ถูกกำหนดให้เรียนการทหาร ต่อเมื่อสิ้นเจ้าฟ้ารัชทายาท สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอเธอ เจ้าฟ้ามหาวชิราวุธซึ่งต้องขึ้นครองราชย์เป็นลำดับต่อไป จึงต้องเปลี่ยนมาเรียนด้านพลเรือน การปกครอง การบริหารราชการบ้านเมืองแทน
ดังนั้น ย่อมเป็นที่ตระหนักในพระราชหฤทัยดีว่า ภาพของผู้นำทัพ ภาพของนักรบ ภาพของพระมหากษัตริย์ผู้ทรงมีพระราชอำนาจแท้จริงทางการทหาร ต้องเป็นภาพที่ไพร่ฟ้าข้าราชบริพารเห็นในพระองค์
แต่ความจริงก็คือ อำนาจทางการทหารเกือบทั้งหมดตกอยู่ในพระหัตถ์พระเชษฐาและพระอนุชาในพระองค์ ที่ต่างกลับมารับราชการครั้งพระราชบิดา วางระบบทั้งทัพบก ทัพเรือ และทัพอากาศเสียทั้งสิ้น
มิหนำ ความตั้งพระราชหฤทัยในเจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนาถ ที่ให้ทหารได้เรียนรู้โลกอย่างกว้างขวางด้วย เป็นเหตุให้นายทหารรุ่นใหม่มองอนาคตผิดไปจากเดิม จนเกิดกรณีกบฏ ร.ศ.130 ขึ้น
เมื่อประกอบกับพระราชอัธยาศัยส่วนพระองค์ ที่ไม่ทรงโปรดสนทนาวิสาสะกับผู้ไม่คุ้นเคย การพยายามสร้างภาพเสริมสถานะในพระองค์ให้เกิดบารมีในกองทัพ จึงยิ่งกลายเป็นกรณีกระทบกระทั่งต่างๆขึ้นมากับพระราชอนุชาทั้งหลาย จนกระทั่งผู้ใต้บังคับบัญชาวิวาทกันก็เป็นเรื่องใหญ่ขึ้นได้ นอกเหนือการโยกย้ายหลายกรณีที่มิอาจยอมรับกัน ทั้งในทางบังคับบัญชาและความเหมาะควรแก่กรณี
ทั้งทรงหวั่นเกรงข่าวลือพระราชอนุชาชิงราชบัลลังก์ การสร้างกองทัพส่วนพระองค์จึงเกิดขึ้น
‘การเมืองในการทหารไทย สมัยรัชกาลที่ 6’ เป็นวิทยานิพนธ์ของเทพ บุญตานนท์ ที่ค้นคว้าข้อมูลหลักฐานต่างๆ มาประกอบเป็นภาพที่พยายามให้สมบูรณ์ที่สุด เพื่อผู้อ่านจะได้เห็นรอยต่อของเส้นทางประวัติศาสตร์การทหารไทย ที่เมื่อปะทะกับต่างชาติสมัย ร.ศ.112 จนทุกส่วนต้องตื่นตัวกันขึ้นแล้ว ความคิดกบฏที่จะเปลี่ยนแปลงการปกครองก็ยังเกิดตามมา
ควรที่จะศึกษาประวัติศาสตร์ช่วงนี้ให้เข้าใจกระจ่าง จึงเห็นการเปลี่ยนแปลงทางสังคมของบ้านเมืองได้ชัดเจน ว่ากงล้อเวลานั้นไม่สามารถจะยั้งให้หยุดอยู่กับที่ได้
มีแต่จะหมุนบดทับความคิดอันเสื่อมโทรมล้าหลังนานาให้สูญสลายไป หากไม่สามารถปรับตัวหรือยอมรับการเปลี่ยนแปลงไม่ได้ ก็มีแต่จะสิ้นสภาพเป็นอดีตที่ไม่คืนกลับเท่านั้นเอง.

