เราเชื่อว่า “ความหลงรัก” เป็นแรงขับที่สำคัญของชีวิต
อาชญาสิทธิ์ ศรีสุวรรณ ที่เพิ่งเป็นมหาบัณฑิตจากคณะศิลปศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ ก็เช่นกัน ที่โดนความหลงใหลแปรให้เป็นหลงรัก จนกลายเป็นนักประวัติศาสตร์รุ่นใหม่ที่น่าจับตามองในขณะนี้
ผลงานเล่มล่าสุดของเขา ‘ผจญไทยในแดนเทศ’ จาก สนพ.แซลมอน ที่เพิ่งออกมาไม่นานนัก กลายเป็นหนังสือขายดี ด้วยจุดเด่นด้านคอนเซ็ปต์ที่เน้นเรื่องราวของคนไทยในประวัติศาสตร์โลกที่ตกหล่นจากขบวนแห่งการรับรู้ และภาษาที่อ่านแล้วราวกับกำลังอ่านวรรณกรรมสนุกๆ เล่มหนึ่งอยู่
“ผมเริ่มหลงรักมันในฐานะเรื่องเล่า” อาชญาสิทธิ์กล่าวด้วยรอยยิ้ม ก่อนจะว่า ด้วยความที่เติบโตมาจากการเลี้ยงดูของปู่ ย่า ตา ยาย กลายเป็นแรงบันดาลใจสำคัญของความรักในเส้นทางนี้
“คนแก่ๆ ชอบเล่าเรื่องวันเก่าๆ ให้เด็กฟัง ผมชอบเรื่องเล่าเหล่านี้มาก แต่ตอนนั้นไม่รู้หรอกว่ามันคือประวัติศาสตร์ เริ่มหลงรักในฐานะเรื่องเล่ามากกว่า พอตอนหลังก็รักในเชิงวรรณกรรม ยิ่งโตก็ยิ่งอ่านมากขึ้น และเริ่มตั้งคำถามว่าจริงเท็จแค่ไหน พิจารณา ฝึกวิพากษ์หลักฐาน พอมาเรียนธรรมศาสตร์ ก็แทบจะใช้ชีวิตร่วมกับประวัติศาสตร์เลย ไม่ใช่แค่หลงรัก แต่เหมือนแต่งงานด้วยไปแล้ว”
เหตุในการต้องมนต์เสน่ห์ของประวัติศาสตร์นั้น เขาว่าเป็นเพราะเนื้อหาหลากหลายกว้างขวาง ซึ่งทุกเรื่องในชีวิตนั้นมองเป็นประวัติศาสตร์ได้หมด สำหรับเขาประวัติศาสตร์จึงเป็นทั้งอดีต ปัจจุบัน อนาคต ซึ่งมีความเชื่อมโยงกัน
“ผมสนใจพิเศษในเรื่องเกร็ดเล็กเกร็ดน้อย อย่างเช่น ประธานาธิบดีชาร์ลส เดอ โกลด์ ของฝรั่งเศสรอดจากการถูกลอบสังหาร เพราะแขวนหลวงปู่ทวดวัดช้างให้ หลายคนอาจจะไม่เห็นมีอะไร แต่ผมสนใจมาก และอยากไปตามสืบค้นต่อ แล้วประวัติศาสตร์ก็ดูเหมาะเจาะกับผม ซึ่งชอบอ่านหนังสือหลากหลาย ไม่ชอบมองอะไรไปในแนวทางเดียวกันทั้งหมด นิยมฟังเรื่องราวและความคิดเห็นที่ไม่เหมือนกัน แล้วสังเกตว่าต่างกันยังไง มีตรงจุดไหนพ้องกันบ้าง
ผมเติบโตมาในบรรยากาศแบบนี้ อยู่ท่ามกลางคนถกเถียง ต่างฝ่ายต่างพยายามอธิบายเหตุผล ในความคิดของผม ประวัติศาสตร์ควรสังเคราะห์ข้อมูลขึ้นมาจากหลักฐานทั้งที่ตรงเผงและขัดแย้งกับสมมติฐานของเรา ไม่ใช่ว่าเราพล็อตเรื่องราวไว้หมด แล้วค่อยไปหาหลักฐานมาสนับสนุน แบบนี้มันจะเกิดการคัดหลักฐานส่วนหนึ่งออกไปทันที คือหลักฐานที่ไม่คล้อยตามสมมติฐานของเรา น้ำเสียงขัดแย้งกันของหลักฐานนี่ล่ะเป็นความสนุก การศึกษาประวัติศาสตร์จึงทำให้ผมรู้จักตั้งคำถาม รู้จักคิดวิเคราะห์และวิพากษ์วิจารณ์ ถื ข้อดีเลยคือทำให้ผมไม่ค่อยเชื่ออะไรง่ายๆ รู้เท่าทันหลายสิ่งหลายอย่าง”
เพราะความสนใจในเรื่องราวที่คนมองข้ามไป จึงไม่น่าแปลกใจที่ผจญไทยในแดนเทศจะเล่าเรื่องราวของคนไทยในประวัติศาสตร์โลกที่ไม่เคยมีการพูดถึงมาก่อน
“แง่หนึ่งก็อยากให้ผู้อ่านได้รับรู้เรื่องเหล่านี้ ส่วนในอีกแง่คือความมุมานะที่ไม่ชอบทำอะไรเหมือนคนอื่น อยากจะแหวกแนว อาจเป็นความฟินอันเร้นลับของผม แต่ก็ต้องแลกมาด้วยความเหนื่อยกว่าปกตินะ เลือกทำเรื่องที่คนไม่ค่อยบอกเล่าไว้ ข้อมูลก็ย่อมหายาก บางอันกว่าผมจะได้มานี่้โห แทบตาย แต่ที่ไม่ย่อท้อก็เพราะเป็นความท้าทาย อย่างหลักฐานอะไรที่เขาบอกว่าหาไม่ได้หรอก ผมจะฮึดขึ้นมาเลย ผมต้องไปตามหามาให้ได้
ผจญไทยในแดนเทศ เกิดจากความสนใจที่ผมมีมานาน ผมชอบอ่านเรื่องคนไทยในต่างประเทศ พวกไพรัชนิยายผมก็อ่านเยอะ ส่วนงานเชิงประวัติศาสตร์นี่อ่านจริงจังมาก แต่ที่เกิดความคิดจะเขียนน่าจะช่วงปี 2555 เขียนเก็บไว้ ตอนปี 2559 มีสำนักข่าวออนไลน์แห่งหนึ่งสนใจชิ้นที่เขียนเรื่องคนไทยกับเรือไททานิก แล้วบรรณาธิการสำนักพิมพ์แซลมอนได้อ่านพอดี จึงชักนำเข้าวงการ
จริงๆยังมีอีกหลายเรื่องที่ยังไม่ได้เขียน อย่างคนไทยที่ไปสอนหนังสือสมัยพระเจ้ามินดงของพม่า, คนไทยในสงครามกลางเมืองอเมริกา และคนไทยที่ได้เจอฮิตเลอร์ตอนกำลังจะตาย หรืออย่างเรื่องปรีดี พนมยงค์เกือบสิ้นชีพในฝรั่งเศส เพราะตกจากรถไฟกำลังแล่น”
ส่วนการเขียนด้วยภาษาที่มีความวรรณกรรมสูงนั้น เขาก็ว่า “ผมอยากให้ผู้อ่านรู้สึกสนุก และไม่ได้มองประวัติศาสตร์เป็นเรื่องยากหรือยาขมจนเกินไป ประวัติศาสตร์ก็คือเรื่องเล่าเช่นเดียวกับวรรณกรรม เพียงแต่ไม่ใช่เรื่องแต่ง และผมรู้สึกว่า’ผจญไทยในแดนเทศ’ สำนวนภาษามีอรรถรสกว่าในเล่มรวมบทกวี ‘นอนดูดาว ใต้ร่มไม้ บ่ายวันศุกร์’ และเล่มรวมเรื่องสั้น ‘บ้านเป็นที่อยู่ของคนอื่น’ เสียอีก”
“ในผจญไทยฯ ผมเขียนด้วยภาษาของความรู้สึกล้วนๆ ไม่ค่อยเคร่งครัดเลย ‘รงค์ วงษ์สวรรค์ เคยบอกไว้ว่า เขาเขียนหนังสือด้วยภาษาของความรู้สึก ผมชอบนะ และได้รับอิทธิพลตรงนี้มา เพราะฉะนั้นที่ผมเขียน บางทีไม่เป็นไปตามไวยากรณ์ภาษาไทยหรอก แต่ผมเขียนในสิ่งที่เป็นตัวผม ภาษาที่ผมใช้ในชีวิตประจำวัน สะท้อนตัวตนของผมไปเลย เอาความรู้สึกและความจริงใจมาวางไว้บนหน้ากระดาษ ผมสนุกกับเรื่องเล่าอย่างไรก็อยากให้ผู้อ่านสนุกอย่างนั้น”
ในฐานะที่ศึกษาประวัติศาสตร์มาโดยตลอด อาชญาสิทธิ์มองว่า ประวัติศาสตร์มีความสำคัญอย่างมากต่อสถานการณ์ปัจจุบัน และจำเป็นอย่างยิ่งที่คนควรจะศึกษาให้เข้าใจ แล้วจะค้นพบความรู้เท่าทันทางสังคมหลายประการทีเดียว และในอนาคตเมื่อมองย้อนกลับมาจะเห็นเลยว่าช่วงเวลานี้น่าศึกษาที่สุด
“ผมจึงเพียรจดบันทึกเรื่องราวต่างๆเอาไว้ นี่คือสิ่งที่ผมทำได้ในปัจจุบัน เพื่อนำไปใช้ในอนาคต ขณะเดียวกัน การเรียนรู้สถานการณ์ในอดีตก็ส่งผลต่อการอ่านสถานการณ์ในปัจจุบันได้ด้วย จริงอยู่ ทุกวันนี้ มีคนพูดเรื่องประวัติศาสตร์เต็มไปหมด แล้วมักจะเอ่ยอ้างข้อมูลกันคนละชุดไปพร้อมๆกับความพยายามจะบอกว่าข้อมูลชุดนี้ถูกที่สุด โดยชี้ว่าอีกชุดผิดที่สุด แต่สิ่งหนึ่งที่ไม่ค่อยปรากฏคือหัวใจของประวัติศาสตร์ ได้แก่การวิเคราะห์วิพากษ์ข้อมูลแต่ละชุดว่ามีจุดเหมือนจุดต่างอย่างไร สิ่งเหล่านี้ต่างหากที่จะทำให้ได้ความรู้ใหม่ๆ มากกว่ามัวหยิบยื่นข้อมูลแต่ละชุดให้เชื่อฝังหัวกัน”
อาชญาสิทธิ์บอกว่า ตอนนี้เขาเพิ่งเรียนจบ อนาคตวางไว้ว่าจะเรียนต่อ แต่ที่สำคัญที่สุดคือปัจจุบัน
“การเขียนกับชีวิตผมดูเหมือนจะแยกออกจากกันไม่ได้เสียแล้ว ตอนที่ผมเริ่มเขียนหนังสือ ผมเขียนเพราะอยากจะเป็นนักเขียน ทุกวันนี้ ผมไม่ได้อยากเป็นนักเขียนแล้ว แต่ผมต้องเขียนเพื่อบันทึกสิ่งที่ผมควรจะเขียนเอาไว้ ให้คนในวันข้างหน้าได้อ่าน”
…
ดอกฝน

