หน้าแรก บันเทิง แม็กซ์ แฟกเตอ...

แม็กซ์ แฟกเตอร์ และผีปอบในฮอลลีวู้ด

20.03.16 | 15:50 น.

ปีที่ แม็กซ์ แฟกเตอร์ ไปถึงฮอลลีวู้ด โรงถ่ายแห่งแรกยังไม่เปิดด้วยซ้ำ ใครๆ ก็ถ่ายหนังกันตามถนนหนทาง หรือสถานที่เล็กๆ ขนาดประมาณโรงจอดรถ ที่สร้างขึ้นลวกๆ เฉพาะกิจ

ภาพยนตร์ที่สร้างในช่วงนั้น เป็นหนังเงียบไร้เสียง และสั้นขนาดที่ใช้ฟิล์มเพียงม้วนเดียว ความยาวประมาณสิบนาที อย่างที่เรียกเป็นภาษาอังกฤษว่า one-reeler

สำนวน “ม้วนเดียวจบ” ซึ่งหมายถึงอะไรสั้นๆ ที่จบลงอย่างรวดเร็วของคนสยาม เกิดขึ้นเพราะหนังชนิดนี้เอง คุณปู่ทวด-คุณตาเทียด ใช้กันมาตั้งแต่ยังเป็นวัยรุ่น ภายหลังมีสำนวน “ยกเดียวจอด” จากกีฬามวยมาเพิ่มเติมด้วย และใช้มามาจนถึงรุ่นหลาน เหลน โหลน

เล่าไปแล้วก็นึกถึงคุณทวดนักเพลงที่มีเพลงโปรดชื่อ “เส่เหลเมา” เพราะพี่เลี้ยงซึ่งเป็นคนเหนือร้องกล่อมเป็นประจำเวลาไกวเปลให้ คุณทวดชอบใช้สำนวน “ม้วนเดียวจบ” กับ “ยกเดียวจอด” พวกหลานเหลนแอบล้อกันเป็นที่ขำขัน จนกระทั่งเมื่อเร็วๆ นี้ ได้ยินท่านให้ความเห็นว่า บ้านเมืองไม่สงบสุขลากยาวมาเป็นเวลานาน เพราะผู้มีอำนาจคิดว่าสามารถทำอะไรๆ ให้ “ม้วนเดียวจบ” หรือ “ยกเดียวจอด” ได้ เมื่อไม่เป็นดั่งใจก็โกรธแค้นจนหน้ามืดตามัว ลืมไปว่า หนังสมัยใหม่เขาไม่ได้ม้วนเดียวจอดอีกต่อไปแล้ว เหลนๆ ยังเติมให้ว่า นอกจากไม่ได้เป็นหนังม้วนเดียวจบแล้ว ยังเลิกใช้ฟิลม์กลายเป็น digital cinema หรือภาพยนตร์ดิจิตอลไปแล้วอีกต่างหาก

ตัวคุณแม็กซ์ แฟกเตอร์ แม้จะชอบดูหนังม้วนเดียวจบเหมือนคนรุ่นเดียวกันในครั้งโน้น แต่เมื่อย้ายมาลอสแองเจลิสใหม่ๆ เมื่อร้อยกว่าปีมาแล้ว (ปลายรัชกาลที่ 5 ของสยาม พ.ศ.2451/ค.ศ.1908) คุณแม็กซ์ไม่รู้เรื่องราวเกี่ยวกับฮอลลีวู้ดมากนัก รู้แต่ว่าลอสแองเจลิสกำลังเติบโตในด้านบันเทิง และคงเป็นแหล่งทำมาหากินที่ดีสำหรับช่างทำวิกอย่างตัวเขาก็เท่านั้น

Advertisement

อยู่ได้ไม่นาน คุณแม็กซ์ก็เริ่มสังเกตกลุ่มคนหน้าตาท่าทางพิกล ที่คุณแม็กซ์แอบเรียกในใจว่า ghouls ซึ่งเทียบชั้นกับของไทยเราเห็นจะประมาณผีปอบ

คนกลุ่มที่ว่าจะแต่งหน้าขาวเผือด และทาตาดำปี๋ ทาปากสีน้ำตาล มองเหมือนเหล่าสัมภเวสีเร่ร่อนในแถบฮอลลีวู้ด

วันหนึ่งคุณแม็กซ์เลยตามไปดูว่า ปอบเหล่านี้เขาทำอะไรกัน และได้เห็นการถ่ายทำภาพยนตร์เป็นครั้งแรก จึงเข้าใจว่า ที่เขาแต่งหน้าแสนพิลึกกึกกือนั้น ก็เพื่อให้ดูดีเมื่อถ่ายหนังออกมานั่นเอง

เหล่านักแสดงรุ่นโบราณเหล่านั้นไม่มีตัวอย่างอันใดให้ดู ไม่มีคำแนะนำจากใคร เพราะภาพยนตร์เป็นของใหม่ ไม่มีใครรู้เรื่องแสง-สีในการถ่ายทำ พวกเขาแต่งหน้ากันเองตามมีตามเกิด ส่วนใหญ่คิดเอาเอง ลองกันเอง

แรกเริ่มก็เอาวิธีแต่งหน้าจากละครเวทีมาใช้ แล้วก็พบว่าภาพยนตร์กับละครเวทีเป็นคนละเรื่องกันจริงๆ

การแต่งหน้าแบบเวทีมองดูดีจากไกลๆ แต่พอ “เข้ากล้อง” แล้ว ไอ้กล้องวายร้ายมันจับ “โคลสอัพ” เห็นแป้งหนาเตอะที่พอกไว้ ดูราวกับตัวแสดงใส่หน้ากาก

เวลานางเอกเผยอปากแย้มยิ้ม กล้องจับหน้าเห็นแป้งแตกเป็นริ้ว

แทนที่จะเป็นหนังรัก ทำท่าจะกลับกลายเป็นหนังสยองขวัญ

อี๊ยย์ย์ย์…

พวกนักแสดงต้องช่วยตัวเอง โดยการพยายามทำเครื่องแต่งหน้าแบบโฮมเมด บด-บี้-ขยี้-ผสม อยู่ในครัว ลองดูว่าจะมีอะไรใช้แล้วเข้าท่าบ้าง

มีการเอาแป้งปนกับน้ำมันหรือวาสลิน แล้วบดสีอาหาร หรือผลหมากรากไม้อะไรตามแต่จะคิดได้

สีที่ใช้ในงานศิลปะก็ยังไม่เว้น แม้จะหวาดๆ สารปรอทหรือเคมีอื่นๆ อยู่ก็ตาม

กระทั่งอิฐแดงก็ยังเอามาฝนปนเข้าไป นัยว่า ทำให้สีหน้าดูดีในฟิล์มขาว-ดำ

คนที่แพ้ก็หน้าเห่อ แดงเป็นกวนอูโดยไม่ต้องเติมผงอิฐไปอีกนาน

สีคิ้ว สีตา ก็มาจากถ่านสารพัด นัยว่าไม้ต่างชนิดจะให้สีถ่านต่างกัน คงคล้ายๆ ที่คนไทยใช้ดินหม้อหรือมุหน่าย (น้ำมันตานีผสมเขม่า ฯลฯ) ในสมัยก่อน ส่วนที่จะให้เรียบ เนียน เหมือนผลิตภัณฑ์สมัยนี้-เมินเสียเถอะ

ใครอยากรู้ความลำบากของคนรุ่นคุณทวดคุณเทียด โปรดใช้ความกล้าหาญลองดูเอง

ทรงผมก็ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ ฝรั่งส่วนใหญ่มักผมหยิก เบา และฟู ต้องทั้งโบกทั้งป้ายวาสลินหรือครีมอื่นๆ ที่เหนียวหนับพอกัน จึงจะจัดทรงได้เรียบ เนี้ยบ

ตอนนั้นสเปรย์ผมยังไม่เกิดฮ่ะ

พินิจดูรูปดาราหนังเงียบส่วนใหญ่ จะเห็นว่าผมเรียบราบ มันปราบ เหมือนหนังรองเท้าที่ถูกขัดแล้วอย่างบรรจง

หากต้องใช้ผมปลอม หนวดปลอม เคราปลอม ก็ทำตามมีตามเกิดด้วยขนแกะ หางม้า ฯลฯ แม้กระทั่งฟางหรือขี้เลื่อยก็ไม่เว้น

ทั้งหมดนี้ยังมีหลักฐานให้ดูได้จากหนังเงียบม้วนเดียวจบหลายร้อยหลายพันเรื่อง มีเยอะ เพราะสมัยนั้นเขาสร้างพวกม้วนเดียวจบกันเป็นระวิง จนมีคนล้อกันว่า

“ม้วนเดียวจบ (ถ่าย) วันเดียวจบ”

คนรุ่นไดโนเสาร์น่ะ แค่ภาพถ่ายนิ่งๆ ยังตื่นเต้นแทบตาย ทำไม่จะไม่พากันเห่อ “รูปขยับได้” หรือ “รูปยนตร์” ล่ะ

คำว่า movie ยังไม่เกิดเลย ยังเรียกเต็มๆ ว่า moving picture อยู่นาน กว่าจะย่อให้สั้นเป็น movie ไอ้เจ้ามูฟวิ่งพิกเจอร์นี่แหละ ทำ-ลวกๆ–ออกมาเท่าไหร่ คนก็ตามดูกันอื้อเพราะไม่เคยพบเคยเห็น

ที่เยี่ยมที่สุดคือ คนด้อยทรัพย์ก็มีโอกาสได้ดู เพราะราคาไม่แพงเหมือนตั๋วละคร ซึ่งคนมีฐานะเท่านั้นจึงจะจ่ายไหว

คุณแม็ก แฟกเตอร์ เป็นคนฉลาด แกเดินสำรวจตลาดฮอลลีวู้ด ทำการวิจัยข้อมูลทั้งหลายที่เก็บได้ในหัวของแกเอง โดยไม่ต้องอาศัยคอมพิวเตอร์อย่างคนสมัยนี้ แล้วก็ได้คำตอบ

คำตอบที่ว่า คือตัวแกนี่แหละ ที่จะสามารถสนองความต้องการของเหล่านักแสดงได้อย่างดีในทุกรูปแบบ

เอ-นายแม็กซ์นี่แกเก่งกล้ายังไง จึงคิดว่าตัวเองจะมาโปรดสัตว์หรือโปรดเหล่าสัมภเวสีในฮอลลีวู้ดได้

หากสงสัยอย่างนี้ ต้องหมุนฟิล์มย้อนไปดูตั้งแต่ต้นเรื่อง ความเป็นมาของนายแม็กซ์ แฟกเตอร์ จะบอกเราได้อย่างดี

ผลัดไปวันอาทิตย์หน้าแล้วกัน

ฟัง จรัล มโนเพ็ชร ร้อง เสเลเมา

ประวัติสั้นๆ ของการแต่งหน้า ปี ค.ศ.1900 ถึง 1969

https://youtu.be/Zb6tsaDtwdo