ตั้งแต่มีโทรทัศน์ขาวดำให้ดู และสัญญา(หนึ่งในขันธ์ห้า)ยังไม่ประทับลงกับความคิดเต็มที่ แต่ความทรงจำก็ยังเตือนให้สังเกตุได้ว่า พอใกล้เทศกาลตรุษฝรั่งหรือช่วงตรุษฝรั่ง หรือที่รู้จักกันทั่วโลกว่าคริสต์มาส วันคล้ายวันประสูติพระคริสต์อันเป็นบรมศาสดาพระองค์หนึ่ง บรรดาหนังชุดทางโทรทัศน์หรือหนังจอยักษ์มักมีหนังดีๆเกี่ยวเนื่องในวาระดังกล่าวให้ดูกันเป็นประจำ
ที่ว่าหนังดีๆก็เพราะ แทบทุกเรื่องมีเนื้อหาซาบซึ้งประทับใจ โดยใช้เทศกาลเป็นฉากหลัง ส่วนใหญ่เป็นเรื่องครอบครัว พ่อแม่ลูกที่ทั้งมีสัมพันธ์อันดี หรือสัมพันธ์อันระหองระแหงแต่กลับมาดีได้ในที่สุด
ยังมีซานตาคลอสเป็นพระเอกอยู่หลายเรื่อง ซานตาคลอสซึ่งทำงานส่งของขวัญจนเหน็ดเหนื่อยบ้าง ซานตาคลอสที่ไม่รู้จะให้ลูกคนไหนสืบต่อภารกิจบ้าง ซานตาคลอสที่มีคู่ปรับคอยปองร้ายบ้าง ฯลฯ
ล้วนเป็นงานที่ให้กำลังใจ สร้างแรงบันดาลใจ และปลุกปลอบใจผู้คนให้ดำเนินชีวิตต่อไปได้อย่างมีความหวัง มีความสุขตามอัตภาพ ที่เป็นประเด็นสำคัญคือ พยายามเรียนรู้ตัวเองและเข้าใจผู้อื่นพร้อมกันไปด้วย ไม่ว่าจะแตกต่างกันมากขนาดไหนก็ตาม
งานเหล่านี้ช่วงนี้ จึงเป็นงานที่อบอุ่น ประโลมความคิดความรู้สึกผู้คน มีรอยยิ้ม เสียงหัวเราะ และสายตาที่มองกันและกันอย่างปรารถนาดี เห็นอกเห็นใจ
ซึ่งไม่น่าเชื่อว่า หมั่นสร้างกันออกมาได้ทุกปี คิดเนื้อหารายละเอียดผิดแปลกกันออกไปได้ทุกปี ยิ่งทศวรรษหลังๆที่เครื่องมือสื่อสารก้าวหน้าขึ้น เทคนิคด้านภาพก้าวหน้าขึ้น รถเทียมกวางเรนเดียร์ 8 ตัวกับ รูดอล์ฟ กวางจมูกแดงตัวที่ 9 ของซานตาคลอสก็ยิ่งเหาะเหินเดินอากาศได้พิศดารขึ้น
เป็นการสืบจินตนาการกับความเชื่อในวันตรุษให้ยืนยาวต่อไปอีกเรื่อยๆ
แม้จะเป็นยุคย่างอวกาศกันแล้ว เดินทางไปกลับดวงจันทร์กันแล้ว(หากว่าไม่ถูกแหกตาอย่างที่หลังๆมักตั้งคำถามกันนะ) แต่ความเชื่อเรื่องคืนก่อนคริสต์มาส เด็กๆจะแขวนถุงเท้ารอให้ซานตาคลอสนำของขวัญมาให้ ก็ยังทำกันอยู่ และคำถามว่าซานตาคลอสมีเรื่องจริงหรือไม่ ก็ยังเป็นคำถามที่ตกค้างอยู่ระหว่างความคิดกับจินตนาการของเด็กกำลังโตอยู่
อันเป็นการฉายภาพงดงามของความฝันที่ไม่ต้องการคำอธิบายจริงจังความฝันหนึ่ง ซึ่งคอยหล่อเลี้ยงอารมณ์ความรู้สึกของมนุษยชาติ
แล้วทำไมต้องคิดถึงบันเทิงไทยๆทุกที
ก็เมื่อการเปรียบเทียบเป็นคุณสมบัติหนึ่ง หรือเป็นเรื่องช่วยไม่ได้เรื่องหนึ่งของมนุษย์ ซึ่งเห็นอะไรที่ไหนก็มักนำกลับมาเปรียบหรือกลับมานึกถึงตัวเอง
ทำไมเราจึงไม่มีงานลักษณะนี้บ้าง
ยกเรื่องการสร้างหนังแต่ละเรื่องเป็นเรื่องยากเย็น ต้องมีเงิน ต้องหานายทุน ฯลฯ ไว้ก่อน
หรือกลายเป็นว่าเรื่องที่ยกไว้นี้กลับป็นเรื่องสำคัญ เพราะไม่มีนายทุนไม่มีเงินนี่เอง ถึงแม้คิดอยากสร้างหนังเรื่องกลับบ้านตอนปีใหม่ หรือกลับบ้านตอนสงกรานต์แบบฝรั่ง เลยสร้างไม่ได้
แต่ที่จริงแล้วเป็นอย่างนั้นหรือไม่
สังคมเรามีความรู้สึกหรือความคิดลึกซึ้งเกี่ยวกับการกลับบ้านปีใหม่ กลับบ้านสงกรานต์ไปหาพ่อหาแม่ หาญาติพี่น้อง ลึกซึ้งขนาดไหน หรือเห็นสำคัญขนาดพอจะคิดหยิบฉวยเป็นประเด็นทำหนังทำหนังชุดให้ซาบซึ้งประทับใจหรือไม่ หรือมีความคิดแง่มุมใดๆเกี่ยวกับการกลับบ้านช่วงเทศกาล ที่จะสร้างแรงบันดาลใจอันรังสรรค์สังคมได้
ทั้งๆทุกวันนี้ สถาบันสำคัญหน่วยแรกและหน่วยเล็กที่สุดของเราคือครอบครัว กำลังล่มสลายลงในรูปลักษณะต่างๆ
และการกลับบ้านแต่ละคราวมีคนเสียชีวิตเปล่าๆนับร้อยๆ หรือช่วงก่อนเกือบพัน ยิ่งกว่าสงครามก่อการร้ายเสียด้วยซ้ำ
เราก็ยังคงสนุกสนานเฮฮาอยู่แค่ ตรุษจีนทีก็แต่งตัวชุดจีนออกมาอ่านข่าว ออกมาทำงานพิธีกรหรือดำเนินรายการต่างๆ เล่นจำอวดครึกครื้นกันไปปีหนึ่งๆ เช่นเดียวกับตรุษฝรั่งที่แต่งตัวเป็นซานตา ออกมาร้องโฮะๆๆอ่านข่าว เล่นสนุกๆเรียกเสียงหัวเราะผ่านไปชั่วครั้งชั่วครู่ เหมือนแต่งผีวันฮัลโลวีน หรือประดับประดาจอทีวี.โต๊ะอ่านข่าวด้วยลูกโป่งหรือสติกเกอร์รูปหัวใจในวันวาเลนไทน์
ซึ่งหยาบและผิวเผิน ราวกับนักลอกเลียนราคาถูก ทำทีเหมือนเท่าทันโลก รู้จักโลก แต่แท้ที่จริงคือรู้จักแค่ปฏิทินเท่านั้นเอง
ทำไมเราจึงจะรู้จักตัวเองได้เหมือนที่อินเดียส่งแรงงานไอที.สู่โลกเป็นจำนวนมาก และขยายพื้นที่ผลิตปัญญาประดิษฐ์ได้ไม่แพ้ซิลิคอนแวลลีย์ของสหรัฐ แต่ยังมีส่าหรีติดบ้านกับเทศกาลวัฒนธรรมอีกนับร้อย หรือเกาหลีที่ก้าวหน้าทางนวัตกรรมสูงสุดประเทศหนึ่ง แต่ชุดฮันบกยังเป็นที่รู้จัก และรายการโทรทัศน์ยังนำคูกักกับพันโซรีให้ผู้ชมดูไม่ขาด นอกเหนือจากที่ส่งออกพร้อมเคป๊อป หรือญี่ปุ่นที่ปัจจุบันเป็นประเทศขายเทคโนโลยี แต่โลกยังรู้จักกิโมโน ละครคาบูกิ หุ่นบุนราขุ โนะ ซามูไร หรือยูโดที่เป็นกีฬานานาชาติไปแล้ว นี่เพียงหยิบเอารายละเอียดซึ่งติดตาชาวโลกมาเป็นตัวอย่างเท่านั้น
ส่วนไทยที่รักยิ่งของเราเล่า ยังยอมตนเป็นชนชาติวัฒนธรรมอ่อนที่ไหลไปไหนกับใครก็ได้โดยไม่ดูตาม้าตาเรือหรือ.
อารักษ์

