คริสต์มาสทีไร คิดถึงบันเทิงไทยๆทุกที

25.12.17 | 12:27 น.

ตั้งแต่มีโทรทัศน์ขาวดำให้ดู   และสัญญา(หนึ่งในขันธ์ห้า)ยังไม่ประทับลงกับความคิดเต็มที่   แต่ความทรงจำก็ยังเตือนให้สังเกตุได้ว่า   พอใกล้เทศกาลตรุษฝรั่งหรือช่วงตรุษฝรั่ง   หรือที่รู้จักกันทั่วโลกว่าคริสต์มาส   วันคล้ายวันประสูติพระคริสต์อันเป็นบรมศาสดาพระองค์หนึ่ง   บรรดาหนังชุดทางโทรทัศน์หรือหนังจอยักษ์มักมีหนังดีๆเกี่ยวเนื่องในวาระดังกล่าวให้ดูกันเป็นประจำ

ที่ว่าหนังดีๆก็เพราะ   แทบทุกเรื่องมีเนื้อหาซาบซึ้งประทับใจ   โดยใช้เทศกาลเป็นฉากหลัง   ส่วนใหญ่เป็นเรื่องครอบครัว   พ่อแม่ลูกที่ทั้งมีสัมพันธ์อันดี   หรือสัมพันธ์อันระหองระแหงแต่กลับมาดีได้ในที่สุด

ยังมีซานตาคลอสเป็นพระเอกอยู่หลายเรื่อง   ซานตาคลอสซึ่งทำงานส่งของขวัญจนเหน็ดเหนื่อยบ้าง   ซานตาคลอสที่ไม่รู้จะให้ลูกคนไหนสืบต่อภารกิจบ้าง   ซานตาคลอสที่มีคู่ปรับคอยปองร้ายบ้าง  ฯลฯ

ล้วนเป็นงานที่ให้กำลังใจ   สร้างแรงบันดาลใจ   และปลุกปลอบใจผู้คนให้ดำเนินชีวิตต่อไปได้อย่างมีความหวัง   มีความสุขตามอัตภาพ   ที่เป็นประเด็นสำคัญคือ   พยายามเรียนรู้ตัวเองและเข้าใจผู้อื่นพร้อมกันไปด้วย   ไม่ว่าจะแตกต่างกันมากขนาดไหนก็ตาม

งานเหล่านี้ช่วงนี้   จึงเป็นงานที่อบอุ่น   ประโลมความคิดความรู้สึกผู้คน   มีรอยยิ้ม   เสียงหัวเราะ   และสายตาที่มองกันและกันอย่างปรารถนาดี   เห็นอกเห็นใจ

Advertisement

ซึ่งไม่น่าเชื่อว่า   หมั่นสร้างกันออกมาได้ทุกปี   คิดเนื้อหารายละเอียดผิดแปลกกันออกไปได้ทุกปี   ยิ่งทศวรรษหลังๆที่เครื่องมือสื่อสารก้าวหน้าขึ้น   เทคนิคด้านภาพก้าวหน้าขึ้น  รถเทียมกวางเรนเดียร์ 8  ตัวกับ   รูดอล์ฟ   กวางจมูกแดงตัวที่  9 ของซานตาคลอสก็ยิ่งเหาะเหินเดินอากาศได้พิศดารขึ้น

เป็นการสืบจินตนาการกับความเชื่อในวันตรุษให้ยืนยาวต่อไปอีกเรื่อยๆ

แม้จะเป็นยุคย่างอวกาศกันแล้ว   เดินทางไปกลับดวงจันทร์กันแล้ว(หากว่าไม่ถูกแหกตาอย่างที่หลังๆมักตั้งคำถามกันนะ)   แต่ความเชื่อเรื่องคืนก่อนคริสต์มาส   เด็กๆจะแขวนถุงเท้ารอให้ซานตาคลอสนำของขวัญมาให้   ก็ยังทำกันอยู่   และคำถามว่าซานตาคลอสมีเรื่องจริงหรือไม่   ก็ยังเป็นคำถามที่ตกค้างอยู่ระหว่างความคิดกับจินตนาการของเด็กกำลังโตอยู่

อันเป็นการฉายภาพงดงามของความฝันที่ไม่ต้องการคำอธิบายจริงจังความฝันหนึ่ง   ซึ่งคอยหล่อเลี้ยงอารมณ์ความรู้สึกของมนุษยชาติ

แล้วทำไมต้องคิดถึงบันเทิงไทยๆทุกที

ก็เมื่อการเปรียบเทียบเป็นคุณสมบัติหนึ่ง   หรือเป็นเรื่องช่วยไม่ได้เรื่องหนึ่งของมนุษย์   ซึ่งเห็นอะไรที่ไหนก็มักนำกลับมาเปรียบหรือกลับมานึกถึงตัวเอง

ทำไมเราจึงไม่มีงานลักษณะนี้บ้าง

ยกเรื่องการสร้างหนังแต่ละเรื่องเป็นเรื่องยากเย็น   ต้องมีเงิน   ต้องหานายทุน   ฯลฯ   ไว้ก่อน

หรือกลายเป็นว่าเรื่องที่ยกไว้นี้กลับป็นเรื่องสำคัญ   เพราะไม่มีนายทุนไม่มีเงินนี่เอง   ถึงแม้คิดอยากสร้างหนังเรื่องกลับบ้านตอนปีใหม่   หรือกลับบ้านตอนสงกรานต์แบบฝรั่ง   เลยสร้างไม่ได้

แต่ที่จริงแล้วเป็นอย่างนั้นหรือไม่

สังคมเรามีความรู้สึกหรือความคิดลึกซึ้งเกี่ยวกับการกลับบ้านปีใหม่   กลับบ้านสงกรานต์ไปหาพ่อหาแม่   หาญาติพี่น้อง   ลึกซึ้งขนาดไหน   หรือเห็นสำคัญขนาดพอจะคิดหยิบฉวยเป็นประเด็นทำหนังทำหนังชุดให้ซาบซึ้งประทับใจหรือไม่   หรือมีความคิดแง่มุมใดๆเกี่ยวกับการกลับบ้านช่วงเทศกาล   ที่จะสร้างแรงบันดาลใจอันรังสรรค์สังคมได้

ทั้งๆทุกวันนี้   สถาบันสำคัญหน่วยแรกและหน่วยเล็กที่สุดของเราคือครอบครัว   กำลังล่มสลายลงในรูปลักษณะต่างๆ

และการกลับบ้านแต่ละคราวมีคนเสียชีวิตเปล่าๆนับร้อยๆ   หรือช่วงก่อนเกือบพัน   ยิ่งกว่าสงครามก่อการร้ายเสียด้วยซ้ำ

เราก็ยังคงสนุกสนานเฮฮาอยู่แค่   ตรุษจีนทีก็แต่งตัวชุดจีนออกมาอ่านข่าว   ออกมาทำงานพิธีกรหรือดำเนินรายการต่างๆ   เล่นจำอวดครึกครื้นกันไปปีหนึ่งๆ   เช่นเดียวกับตรุษฝรั่งที่แต่งตัวเป็นซานตา   ออกมาร้องโฮะๆๆอ่านข่าว   เล่นสนุกๆเรียกเสียงหัวเราะผ่านไปชั่วครั้งชั่วครู่    เหมือนแต่งผีวันฮัลโลวีน   หรือประดับประดาจอทีวี.โต๊ะอ่านข่าวด้วยลูกโป่งหรือสติกเกอร์รูปหัวใจในวันวาเลนไทน์

ซึ่งหยาบและผิวเผิน   ราวกับนักลอกเลียนราคาถูก   ทำทีเหมือนเท่าทันโลก   รู้จักโลก   แต่แท้ที่จริงคือรู้จักแค่ปฏิทินเท่านั้นเอง

ทำไมเราจึงจะรู้จักตัวเองได้เหมือนที่อินเดียส่งแรงงานไอที.สู่โลกเป็นจำนวนมาก   และขยายพื้นที่ผลิตปัญญาประดิษฐ์ได้ไม่แพ้ซิลิคอนแวลลีย์ของสหรัฐ   แต่ยังมีส่าหรีติดบ้านกับเทศกาลวัฒนธรรมอีกนับร้อย   หรือเกาหลีที่ก้าวหน้าทางนวัตกรรมสูงสุดประเทศหนึ่ง   แต่ชุดฮันบกยังเป็นที่รู้จัก   และรายการโทรทัศน์ยังนำคูกักกับพันโซรีให้ผู้ชมดูไม่ขาด   นอกเหนือจากที่ส่งออกพร้อมเคป๊อป   หรือญี่ปุ่นที่ปัจจุบันเป็นประเทศขายเทคโนโลยี   แต่โลกยังรู้จักกิโมโน   ละครคาบูกิ   หุ่นบุนราขุ   โนะ   ซามูไร   หรือยูโดที่เป็นกีฬานานาชาติไปแล้ว   นี่เพียงหยิบเอารายละเอียดซึ่งติดตาชาวโลกมาเป็นตัวอย่างเท่านั้น

ส่วนไทยที่รักยิ่งของเราเล่า   ยังยอมตนเป็นชนชาติวัฒนธรรมอ่อนที่ไหลไปไหนกับใครก็ได้โดยไม่ดูตาม้าตาเรือหรือ.

 

อารักษ์