สวัสดีวันสุดท้ายของปีเก่า พรุ่งนี้ก็ปีใหม่แล้ว จริงอยู่ที่ตัวเลขของวันเวลาก็เป็นเพียงเรื่องสมมติ แต่ก็คงจะดีไม่น้อย ถ้าเราได้อยู่กับเรื่องดีๆในช่วงเวลาที่เป็นรอยต่อระหว่างสิ่งเก่ากับสิ่งใหม่ และหนึ่งในนั้นก็คือการได้อยู่กับหนังสือดีๆสักเล่ม
เราเลยชวนนักเขียน-นักอ่าน-บรรณาธิการมาเล่าให้ฟัง ว่าสำหรับพวกเขาแล้ว อยากเดินทางข้ามปีไปกับหนังสือเล่มไหน เผื่อใครสักคนสนใจ จะได้เดินทางข้ามปีไปพร้อมๆกัน
เริ่มจาก เวียง-วชิระ บัวสนธ์ : บรรณาธิการสามัญชน ขอเลือกเล่ม “วันสุดท้ายของนักโทษประหาร” โดย กรรณิกา จรรย์แสง ซึ่งแปลจากภาษาฝรั่งเศสเรื่อง “Le Dernier Jour d’un condamné” ของวิกตอร์ อูโก โดย สนพ.มติชน

“นวนิยายขนาดสั้นหรือเรื่องสั้นขนาดยาวชิ้นสำคัญซึ่งไม่เพียงแสดงให้เห็นถึงสำนึกรับผิดชอบต่อสังคมครั้งแรกของนักเขียนนักประพันธ์ท่านนี้ หากยังถือเป็นคบไฟดวงแรกแห่งการเรียกร้องมโนธรรมสำนึกของสังคมฝรั่งเศสให้ขจัดความป่าเถื่อนออกจากจิตใจ ด้วยการไม่ยินยอมอนุญาตให้ถืออำนาจบาตรใหญ่ (อีกต่อไป) ไม่ว่าในนามของผู้ใดในการพิพากษาประหารชีวิตเพื่อนมนุษย์ในทุกกรณี
ความชาญฉลาดของอูโกในงานกะทัดรัดชิ้นนี้ก็คือ นอกจากนำเสนอผ่าน ‘ข้าพเจ้า’ เพื่อทำให้ผู้อ่านรู้สึกเป็นหนึ่งเดียวกับตัวละครหลักในเรื่องแล้ว ยังจงใจไม่เอ่ยถึงว่าเขาไปก่อคดีอันใด เพราะไม่ต้องการให้เราในฐานะคนอ่านไปเสียเวลาติดกับดักในการพิจารณาความหนักเบาของโทษทัณฑ์ว่าสมควรหรือไม่อย่างไร พูดอีกนัยหนึ่งจึงปฏิเสธไม่ได้ ว่าวรรณกรรมชิ้นนี้มีเป้าประสงค์แจ่มชัดตั้งแต่ต้น และท่านผู้เขียนผลิตมันออกมาได้อย่างกลมกล่อม ทรงพลังเหลือเกิน”
ด้าน “นพดล เวชสวัสดิ์” นักแปลชื่อดัง หยิบหนังสือเรื่อง The Sisters Brothers โดย Patrick de Witt มาแนะนำให้นักอ่าน
“หนังสือเล่มนี้ติดชอร์ตลิสต์ บุ๊กเกอร์ ปี 2011 ไม่ใช่ดีแค่ชื่อเรื่อง แต่เป็นเนื้อหาหลุดโลก หลุดขนบหยามย่ำประเพณีเคาบอย ไม่ยอมให้เหลือแม้เงาสุดกร่างของคนเหนือคน สุภาพบุรุษนักเลงปืน และมือปราบอธรรม สองพี่น้องประกอบอาชีพนักฆ่า เอาเปรียบได้ เป็นเอาเปรียบ กลัวผีขนาดหนัก แต่กลับลืมตาย กระโจนออกมาช่วยม้าคู่ใจที่โดนหมีตะปบ
อ้อ, ยอมจำกัดอาหาร ไดเอ็ต กินคลีน อยากลดพุงป่องอ้วนกลม เพราะเห็นแก่แม่นางในยามดวลปืน

สองพี่น้องปืนไวออกประกาศรับรองว่า เทคนิคตระบัดสัตย์ช่วยชีวิตพวกเขามานับครั้งไม่ถ้วน ทั้งสองเดินทางจากโอเรกอน มาฆ่าคนในแคลิฟอร์เนีย …นั่นคือชายเจ้าของสูตรน้ำยาตรึงทอง อันที่จริงชายผู้นี้ก็น่าจะร่ำรวยสุขสบายไปชั่วนิรันดร์… เว้นแต่ว่า ต้องไปอ่านเองให้จบเล่ม”
ขณะที่นักเขียน-คอลัมนิสต์หนุ่ม “กล้า สมุทวณิช” ขอแนะนำเล่มเดียวกับวชิระ คือ “วันสุดท้ายของนักโทษประหาร”
“หนังสือที่ผมอยากแนะนำคือนิยายแปลเล่มเล็ก ๆ ของสนพ.มติชน ชื่อ “วันสุดท้ายของนักโทษประหาร” (Le dernier jour d’un condamné) ของ วิกตอร์ อูโก (Victor HUGO) เพราะแม้จะเป็นหนังสือที่เขียนมาเกือบ 200 ปีแล้ว แต่ก็ยังมีความทันสมัยอยู่ ทั้งในเชิงลีลาและรูปแบบทางวรรณกรรม แต่ที่สำคัญกว่านั้นคือประเด็นเรื่องของการต่อสู้ยกเลิกการลงโทษประหารชีวิต ที่ยังเป็นประเด็นร่วมสมัยเสมอในประเทศของเรา เราเคยย้อนคิดบ้างหรือไม่ว่า เราต้องการให้ “ประหาร” คนพวกนั้นไปเพื่ออะไร หรือเราคิดว่าการประหารชีวิตจะทำให้สังคมดีขึ้น ผู้คนไม่กล้ากระทำความผิด เช่นนี้แล้วความยุติธรรมคืออะไร คือการที่คนตายไปคนหนึ่ง แล้วก็จะมีคนตายตามไปอีกคนหนึ่งอย่างนั้นหรือ และวิธีการเช่นนี้มันทำให้ผู้คนไม่กระทำความผิดต่อกันได้จริงหรือ
การยกเลิกโทษประหารชีวิต จึงเป็นข้อเสนอที่ท้าทายและร่วมสมัยเสมอ เมื่อมีการพูดถึงประเด็นนี้ในสังคมไทย โดยเฉพาะในยุคแห่งโซเชียลเน็ทเวิร์ก ที่เรากลายเป็นสังคมนิยมประชาทัณฑ์ นอกจากนี้สำหรับนักเขียนทั้งหลาย นิยายสั้นๆ เล่มนี้ จะเป็นบทเรียนที่ดีของคุณว่า คุณสามารถที่จะขับเคลื่อนประเด็นทางอุดมการณ์ ความคิด ความเชื่อ ของคุณได้อย่างไรให้กลมกล่อมด้วยรสทางวรรณกรรม เพื่อเมื่อวันเวลาที่เหมาะสมมาถึง ประเด็นของคุณจะได้รับการตอบสนองที่เป็นรูปธรรมจากสังคมได้ในที่สุด”
ด้าน “ศิริธาดา กองภา” บรรณาธิการสนพ.เลเจนด์ บุ๊คส์ ขอเลือกหนังสือเรื่อง “I Called Him Necktie” โดย มิเลนา มิชิโกะ ฟลาช่า (Milena Michiko Flašar)
“ผู้เขียนมีแม่เป็นชาวญี่ปุ่น ส่วนพ่อเป็นชาวออสเตรีย เธอเขียนเล่มนี้เป็นภาษาเยอรมัน แต่เรื่องราวในนวนิยายมีฉากหลังในกรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น นวนิยายเรื่องนี้ชนะรางวัล Austrian Alpha Literature Prize ในปี 2012
แม้ว่าฉากเกี่ยวกับประเทศญี่ปุ่นจะไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่สำหรับนักอ่านบ้านเรา แต่มุมมองและการนำเสนอของฟลาช่า ก็มีความน่าสนใจอย่างมาก นี่เป็นนวนิยาย Coming of Age ของคนสองวัย ที่ต่างก็ต้องเผชิญกับความเจ็บปวดเพื่อจะได้เติบโตไม่ต่างกัน นวนิยายที่งดงามนี้เต็มไปด้วยความประหลาดใจจนลืมไม่ลง เมื่อพลิกอ่านจนถึงหน้าสุดท้าย จะรู้สึกได้ว่าสิ่งเล็กๆ ที่ยิ่งใหญ่บางอย่างได้ก่อตัวขึ้น สิ่งที่ประทับใจคือวิธีการเล่าเรื่องที่เรียบง่าย สัญลักษณ์ที่ผู้เขียนใช้สื่อถึงคาแรคเตอร์ของตัวละครเป็นสิ่งที่ไม่ซับซ้อน แต่สามารถดึงอารมณ์ให้เรารับรู้ถึงความรู้สึกของตัวละคร ทุกครั้งที่สัญลักษณ์นั้นปรากฏขึ้น”
ขณะที่ “คงกฤช ไตรยวงค์” จากภาควิชาปรัชญา คณะอักษรศาสตร์ ม.ศิลปากร ขอเลือกสองเล่มคือ “อีเลียด” ของ โฮเมอร์ แปลโดย เวธัส โพธารามิก และ “คำสรรภาพ” (The Confessions) โดย เซ็นต์ออกัสติน ออสการ์ ไวลด์

“อีเลียดเป็นวรรณคดีเรื่องแรกของตะวันตกที่ขึ้นต้นด้วยคำว่าความโกรธ เราจะเห็นศาสนากรีกคือการบูชาเทพเจ้า และเทพเจ้าก็เข้ามายุ่งเกี่ยวกับกิจการของมนุษย์ เราจะเข้าใจปรัชญามากขึ้นหากอ่านมหากาพย์เรื่องนี้ ความโกรธมีนัยสำคัญทั้งในทางปรัชญาและวรรณคดีมาแต่ต้น นักปรัชญาอย่างอริสโตเติลเห็นว่าผู้ที่ไม่รู้จักแสดงความโกรธคือคนเขลา เขาไม่ได้บอกให้เรากดทับหรือขจัดอารมณ์ออกไป แต่แสดงออกอย่างเหมาะสม ในสมัยกรีกไม่มีทนายว่าความแทน การจะนำคู่กรณีไปขึ้นศาลต้องแสดงความโกรธออกมาในบางระดับ หากย้อนมาดูสังคมไทยตอนนี้ ความโกรธของผู้ถูกกระทำ เหยื่อทางการเมือง ยังคงต้องอาศัยความโกรธเพื่อเรียกร้องความเป็นธรรมตามหลักนิติธรรม แต่กระนั้นความโกรธดังกล่าวควรจะนำไปสู่การก้าวข้ามความโกรธเอง เพื่อนำไปสู่การเริ่มต้นใหม่
อีกเล่มที่อยากแนะนำให้อ่านคือ คำสรรภาพ (The Confessions) นักเขียนชาวไอริชผู้ต้องคดีรักร่วมเพศกล่าวว่า งานเขียนของนักปรัชญาคริสต์ที่ควรค่าแก่การอ่านมีอยู่คนเดียวคืองานของออกัสติน ฝีมือแปลของอ.วิกิจนำพาเราสู่โลกของปรัชญาตะวันตกสมัยกลางได้อย่างดี ในช่วงต้นของงานเขียนชิ้นนี้กล่าวถึงประสบการณ์วัยเยาว์ที่เลวร้ายเกี่ยวกับการศึกษา ท่านเห็นว่าเด็กๆควรมีเวลาเล่นตามวิสัยเด็ก หน้าที่ของครูคือการส่งเสริมให้เด็กได้แสดงศักยภาพตัวเองออกมา ไม่ใช่การขู่เข็ญบังคับ นับว่าเป็นแนวคิดด้านการศึกษาที่ล้ำหน้ามาก แทนที่จะเขียนคำขวัญวันเด็กยัดเยียดให้พวกเขาทำสิ่งที่ผู้ใหญ่ทำไม่ได้ เราควรเลิกวิธีแบบอำนาจนิยม เลิกงานวันเด็กที่ล่อลวงให้พวกเขาป่ายปีนรถถังที่ใช้ทำลายอนาคตของพวกเขาเอง”
ด้าน “จิรัฏฐ์ ประเสริฐทรัพย์” ขอสองเล่มเช่นกัน คือ “ความเปลี่ยวดายอันกึกก้องเกินต้าน ของโบฮุมิล ฮราบัล” และ “There” ของพวงสร้อย อักษรสว่าง และใหม่ ศุภรุจกิจ

“เล่มแรกเป็นนิยายของนักเขียนเชก เล่าผ่านมุมมองของคนงานอัดบดขยะในกรุงปรากที่สุดท้ายต้องมาตกงานเพราะเครื่องจักรไฮดรอลิกแบบใหม่เข้ามาทำหน้าที่แทน เป็นนิยายที่ดูเหมือนการบ่นเล่าวิถีชีวิตและมุมมองของตัวละครเอก เป็นการบ่นที่ทั้งเข้มข้นอัดแน่น หากแพรวพราวด้วยลูกเล่น มีอารมณ์ขัน สกปรก และหยาบคายอย่างมีชั้นเชิง ชอบรายละเอียดเกี่ยวกับหนังสือปรัชญาและวรรณกรรมเล่มต่างๆ ที่ตัวละครเอกเล่าระหว่างที่ตัวเองก็บดหนังสือเหล่านั้นให้เป็นซากไปตามหน้าที่ ที่ชอบอีกเรื่องคือแม้จะเป็นนิยายที่เล่าถึงชีวิตของคนงานบดอัดขยะแค่ชีวิตเดียว แต่สามารถสะท้อนภาพบริบท และความบิดเบี้ยวของสังคมการเมืองในเชโกสโลวาเกียยุคนั้นได้อย่างคมคาย
งานเขียนของคนไทย ผมเลือก There ของพวงสร้อย อักษรสว่าง และใหม่ ศุภรุจกิจ เอาเข้าจริงผมค่อนข้างเบื่อกับงานเรื่องสั้นแบบสั้นๆ จนเกือบจะเป็น flash fiction บอกเล่าความสัมพันธ์ของหนุ่มสาวด้วยบทสนทนาแบบเหงาๆ หว่องๆ ที่กำลังฮิต แต่ There ที่ดูเหมือนจะเป็นแบบนั้น ก็กลับต่างออกไป เป็นงานที่กลมกล่อมทีเดียวเชียว เป็นการร้อยเรียงเรื่องราวเพื่อแสดงความรู้สึกของคนเขียนที่เป็นเช่นนั้นจริงๆ ให้เราได้สัมผัส ไม่ใช่แค่การใส่บทสนทนาเพื่อยัดเยียดอารมณ์ให้เรารู้สึก อีกอย่างคือคนเขียนไม่มีฟอร์มหรือพยายามจะบอกความคิดหรือความเป็นปัจเจกของตัวเองให้คนอ่านรับรู้ด้วย เลยชอบมันมากๆ”
แต่ละเล่มนี่จี๊ดมาก อยากอ่านทุกเล่มเลย
ดอกฝน

