เรียกว่าเป็นมรสุมลูกใหญ่ของชีวิต สำหรับ ปีเตอร์ คอร์ป ไดเรนดัล หลังจากที่ก่อนหน้านี้มีข่าวคราวเรื่องของครอบครัวกับอดีตภรรยา พลอย-พลอยพรรรณ ทวีรัตน์ ทั้งกรณีที่ถูกกล่าวหาว่ามีมือที่สาม และจากที่มีข่าวเมาธ์หลุดออกมาว่า น้องพูม่า ไม่ใช่ลูกปีเตอร์ จนพลอยต้องออกมาโชว์ผลดีเอ็นเอ ล่าสุดรายการ “โหนกระแส” วันที่ 3 ม.ค. ดำเนินรายการโดย หนุ่ม-กรรชัย กำเนิดพลอย ผลิตในนามบริษัท ดีคืนดีวัน จำกัด ออกอากาศทุกวันจันทร์-พฤหัสบดี เวลา 20.30-21.00 น. ทางช่อง 28 ได้เชิญหนุ่มปีเตอร์มาเคลียร์ปัญหาคาใจทุกเรื่อง โดยปีเตอร์ได้เล่าถึงการตัดสินใจหย่าหลังจากที่แยกกันอยู่มานานถึง 2 ปีว่า
“มันด้วยหลายๆ เหตุผล อย่างแรกคือมีปัญหาที่บ้านเสร็จปุ๊บ ก็เป็นการตัดสินใจที่ยากที่จะเดินออกมาจากบ้านทั้งที่มีลูก แต่การอยู่ด้วยกันต้องมีอะไรมากพอ การตัดสินใจแยกกันอยู่นิดหนึ่ง น่าจะดีกว่าอยู่ด้วยกัน รายละเอียดมีอะไรบ้างตอนนี้คงไม่ต้องพูดถึงแล้ว แต่ผมเชื่อและมั่นใจจนถึงตอนนี้ว่าการทิ้งช่วงตอนนั้นเป็นเรื่องที่ดีที่สุดสำหรับลูก”
“คนแต่งงานมีลูกในใจก็ต้องมีแอบหวังว่าสักวันต้องเคลียร์ได้ เราเจอกันแล้วแต่งงานค่อนข้างเร็ว มีอะไรหลายอย่างปรับเข้าหากันไม่ทัน และต้องขอเวลามากกว่านี้ การมีระยะกันนิดหนึ่งทำให้ทุกอย่างคลี่คลายได้”
ซึ่งการถอยออกมาในครั้งนี้เขาก็ว่ามีความหวังว่าเรื่องราวอาจจะเป็นไปในทางที่ดีขึ้น แต่สุดท้ายก็ไปไม่รอด จนดำเนินมาถึงการหย่าโดยต่างก็คำนึงถึงลูกเป็นหลัก เพราะถ้าอยู่ด้วยกันไปแล้วไม่ดี ก็อาจจะมีผลกับลูกได้
“จะทำให้ลูกเป็นเด็กเก็บกด มีปมด้อย โตมาอาจไม่กล้าพูด เครียด มีปัญหา การแยกกันบางทีก็อาจเป็นการตัดสินใจที่ดีที่สุดก็ได้”
ทั้งนี้ ปีเตอร์ก็ได้บอกว่าสถานการณ์ตอนนี้นั้นดีขึ้นกว่าเมื่อก่อนมาก สามารถคุยกันได้ง่ายขึ้น พูดคุยปรึกษากันเรื่องลูก โดยทุกวันนี้ลูกอยู่กับพลอยเป็นหลัก และตนก็จะพาลูกไปเล่นบ้าง ตามข้อตกลงที่คุยกันไว้
“ผมก็ต้องทำงานด้วย ก็ไม่ได้เยอะเท่าที่ควรครับ จำนวนวันกี่วันก็อยู่ในข้อตกลง แต่เรามีลูก อยู่กับลูกกี่วันมันก็ไม่พออยู่แล้ว”
![]()
สำหรับเรื่องกระแสดราม่าที่ทำให้ปีเตอร์ถูกสังคมด่ามากมายนั้น เขาก็ได้บอกว่า ถ้าตนเป็นเด็กใหม่ในวงการนี้คงเกิดความท้อแล้ว ส่วนที่เลือกจะไม่ออกมาตอบโต้นั้นเพราะเป็นเรื่องราวในครอบครัว ที่ไม่อยากให้รับรู้ไปถึงลูก ซึ่งหมายความว่าอาจจะเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นในอนาคตที่ลูกๆ โตขึ้นกว่านี้
“คือผมก็รู้อยู่แล้วด้วยเหตุผลที่ผมไม่ออกไปตอบโต้ ไม่ออกไปแก้ข่าว ข่าวมันก็ยิ่งไปกันใหญ่ เดี๋ยวนี้พอเป็นเรื่องของโซเชียล เมื่อก่อนมันแค่หนังสือพิมพ์ สมัยนี้ทุกอย่างเร็วมาก”
“และทุกคนสามารถออกความคิดเห็นได้ในโซเชียล ทุกคนสามารถเข้าไปเขียนได้ พอคนมาเขียนเสร็จปุ๊บ ช่วงแรกๆ มีคนมาคอมเมนต์เบาๆ แต่พอผ่านไปมันก็แรงขึ้นๆ จนเหมือนภูเขาไฟที่ระเบิด”
“จริงๆ ต้องบอกว่าผมอยู่ในวงการมานาน 20 กว่าปี ผมเข้าใจอยู่แล้วว่าการอยู่นิ่งๆ แบบนี้บางทีก็เสียเปรียบ ไม่ออกมาตอบโต้ ไม่ออกมาแก้ข่าวมันก็ยิ่งไปกันใหญ่ สมัยนี้ข่าวออกปุ๊บต้องรีบแก้ให้เร็วอันนี้คือเทรนด์ แต่พอไม่ออกไปสร้างประเด็นและต่อยอดให้ข่าว ซึ่งก็ใช้เวลานานกว่าที่ผมคิด แต่ถ้าผมออกไปพูดอะไรมากกว่านี้ ผมคิดว่าหนึ่งมันไม่ใช่เรื่องของคนอื่น สองแค่ทำให้ข่าวใหญ่ขึ้น สามทำให้ข่าวอยู่นานขึ้น สุดท้ายคนที่รับผลจากตรงนี้คือใคร ก็คือลูก” เขาว่า
ก่อนจะบอกว่าตนเองนั้นค่อนข้างเข้าใจโลกและใจเย็นพอที่จะรอว่าสักวันจะได้ออกมาพูดความจริง เพราะตอนนั้นถึงพูดไปก็ไม่มีใครฟังอย่างแน่นอน และไม่ว่าจะออกมาพูดอะไร
“สุดท้ายผมก็กลายเป็นคนเลว”
และหลังจากมรสุมลูกใหญ่ที่ผ่านพ้นไปแล้วนั้น ปีเตอร์ก็กำลังจะกลับมามีผลงานในวงการบันเทิงอีกครั้ง โดยเขาได้บอกว่า นอกจากรายการไรด์วิชมี ขี่ตามฝัน แล้วนั้น ก็มีผลงานละคร แรงเงา 2 รวมไปถึงการร้องเพลงประกอบละครระเริงไฟ และโครงการใหญ่ยักษ์ที่จะมีออกมาให้ติดตามแน่นอนในปีนี้
![]()
