คนไทยที่เกิดหลังสงครามโลกครั้งหลัง หรือก่อนหลัง พ.ศ. ๒๕๐๐ ไม่นาน ซึ่งเพิ่งเปลี่ยนแปลงการปกครองมาไม่กี่สิบปี ย่อมเติบโตมากับทั้งนิยายพาฝันในนิตยสารสตรีรายสัปดาห์จำนวนมาก นิยายสังคมก้าวหน้าจำนวนน้อย กับนิยายแปลวรรณกรรมสำคัญๆบางเรื่อง ดังนั้น แม้จะเรียก พล นิกร กิมหงวน หรือ เสือใบเสือดำ ของ ป.อินทรปาลิต หรือ ลูกคนยาก ของ จ.ไตรปิ่น เป็นนิยายประโลมโลกย์ แต่ในเนื้อหาเหล่านั้นก็ทำหน้าที่แทนกล้องถ่ายภาพหรือกล้องภาพยนตร์ บันทึกการเปลี่ยนผ่านยุคสมัยสู่ชีวิตและสังคมลักษณะใหม่อย่างชัดเจน
นอกจากนี้ ยังได้ตีแผ่ความแปลกแยกแตกต่างระหว่างชนชั้นบรรดาศักดิ์ที่กำลังถูกโลกหมุนกลืนหาย กับคนสามัญที่ต่างกำลังก้าวขึ้นมามีส่วนร่วมกันระหว่างคนหมู่มาก
ชีวิตที่ยากจนข้นแค้น หลบเร้นอยู่ตามซอกมุมแห่งความหิว และความลำเค็ญในการหาโอกาสทำกิน ล้วนถูกนำมาเผยให้เห็นความรันทดอันเกิดจากการเอารัดเอาเปรียบ ที่คนเกิดมามีมากกระทำกับคนเกิดมามีน้อย เมื่อนักเขียนเช่น ดอกไม้สด หรือ กุหลาบ สายประดิษฐ์ หรือ เสนีย์ เสาวพงษ์ เป็นอาทิ ขายความคิดผ่านบรรณโลก นิยายสัจนิยมหรืออัตถนิยมย่อมถูกสำทับขึ้นอย่างชัดเจน
นิยายที่พูดถึงความจริงซึ่งปรากฏอยู่ในสังคม ผสมผสานด้วยจินตนาการและความคิดที่ผู้เขียนเจตนาสื่อสาร ล้วนมีน้ำหนักของมนุษยนิยม ที่แสวงความเสมอภาค เสรีภาพ และภราดรภาพกำกับอยู่มั่นคงแทบทั้งสิ้น
เช่น แม่ ของ แมกซิม กอร์กี้ ที่เขียนถึงบรรดาแม่ๆของกรรมกรชายหญิงในโรงงาน ที่ต้องร่วมใจกันต่อสู้ทางการเมือง เพื่อแสวงความเป็นธรรมในสถานการณ์ที่เลวร้าย แม่ที่ยังถูกเอารัดเอาเปรียบทางเพศจากสามี แต่ยังเป็นกำลังใจสำคัญของลูกๆ ที่เสียสละกระทั่งชีวิตเพื่ออนาคตที่ดีกว่า จนงานชิ้นนี้ถูกยกเป็นอัตถนิยมสังคมนิยมเรื่องแรก
จะมากจะน้อย นิยายเหล่านั้นแสดงให้เห็นชีวิตที่เหลื่อมล้ำ รายละเอียดของวิถีความเป็นอยู่ที่แตกต่าง เสนอทางออกอันมีรูปธรรมนานาที่แต่ละสังคมจะสามารถร่วมมือกันสร้างสรรค์ขึ้นได้
แต่เมื่อนานเข้า เวลาผ่านไปนานนับครึ่งศตวรรษ สังคมขยายตัวกว้างขวาง ชนบทเริ่มกลายรูปไป ความหลงใหลใฝ่ฝันจากจินตนาการเดิม ที่เห็นทุ่งรวงทองอันสว่างไสวงดงาม ลำประโดงอันอุดมด้วยปูปลา และสนธยาอันสงบเย็นยามเร่งควายเข้าคอก สุมไฟไล่ยุง กลายเป็นภาพที่ค่อยๆเลือนหาย ท้องนากลายเป็นหมู่บ้านจัดสรรหรือโรงงานอุตสาหกรรม ชนบทที่เคยเห็นเปลี่ยนรูปเป็นเมืองใหญ่ขึ้นทุกที เมืองหลวงยังอาจเป็นมหานคร แต่จังหวัดเล็กจังหวัดน้อยต่างเขยิบฐานะขึ้นเป็นสังคมเมืองอย่างเต็มรูป
คนในสังคมเมืองมิได้อยู่ในครอบครัวใหญ่หรือครอบครัวขยายอย่างแต่ก่อน ค่อยๆกลายเป็นสังคมเดี่ยว พ่อเลี้ยงลูกคนเดียว แม่เลี้ยงลูกคนเดียว เช่าห้องอยู่คนเดียว ทำงานบริษัททำงานโรงงาน ชีวิตคู่คบหากันเอง เริ่มต้นและเลิกร้างอย่างรวดเร็วและง่ายดาย มหานครทั่วโลกล้วนเดินไปเส้นทางที่คล้ายคลึงกัน งานวรรณกรรมอัตถนิยมค่อยๆกลายเป็นงานปัจเจกนิยมไปด้วยหรือเปล่า
ชีวิตโดดเดี่ยวของคนในคอนโด ขังตัวเองด้วยห้องเช่า ทำงานอย่างเปลี่ยวเหงาเลี้ยงชีพ มีความฝันที่ไม่อาจเป็นจริง สนทนากับเพื่อนในความคิด เรื่องราวที่ว้าเหว่เหมือนสายลม บอกความรู้สึกซึ่งถั่งเทอย่างสายฝน แต่ระเหิดระเหยไปกับแสงอรุณวันใหม่ ชีวิตที่อยู่กับตัวเอง มิใช่มองผู้อื่นไม่เห็น หากขาดความเชื่อมโยงกับเพื่อนร่วมทุกข์ แม้ตกในท่ามกลางกระแสสังคม แต่มิได้วางตนเป็นหนึ่งเดียวกับสังคม
มิใช่ไม่สนใจสังคม หากเหมือนห่างไกลจากสังคม ผิดแผกอยู่ในความแตกต่าง
นักอ่านที่ร่วมความรู้สึกร่วมยุคสมัย อาจพอใจเพราะมีอารมณ์ร่วม แต่มีนักอ่านอีกไหมที่อาจไม่พึงใจพอกับเนื้อหาเหล่านั้น โดยเฉพาะคนรุ่นที่คุ้นเคยกับงานอัตถนิยมเมื่อครึ่งศตวรรษที่แล้ว
เวลาเปลี่ยน สังคมเปลี่ยน งานเปลี่ยน และคนก็ต้องเปลี่ยน
แต่รสนิยมต้องเปลี่ยนตามไปด้วยไหม
ทุกวันนี้คนจำนวนมากยังอ่านนิยายจีนกำลังภายในสนุก เพราะอะไร เพราะไม่เพียงแต่ตีรันฟันแทงกันตามฝีมือซึ่งฝึกฝนจากคัมภีร์พิศดาร แต่เหนือกว่านั้นคือ บุคลิกและพฤติกรรมของตัวละคร
บุคลิกและพฤติกรรมของตัวละครมีความหมายลักษณะใด เอาง่ายๆอย่าง รพินทร์ ไพรวัลย์ ใน เพชรพระอุมา ของ พนมเทียน เป็นสุภาพบุรุษ ซื่อสัตย์สุจริต และ “ใจหนัก” แม้จะอยู่เบื้องหน้าคุณหญิงดารินที่จำเป็นต้องเปลือยกาย เนื่องจากล่องเส้นทางน้ำใต้บาดาลจนต้องเปลื้องเสื้อผ้าออกผึ่งไฟ เป็นต้น
ตัวละครจีนต้องคำนึงถึงธรรมะเป็นสำคัญ แม้หลายเรื่องจะแสดงให้เห็นว่าฝ่ายธรรมะในหลายๆคราว ชั่วร้ายกว่าฝ่ายมารเสียด้วยซ้ำ แต่หลักๆก็คือต้องคำนึงถึงธรรมะเป็นเอก
หิมะเดือนหก ของ ซีเบ๊จี่อิง เมื่อปี ๒๕๓๐ ว.ณ เมืองลุง แปล เรื่องของเจ้าหญิงที่เป็นหัวหน้ามือปราบ ทำงานตรวจสอบข้าราชสำนัก ว่าสร้างความเดือดร้อนแก่ราษฎรหรือไม่ นอกจากเผยกลยุทธที่แม้ปัจจุบันก็ยังประพฤติกันอยู่คือ “เลี้ยงศัตรูเพิ่มน้ำหนัก” ไม่กวาดล้างศัตรูสิ้นซาก เพื่อตัวเองยังมีสถานะมีงบประมาณทำงานอยู่ได้
“ทหาร ราชสำนักเลี้ยงดู แต่ที่ยอมรับราชสำนักมีเท่าไหร่ ต้องสามารถบงการพวกมันจึงใช้ได้ ในพิภพจบแดนไม่มีเหตุผลที่แท้จริง หากเราได้อำนาจ เหตุผลก็ต้องยืนอยู่ข้างเรา”
หรืออย่าง ทองพญายม เมื่อปี ๒๕๓๒ ของ ลิ้วชั้งเอี้ยง แปลโดย น.นพรัตน์ ที่ว่า “ความยุติธรรมของฟ้าถูกสุนัขคาบไปแต่แรก ตอนนี้เหลือผู้เข้มแข็งกลืนคนอ่อนแอ หยิบฉวยช่วงชิงอย่างอุกอาจ ยุคสมัยแห่งการถกความผิดถูกเลยลับไปไกลแล้ว”
แต่ขณะเดียวกัน “ผู้คนในโลกดำเนินเรื่องราวใด ไม่อาจหลุดพ้นจากเหตุผล ท่านไม่คำนึงถึงทำนองคลองธรรม ไม่คำนึงถึงความผิดถูก ไม่แยกแยะดีชั่ว ส่งเสริมความคิดคนต่ำช้า หากทุกผู้คนถือเป็นเยี่ยงอย่าง โลกนี้จะเป็นโลกอะไร กฎเกณฑ์ยุทธจักรไม่ได้สอนให้พวกเราก่อกรรมทำเข็ญ ประพฤติผิดศีลธรรม”
โลกมิได้เป็นเช่นนี้ให้คนรู้ความต้องฝ่าฟันหรอกหรือ ที่ลำเค็ญคือ “สู้กับวิญญูชนง่ายดาย สู้กับคนต่ำช้ายากเย็นเข็ญใจ” เสมอ
พยาธิ เยิรสมุด

