ทศวรรษที่ 50 หรือปีพุทธศักราช 2493 หลังสิ้นสงครามโลกครั้งหลัง โลกตกในสภาพสงครามเย็น เมื่อสหรัฐอเมริกาผู้นำฝ่ายสัมพันธมิตรประจันหน้ากับสหภาพโซเวียต(ก่อนจะแตกสลายชนิดคนร่วมยุคคาดไม่ถึงในอีก 41 ปีต่อมา ) ผู้นำฝ่ายสังคมนิยมคอมมิวนิสท์ โดยมีนายพลห้าดาว ดไวท์ ดี. ไอเซนฮาวร์ วีรบุรุษสงครามโลกผู้บัญชาการสูงสุดในการยกพลขึ้นบกที่นอร์มองดี ตีกลับเยอรมนีในยุโรปจนแพ้สงคราม เป็นประธานาธิบดีคนที่ 34 สองสมัย จากนั้น ยุคแข่งขันกันบุกเบิกอวกาศจึงเริ่มขึ้น เมื่อประธานาธิบดีหนุ่มสุดคนที่ 35 จอห์น เอฟ. เคนเนดี ในวัย 43 ปี (2503) ประกาศสนับสนุนโครงการอวกาศ และขออนุมัติงบประมาณจากสภาเพื่อส่งคนไปลงดวงจันทร์และกลับโลกได้โดยสวัสดิภาพ

ก่อนหน้านั้น (2500) โซเวียตนำหน้าด้วยการส่งยานอวกาศสปุตนิกขึ้นโคจรรอบโลกได้เป็นครั้งแรก และถัดมาอีกเดือนเดียว ก็ส่งสปุตนิก 2 กับสุนัขอวกาศตัวแรก ไลก้า ขึ้นวงโคจร พอเคนเนดีเป็นประธานาธิบดีได้ปีเดียว โซเวียตก็ส่งมนุษย์อวกาศคนแรก ยูริ กาการิน ขึ้นสู่ความมืดมิดของห้วงจักรวาลได้สำเร็จ
ท่ามกลางบรรยากาศการแข่งขันด้านอวกาศ สหรัฐอเมริกาได้ก้าวสู่วังวนสงครามตัวแทนชนิดวัวพันหลัก จนแทบถอนตัวไม่ขึ้นในเวลาต่อมา เมื่อเริ่มส่งทหารเข้าสู่เวียดนามใต้รบเวียดนามเหนือ ต่อต้านลัทธิสังคมนิยมคอมมิวนิสท์ หลังส่งเพียงที่ปรึกษาทางทหารเมื่อต้นทศวรรษ ๕๐ ขณะเดียวกัน ในประเทศก็เริ่มมีการรวมกลุ่มต่อสู้คัดค้านการแบ่งแยกสีผิว กระทั่งเกิดป็นการเดินขบวนครั้งใหญ่ๆขึ้น โดยการนำของศาสนาจารย์ มาร์ติน ลูเธอร์ คิง จูเนียร์ เจ้าของวาทะ “ไอ แฮฟ อะ ดรีม” อันเลื่องโลก ต่อหน้าผู้ร่วมชุมนุม ๒๕๐,๐๐๐ คน ผู้ถูกลอบสังหาร ๕ ปีหลังเคนเนดี้ถูกยิงเสียชีวิต
สภาพแวดล้อมเช่นนี้เอง คือที่มาของภาพยนตร์น่าชมเรื่อง ฮิดเดน ฟิกเกอร์ส รูปที่ถูกซ่อนเร้น
เริ่มจากสาวผิวสี มาร์กอท ลี เชทเตอร์ลี ซึ่งมีบิดาเป็นนักวิทยาศาสตร์ที่ทำงานวิจัยกับนาซา องค์การบริหารกิจการบินและอวกาศ เคยเล่าให้ฟังว่า การแข่งขันกันก้าวสู่ห้วงจักรวาลของสหรัฐนั้น มีหญิงผิวสีเป็นบุคคลสำคัญอยู่เบื้องหลังความสำเร็จด้วย เธอจึงประหลาดใจมาก ที่เรื่องใหญ่ขนาดนั้นไม่เคยเป็นที่รับรู้ของสังคมมาก่อน เธอซึ่งเกิดก่อนทศวรรษ ๗๐ ปีเดียวระหว่างที่บุปผาชนกำลังเบ่งบาน และสงครามเวียดนามกำลังเรียวลงทุกที ขณะก่อนที่เธอเกิด คนผิวสีในรัฐทางใต้ยังต้องขึ้นรถประจำทางแยกกับคนขาว เข้าโรงเรียนแยกกัน เข้าโบสถ์แยกกัน เข้าห้องน้ำแยกกัน กินกาแฟคนละกา และไม่เคยได้ทำงานร่วมองค์กรเดียวกัน ฯลฯ

เชทเตอร์ลีขวนขวายค้นคว้าเรื่องราว ตามสัมภาษณ์บรรดาบุคคลที่เกี่ยวข้อง จนที่สุด หนังสือเล่มแรกของเธอ ฮิดเดน ฟิกเกอร์ส : เดอะ สตอรี่ ออฟ ดิ อัฟริกัน-อเมริกัน วีเมน ฮู เฮลป์ด วิน เดอะ สเปซ เรซ (๒๕๕๙) ก็วางแผง สร้างเสียงกล่าวขวัญได้อึงคะนึง จนเกิดเป็นโครงการภาพยนตร์ โดยเธอเป็นผู้อำนวยการสร้างร่วมกับ ฟาร์เรล วิลเลียม นักร้องนักแต่งเพลงผิวสีที่ร่วมทำเพลงประกอบหนังเรื่องนี้กับ ฮันส์ ซิมเมอร์ และ เบนจามิน วอลฟิสช์ ที่หลายท่วงทำนองดึงดูดหูผู้ชม
เรื่องของหญิงผิวสี ๓ คนที่มีความสามารถด้านคณิตศาสตร์และวิศวกรรมอย่างล้ำเลิศ กระทั่งขณะนั้น คอมพิวเตอร์ยักษ์เครื่องแรกของ ไอบีเอ็ม. ยังไม่อาจคำนวณจุดทศนิยมได้มากเท่าสมองของเธอ
แคทเธอรีน กอบเบิล นักคณิตศาสตร์(ซึ่งปัจจุบันอายุ ๙๙ เข้า ๑๐๐ ปีแล้ว และยังรับเชิญนั่งรถเข็นขึ้นเวทีร่วมงานออสการ์เมื่อต้นปี ๒๕๖๑ ที่ผ่านมา) โดโรธี วอห์น นักคณิตศาสตร์และผู้ดูแลหน่วยงานคณิตศาสตร์ แมรี่ แจคสัน วิศวกร ก้าวเข้าสู่โลกของนาซาด้วยอัจฉริยภาพชนิดผู้เกี่ยวข้องต้องตื่นตะลึง นับแต่ผู้อำนวยการโครงการลงมา
หนังสร้างขึ้นอย่างถ้อยทีถ้อยอาศัย โน่นนิดนี่หน่อยให้เข้าใจสภาพแวดล้อมกับสถานการณ์ของสังคมและค่านิยมสมัยนั้น เดินเรื่องด้วยการทำงานของกอบเบิล เมื่อผู้อำนวยการโครงการต้องการนักคณิตศาสตร์ ที่สามารถคำนวณการทะยานขึ้นของยานให้พ้นแรงโน้มถ่วง และเข้าวงโคจรจนถึงจุดที่ต้องกลับลงสู่โลกได้ กอบเบิลกับสองเพื่อนสาวจึงได้โอกาส แม้จะเสียเวลาฟันฝ่าขั้นตอนตรวจสอบที่ไม่จำเป็นนานา เพียงเพราะเป็นงานของเจ้าหน้าที่ที่สีผิวแตกต่าง แต่ในที่สุด จอห์น เกลน ก็กลายเป็นมนุษย์อวกาศสหรัฐคนแรกที่ขึ้นโคจรรอบโลกได้ ด้วยความมั่นใจจากการคำนวณที่ถูกต้องของกอบเบิล
บรรยากาศการทำงานของคนต่างสีผิวในองค์กร ข่าวโทรทัศน์เกี่ยวกับการเดินขบวนต่อต้านการเหยียดผิว กระทั่งสามีหัวรุนแรงของวิศวกรแจคสัน ซึ่งเป็นนักศึกษาหญิงสีผิวคนแรกในมหาวิทยาลัยคนขาว ก็ไม่ได้ทำให้หนังระทึกไปเกินกว่าอารมณ์ปะทุของผู้ถูกกระทำ หนังมิได้แสดงความรุนแรงด้วยภาพ เพียงเล่าเรื่องราวแวดล้อมไปง่ายๆพอเข้าใจ เพื่อจุดประสงค์ที่แสดงให้เห็นว่า ความสามารถของบุคคลหาได้ขึ้นกับสีผิวที่แตกต่างไม่ ในกรณีนี้ เควิน คอสท์เนอร์ ผู้อำนวยการกับ ทาราจี พี. เฮนสัน ต่างรับส่งบทบาทกันได้นุ่มนวลดี
ออคเตเวีย สเปนเซอร์ ซูเปอร์ไวเซอร์ที่แม้คับข้องกับการไม่ได้รับตำแหน่งที่ควรได้สักที ทั้งๆทำงานนั้นอยู่ เหมาะกับท่าทีคมในฝัก เธอต้องประจันหน้ากับ เคอร์สเตน ดังส์ท หวานใจไอ้แมงมุมที่เป็นซุเปอร์ไวเซอร์ผู้ประสานงานกับเธออีกที ที่บทอ้ำๆอึ้งๆ จะยอมรับหรือไม่ยอมรับหญิงผิวสีที่ทำงานโดดเด่นคนนี้ดี ทำได้ประดักประเดิดอยู่
ส่วนวิศวกรแจคสันที่เฟี้ยวฟ้าวเกินหน้าสองเพื่อนสาว ก็เป็นอีกหนึ่งตัวแทนของยุคสมัย ซึ่งทะยานขึ้นเช่นเดียวกับยานอวกาศ พ้นเพดานขนบและความเชื่อที่ล้าหลังกาลเวลาไปได้
ธีโอดอร์ เมลฟี ผู้กำกับซึ่งชอบทำหนังเกี่ยวกับพฤติกรรมและความคิดความรู้สึกผู้คนเช่น เซนต์ วินเซนต์ (๒๕๕๗) ทำงานชิ้นนี้ออกมาได้แบบสบายใจด้วยกันทุกฝ่าย

